
อนุมัติ!หมายจับ'เทือก'บุกก.คลัง
ศาลออกหมายจับ 'สุเทพ' แล้ว 2 ข้อหา มั่วสุม 10 คน - บุกรุกก.คลัง จากทั้งหมด 4 ข้อหา ด้านทนายเตรียมอุทธรณ์ถอนหมายจับ ขณะที่ 2 ธ.ค.นี้ 'DSI' เตรียมดันเป็นคดีพิเศษ
26 พ.ย. 56 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบช.น. กล่าวว่า ภายหลังศาลได้พิจารณาคำร้องและพยานหลักฐานแล้วได้อนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและระบอบทักษิณ รวม 2 ข้อหา คือ มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และมาตรา 365 ฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฯ จากกรณีนำผู้ชุมนุมบุกไปที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการกระทำผิดจริง จึงอนุมัติหมายจับให้ ส่วนข้อหาตามมาตรา 116 (3) ไม่ได้ออกให้
พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ที่ขอออกหมายจับในมาตรา 116 (3) และ 117 ฐานยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน ศาลยังไม่อนุมัติ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งหลังจากนี้จะรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อนำตัวนายสุเทพมาเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยอาจจะให้พนักงานสอบสวนจับกุมด้วยตนเอง หรือนายสุเทพจะเข้ามอบตัวต่อสู้แก้ข้อกล่าวหา แต่จะใช้วิธีการอะไรนั้นขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา ส่วนแกนนำหรือผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นๆ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน หากมีหลักฐานเพียงพอก็จะออกหมายจับต่อไป
นายถาวร เสนเนียม แนวร่วมการชุมนุม กล่าวว่า หลังจากนี้จะอุทธรณ์คำสั่งศาล โดยจะชี้ให้ศาลเห็นว่านายสุเทพมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และข้อหาไม่ร้ายแรงอะไร แต่ที่ศาลได้มีคำสั่งออกหมายจับตนก็เคารพดุลพินิจของศาล ไม่เหมือนกรณีที่ประธานวุฒิสภาและพรรคเพื่อไทยออกแถลงคัดค้านอำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนนายสุเทพจะไม่เข้ามอบตัว เนื่องจากยังมีภารกิจสำคัญต้องกวาดล้างระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศไทย แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาจับกุมเองก็เชิญเข้ามาจับที่ม๊อบได้เลย
นายถาวร กล่าวด้วยว่า ขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าข้อหามั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป แกนนำทุกม็อบมีความผิดทุกคน เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทั่วกรุงเทพเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมบริเวณสนามราชมังคลากีฬาสถานก็ต้องมีความผิดเช่นกัน
ขณะที่นายวิทยา แก้วภราดัย แนวร่วมการชุมนุม กล่าวเสริมว่า สตช.มี 2 มาตรฐาน ซึ่งการชุมนุมเกิน 10 คนขึ้นไปในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก กลุ่มคนเสื้อแดงไปชุมนุมที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่เคยดำเนินคดี ส่วนข้อหาบุกรุกกระทรวงการคลังนั้นเป็นการกล่าวหาใส่ความของเจ้าหน้าที่ ตนได้เตรียมพยานหลักฐานไว้ดำเนินคดีกลับแล้ว และยืนยันว่าไม่ได้บุกรุกตามที่ถูกกล่าวหา แต่ข้าราชการกระทรวงการคลังกวักมือเรียกเข้าไป
ด้านนายเจษฎา อนุจารี ทนายความนายสุเทพ ระบุว่า หลังจากนี้จะกลับไปร่างคำร้องอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลเพิกถอนคำสั่งออกหมายจับ โดยคาดว่าจะยื่นคำอุทธรณ์ได้ภายในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการขอออกหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ชอบตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 66 เพราะนายสุเทพไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รวมทั้งการออกมาเคลื่อนไหวก็เป็นสิทธิ์และเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้กระทำได้ ขณะที่วันนี้ที่มีการยื่นคำคัดค้านต่อศาลอาญาในการพิจารณาอนุมัติหมายจับ ศาลเพียงแต่รับคำคัดค้านไว้ ไม่ได้เรียกให้ไต่สวนเพิ่มเติม เพราะการออกหมายจับพิจารณาเฉพาะคำร้องและพยานหลักฐานของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
'ดีเอสไอ' เตรียมดันเป็นคดีพิเศษ 2 ธ.ค.นี้
