ข่าว

'นายกฯ'ลุกขึ้น!แจงซักฟอกปมโกง

'นายกฯ'ลุกขึ้น!แจงซักฟอกปมโกง

26 พ.ย. 2556

'ยิ่งลักษณ์'ตอบปมทุจริต ยันได้ทำตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ด้าน'มาร์ค'ชำแหละ'ปู'เละ จวกเป็นศูนย์กลางปัญหาทุจริตคอรัปชั่น

               26 พ.ย.56 เมื่อเวลา 12.31 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหม ในฐานะเป็นบุคคลที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุม ยืนยันว่า จะเป็นผู้ชี้แจงตามข้อกล่าวหาที่ระบุไว้ในญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ ตามข้อกล่าวหาที่เสนอในญัตติ อาทิ บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ เลือกปฏิบัติ และสมรู้ร่วมคิดกับพวกพ้อง  ถือเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและไม่เป็นธรรมกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลมาตลอด 2 ปี โดยในเนื้อหาที่ถุูกอภิปราย ตนพร้อมจะตอบข้อซักถามให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการแผ่นดินตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ได้เคารพหลักประชาธิปไตย ปฏิบัติตามกติกาและประเพณี ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดูแลประชาชนด้วยความอดทน ข้อกฎหมาย และหลักของสันติ

                น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาการทุจริต ได้เป็นไปตามที่ได้แถลงนโยบายกับที่ประชุมรัฐสภา ข้อที่ 8 ทั้งนี้ ยอมรับว่า การแก้ปัญหาทุจริตมีหลายขั้นตอน ทั้งในส่วนของภาครัฐ ที่ได้รณรงค์ปลูกจิตสำนึก ประชาสัมพันธ์และเปิดตัวศูนย์ต่อต้านทุจริตประจำกระทรวง ล่าสุด ได้ให้ทุกหน่วยงานได้ตั้งศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของข้าราชการ โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ เป็นผู้ดูแล ส่วนกรณีที่มีเครือข่ายภาคเอกชนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ขณะนี้ ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในการให้เครือข่ายดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วม สำหรับกรณีคดียึดทรัพย์นั้น ขณะนี้ คำพิพากษาถึงที่สุด และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้สั่งให้ตกเป็นเงินแผ่นดินแล้ว ดังนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และข้อเท็จจริงในการต่อสู้ศาลได้รับฟัง ดังนั้น กรณีที่ระบุว่า เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จคงไม่ได้และคิดว่าไม่มีประโยชน์ เพราะกติกาของบ้านเมืองยุติได้โดยคำพิพกาษา ส่วนการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่มีบทบัญญัติใดที่จะคืนทรัพย์สิน และล่าสุดนั้น ส.ว.ไม่ได้รับร่ากฎหมายดังกล่าวแล้ว

 

 

"อภิสิทธิ์"ซัด "ยิ่งลักษณ์" เป็นศูนย์กลางปัญหาทุจริตคอรัปชั่นอย่างบูรณาการ

              

               นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ว่า ขอเรียกร้องให้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเป็นผู้ชี้แจงและตอบคำถามด้วยตนเอง สำหรับประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เนื่องจากการที่รัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจศาล และอำนาจรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดภาวะไร้ระเบียบ เกิดการประท้วงลุกลาม หากปล่อยให้เป็นอย่างเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดภาวะของรัฐที่ล้มเหลว และประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนจะลงคะแนนให้พรรคการเมืองเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ตนเชื่อว่าไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้รัฐบาลนั้น เข้ามาปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน หรือทำทุจริตคอรัปชั่น รวมถึงคุกคามปิดปากฝ่ายที่เห็นต่าง สำหรับประเด็นการอภิปรายของฝ่ายค้านจะชี้ให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นศูนย์กลางของปัญหาการทุจริต คอรัปชั่นอย่างบูรณาการทั้ง ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงปล่อยให้ทุจริตตั้งแต่บนยอดเขาไปสู่พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อย่างมีประโยชน์แอบแฝง

               “การกระทำที่อ้างความเป็นรัฐบาล ซึ่งได้รับเสียงข้างมากจากประชาชน แต่กลับมาสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน โดยหลายครั้งรัฐบาลจับประเทศและประชาชนเป็นตัวประกัน โดยนายกฯ ได้ปล่อยให้คนในกลไกของรัฐบาลทำทุจริต และหลายกรณีมีการเอื้อพวกพ้อง ผู้สนับสนุนทางการเมือง แกนนำมวลชนฝ่ายตนเอง และที่สำคัญรัฐบาล ภายใต้กานำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีพฤติกรรมทำลายกลไกการตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่น คือ 1.การทุจริตเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง 2.การทุจริตในเชิงนโยบาย 3.การทุจริตที่ดำเนินการเตรียมการ เลี่ยงระบบงบปราณ 4.การทุจริตที่วางแผนโดยการทำลายกลไกระบบตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่น ทั้งในส่วนของ ปปท., ป.ป.ช. และกระบวนการยุติรรม และ 5.มีการตรากฎหมายเพื่อเอื้อให้ทุจริตคอรัปชั่นมากยิ่งขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนวิธีคิด และวิธีทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ การนำความเดือดร้อนของประชาชนมาบังหน้า โดย 1.ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 มีการของบประมาณ 1.2แสนล้านบาท โดยไม่มีรายละเอียด รวมถึงมีการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ในประเด็นแรก คือ การทุจริตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง จะพบว่า รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบโครงการ ทั้งนี้ ในข้อเท็จจริงพบว่า ตาม พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่กำหนดให้เบิกเงินก่อน 30 มิ.ย.56 และไม่ได้ใช้เงินตามที่กำหนด ถือว่า รัฐบาลได้ทำผิดกฎหมายและหากยังคงเดินหน้าต่อ เชื่อว่า จะเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอรัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้าง