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ายึดสถานที่ราชการหลายแห่งว่า ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่สังเกตการณ์ตลอดเวลา พร้อมบันทึกเสียงการถ่ายทอดการอภิปรายในการชุมนุมตลอดเวลาโดยถอดข้อความแบบวันต่อวัน เนื่องจากมีผู้มาร้องทุกข์ต่อดีเอสไอให้ดำเนินคดี แต่ขณะนี้การชุมนุมยังไม่เสร็จสิ้น โดยมีการยกระดับแรงขึ้นต่อเนื่อง
"ดีเอสไอกำลังพิจารณาว่าจะเสนอเป็นคดีพิเศษ ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค.นี้ เพราะการยึดสถานที่ราชการดังกล่าว น่าจะเข้า มาตรา 21 (2) พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเห็นการกระทำเหล่านี้มีความเสียหายอย่างรุนแรง มีความยุ่งยากซับซ้อน จึงมีแนวโน้มที่ ซึ่งผมในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อาจจะเสนอเป็นคดีพิเศษ ในฐานความผิดบุกรุกสถานที่ราชการยามวิกาล ทำให้ทรัพย์สินเสียหายทั้งประตูหรือรั้ว โดยจะต้องมีการเข้าไปสำรวจตรวจสอบว่าทรัพย์เสียหายอย่างไรบ้าง"
นายธาริต กล่าวอีกว่า ในส่วนการปลุกระดมให้ละเมิดกฎหมายเป็นความผิดหลายกรรมหลายกระทง สอดคล้องกับศาลออกหมายจับนายสุเทพ ส่วนสถานการณ์การชุมนุมในขณะนี้ เป็นการประท้วงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งดีเอสไอกำลังรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน
รองผบช.น. หอบหลักฐานยื่นศาลอาญา ขอหมายจับ 'สุเทพ' 4 ข้อหา
เมื่อเวลา 10.40 น. พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบช.น. พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ได้นำพยานหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เเละเป็นแกนนำการชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมทั้งต่อต้านรัฐบาลและระบอบทักษิณ ใน 2 คดี
คดีที่ 1 เกิดขึ้นในท้องที่ สน.บางซื่อ จากกรณีนำผู้ชุมนุมปิดล้อมสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6 โดยยึดเป็นที่ชุมนุมคู่ขนานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ซึ่งพนักงานสอบสวน กล่าวหาว่านายสุเทพ กระทำความผิด 3 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 (3) ฐานกระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือ วิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชม โดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี , มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อาวุธ กระทำการเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และโดยเป็นผู้สั่งการหรือเป็นหัวหน้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000 - 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 365 ฐานกระทำการโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือในเวลากลางคืน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คดีที่ 2 เกิดขึ้นในท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ จากการนำชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งกล่าวหาว่า นายสุเทพ กระทำความผิด 2 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 (3) ฐานกระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือ วิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชม โดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และ มาตรา117 ฐานยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน ปิดงานงดจ้าง หรือร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อบังคับรัฐบาลหรือข่มขู่ประชาชน โดยทราบความมุ่งหมายดังกล่าว และเข้ามีส่วนหรือเข้าช่วยในการร่วมกันหยุดงาน และใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือทำให้หวาดกลัวด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลเข้ามีส่วนหรือมีส่วนในการเข้าร่วมกันหยุด ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 - 7 ปี หรือปรับ 6,000 - 14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยขณะนี้คำร้องขออนุมัติหมายจับนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ขณะที่ พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ กล่าวว่า พยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏขณะนี้ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ หากศาลจะทำการไต่สวนการขอหมายจับ พนักงานสอบสวนก็พร้อม เพราะได้เตรียมหลักฐานการชุมนุมของนายสุเทพ เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจประกอบการพิจารณาแล้ว ส่วนจะออกหมายจับผู้กระทำผิดรายอื่นๆ หรือไม่ต้องพิจารณาอีกครั้ง
แจงถุงดำคลุมวงจรปิดแนวกั้นม็อบภาพเก่า
พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ชี้แจง กรณีภาพถ่ายถุงดำปิดคลุมกล้องวงจรปิด บริเวณแยกวัดเบญฯว่า บช.น.ได้ตรวจสอบแล้วเป็นภาพเก่าที่มีการตัดต่อเชื่อมีวัตถุประสงค์ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 ได้ดำเนินการตรวจสอบและประสานข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อเอาผิดกับผู้นำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่แล้ว
ขณะเดียวกัน ก็ได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบ กรณีที่สถานีโทรทัศน์บลูสกาย มีการลิงค์สัญญาณภาพจากกล้อง CCTV ของกรุงเทพมหานคร มาออกอากาศ ว่าเป็นภาพจริงหรือไม่ หากเป็นภาพจริงที่มีการลิงค์สัญญาณ ก็ถือว่าเป็นความผิด ต้องมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรับผิดชอบ เพราะถือเป็นการนำข้อมูลของทางราชการไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
ลั่นม็อบหมดความชอบธรรมเร่งออกหมายจับ
พล.ต.ต.อดุลย์ แถลงข่าวสถานการณ์การชุมนุม ในส่วนของการดำเนินคดีกับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย ว่า สถานการณ์ในวันที่ 25 พ.ย.จนถึงเวลานี้มาเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นมากมายในหลายพื้นที่อีกทั้งมีแกนนำและผู้ชุมนุมทำการละเมิดข้อกฎหมายหลายจุด เริ่มจาก เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 56 เวลา 11.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายสุเทพ ได้นำมวลชนไปชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และได้เข้าไปบุกยึดภายในกระทรวงการคลัง และในเวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน ได้แยกตัวไปบุกยึดที่กรมประชาสัมพันธ์อีกแห่งหนึ่ง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวได้อยู่ภายในกระทรวงการคลังและกรมประชาสัมพันธ์มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งกรณีการบุกยึดกระทรวงการคลังนั้น ทาง สน.บางซื่อได้รับคำร้องทุกข์ ไว้ตามคดีอาญาที่ 2496/2556 ลงวันที่ 25 พ.ย. ในข้อหา “กระทำด้วยวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เพื่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 , ผู้ที่กระทำการมั่วสุม ตามมาตรา 215 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 และร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบมาตรา 362 โดยขณะนี้ทาง พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการเร่งให้พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ยื่นขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ ขณะที่ทางกระทรวงการคลังก็จะไปยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินต่อศาลแพ่ง ให้ศาลมีคำสั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกไปจากพื้นที่กระทรวงการคลังด้วยเช่นกัน
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. นายนิค นอสติทซ์ ชาวเยอรมัน อายุ 45 ปี อาชีพ นักข่าวอิสระ ได้เข้ามาทำข่าวการชุมนุม ที่บริเวณแยกกองพล 1 ซึ่งขณะนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายชุมพล จุลใส มาชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณดังกล่าว และได้เกิดเหตุมีกลุ่มการ์ด เข้ามารุมทำร้ายนายนิคฯ จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเข้าช่วยเหลือให้เข้ามาอยู่ในที่ปลอดภัย บริเวณหลังแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัวมาปฐมพยาบาล ที่หน่วยพยาบาล ของ โรงพยาบาลตำรวจ ประจำ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และได้นำตัวส่ง โรงพยาบาลตำรวจแล้ว และผู้เสียหายจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสน ในวันนี้ เวลา 12.00 น.