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า 2. มีการออกแบบนโยบายเพื่อเอื้อให้มีการทุจริตคอรัปชั่นทุกขั้นตอน คือ โครงการรับจำนำข้าวที่พบว่า มีพวกพ้องของรัฐบาลได้รับประโยชน์จากโครงการเกินครึ่งหนึ่งที่ชาวนาได้ประโยชน์ ในประเด็นที่ฝ่ายหน้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ คือ ยืนยันว่ามีการทุจริต โดยเฉพาะในกรณีการระบายน้ำ การนำข้าวไปบรรจุถุง ซึ่งมีหลักฐานการสูญเสียหลักหมื่นล้านบาท, 3.การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่พบว่า รัฐบาลได้ไปทำข้อตกลงกับประเทศจีนให้เข้ามาทำโครงการรถไฟ โดยแลกเปลี่ยนกับการขายข้าว ทั้งนี้ มีผู้แทนหลายประเทศเป็นห่วงว่า การเปิดประมูลเรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นไปตามการแข่งขันปกติ นอกจากนั้น แล้วยังพบว่าการทำทุจริตยังลามมาถึงห้องประชุมสภาฯ เพราะพบว่า มีการกดบัตรแทนกันระหว่างการลงมติร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท, 4.การโยกย้ายบุคคลที่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบแกนนำคนเสื้อแดงระดับเล็ก โดยที่ผ่านมาได้มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่ได้เสนอเรื่องตรวจสอบกรณีนำเข้ารถหรู ถือเป็นการบั่นทอนการตรวจสอบ

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า และ 5. การออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมือง เพื่อนิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่ทำทุจริตคอรัปชั่น ทำให้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก นอกจากนั้น แล้วยังพบว่า ได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและมาตรฐานพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยเปิดให้บุคคลที่ถูกต้องคำพิพากษาให้จำคุก หรือ รอลงอาญาสามารถเข้ามาเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจได้

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า "ตนมีประเด็นที่อยากให้นายกฯ ชี้แจงกรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. คราวที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง เพราะพบว่า การแจ้งทรัพย์สิน ซึ่งเป็นนาฬิกา มูลค่าเรือนละ 2.5 ล้านบาท ไม่ได้ปรากฏอยู่ในบัญชี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นช่วงที่มีการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ตามการพิจารณาของ คตส. และนายกฯ ให้การต่อศาลว่า ได้ซื้อหุ้นจากพี่ชาย 20 ล้าน หุ้นมูลค่า 20 ล้านบาท แต่ชำระโดยเอาเงินปันผลไปให้ แต่ปรากฏว่า งวดแรก 9 ล้านบาท แปลว่า เหลือหนี้อีก 11 ล้านบาท งวด 2 เงินปันผล 13.5 ล้านบาท ไปเขียนเช็ค 13.5 ล้านบาท แต่ไปขีดฆ่าใหม่เป็น 11 ล้านบาท โดยอ้างว่า ผิดพลาด แล้วไปบอกศาลอีก 2.5 ล้านบาทให้หลานไปซื้อนาฬิกา

                “ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่นายกฯ แจ้ง ระบุว่า มีนาฬิกา 9 เรือน รวมมูลค่า 1.8 ล้านบาท ขณะที่ นาฬิกามูลค่า 2.5 ล้านบาท ไปอยู่ไหน นอกจากนี้ ยังมีเงินปันผลอีก 60 ล้านบาท ท่านบอกว่า บังเอิญไปกู้เงิน ไปลงทุนทำสนามบอล สระว่ายน้ำ ซื้อทองคำแท่ง 13 ล้านบาท เครื่องเพชร 11 ล้านบาท เก็บไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ อีก 8 ล้านบาท สำรองเงินใช่ที่บ้าน 6 ล้านบาท ศาลถามว่า เงินดังกล่าวมีหลักฐานหรือไม่ ท่านบอกว่า ไม่มีหลักฐาน ศาลก็ไม่เชื่อ จะจ่ายเงิน ก็ไปออกเช็คเป็นเงินสดไม่ต้องรายงาน ป.ป.ง. อยากถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริงบอกพวกตนว่า ทำไมไม่ตรงกับที่แสดง มีการไปร้องดีเอสไอ เรื่องเบิกความเท็จ อยากถามว่า คดีไปถึงไหน และ 2 ปีที่ผ่านมา หลายคดีก็หายไป เพราะไม่สามารถอธิบายเรื่องของทรัพย์สิน และการซื้อหุ้นได้ ดังนั้น เป็นประเด็นที่พวกผมไม่ไว้วางใจให้ท่านทำหน้าที่นายกฯต่อไป” ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าว