เหตุการณ์ถัดไปเมื่อวันที่ 25 พ.ย. เวลาประมาณ 14.30 น. ได้มีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) มาชุมนุมที่บริเวณ แยกวัดเบญจมบพิตร และได้เกิดเหตุมีผู้ชุมนุม จำนวน 2 ราย คือ นายกำแพง ชาตรีชวาลกร อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 69 ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 6 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานครและ นายวิวรรธน์ บุนนาค อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 208 ซอยพหลโยธิน 44 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครได้ร่วมกันยกลวดหนามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เป็นแนวกั้นออกแล้วบุกเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ประกาศห้ามบุคคลเข้า หรือต้องออกจากพื้นที่ดังกล่าว จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว และนำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ดำเนินคดีตามกฎหมาย ตามคดีอาญาที่ 426/2556 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ในข้อหา ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดห้ามบุคคลเข้า หรือต้องออกจากพื้นที่หรือสถานที่ที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
จากนั้น เมื่อวันที่ 25 พ.ย. เวลา 19.30 น. กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ และนายอุทัย ยอดมณี ได้นำมวลชนเข้าไปบุกยึดภายในกระทรวงการต่างประเทศ และอยู่ภายในกระทรวงการต่างประเทศโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทาง สน.พญาไท ได้ประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศ ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ จากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการปลุกระดมมวลชนให้เข้าร่วมประท้วงปิดล้อม และยึดสถานที่ราชการ โดยมุ่งหวังจะจะขัดขวางการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 50 เขต , จังหวัดนนทบุรี , จังหวัดปทุมธานี เฉพาะอำเภอลาดหลุมแก้ว และ จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะ อำเภอบางพลี โดยทุกพื้นที่ดังกล่าว มีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 56 เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวผู้ชุมนุมจะเดินขบวนดาวกระจายไปสู่จุดใดอีกหรือไม่ พล.ต.ต.อดุลย์ ตอบว่า ตอนนี้การข่าวยังไม่ได้รายงานเข้ามา แต่ตนขอยืนยันว่า ความชอบธรรมของผู้ชุมนุมหมดไปแล้ว เนื่องจากมีการทำผิดกฎหมายซ้าแล้วซ้ำเล่า ทั้งคดีทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการโยนระเบิดปิงปองใส่เจ้าหน้าที่ และการละเมิดกฎหมายในคดีอื่นๆ ดังนั้นหากไม่ยุติความผิดทั้งหลายก็จะเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ กำลังให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานทำการออกหมายจับอยู่ โดยเฉพาะบรรดาแกนนำตอนนี้ความผิดรวมกันคาดว่ามีกว่า 100 คดี ตนเกรงว่าหลังจากนี้ ทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายอุทัย ยอดมณี และแกนนำคนอื่นจะอยู่ไม่เป็นสุขในหลังจากนี้ ส่วนกรณีข้อหากบฏ ที่จะเอาผิดกับ นายสุเทพ นั้นจะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานนำมาปะติดปะต่อว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดเข้าข่ายหรือไม่ซึ่งจะรายงานให้สื่อมวลชนทราบต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า มาตรการการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญหลังประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพิ่มเติมออกไปจะเป็นเช่นไร โฆษก บช.น.ตอบว่า ตอนนี้เจ้า หน้าที่ตำรวจทุกที่ทำการส่วนหน้า (ทก.สน.) เตรียมความพร้อมทุกด้าน 100% โดยเฉพาะการรักษาพื้นที่หวงห้ามตามที่ประกาศให้ทราบมาโดยตลอด คือ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และบ้านพักบุคคลสำคัญ ตำรวจจะไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาแตะต้องได้อย่างเด็ดขาด ประกอบกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศอ.รส.ก็ได้กำชับแล้วว่า หากมีการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามเหล่านี้จะต้องเป็นเรื่องมีปัญหากันอย่างแน่นอน
"ส่วนเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิดที่มีเผยแพร่ในสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติภารกิจและสับเปลี่ยนกำลังกันตามแยก หรือ ทก.สน.ต่างๆ นั้น ตนได้ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นภาพเก่าที่ผ่านการตัดต่อโดยผู้ไม่หวังดีนำไปเผยเเพร่ ที่สำคัญกล้องทุกตัวไม่มีการนำผ้าไปปิดแต่อย่างใด ตนออกไปตรวจสอบแล้วอยู่ในสภาพดีใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งเรื่องการนำภาพเหล่านี้ไปเผยแพร่อาจจะต้องพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่นำไปเผยแพร่ด้วยเพราะมีการสร้างให้เกิดความวุ่นวาย โดยขณะนี้กำลังประสานฝ่ายกฎหมายให้ตรวจสอบอยู่"



