
ความเย็นชาระหว่างชวากับออสเตรเลีย
ความเย็นชาระหว่างชวากับออสเตรเลีย : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman
เรื่องของการลักลอบดักรับดักฟังสัญญาณประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นเรื่องจนได้ เพราะเกี่ยวข้องกับอธิปไตย ความมั่นคง ศักดิ์ศรี ความเชื่อใจและการปากแข็ง อินโดนีเซียลดระดับความสัมพันธ์ทางทหารกับออสเตรเลียแล้ว ความไม่พอใจของประชาชนและมองอีกฝ่ายเป็นภัยก็แรงขึ้นตาม ความอึมครึมนี้ส่งผลต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงของสองผู้ช่วยสหรัฐ ในภูมิภาคอาเซียนตอนใต้ในระดับหนึ่ง และเมื่อมองย้อนอดีตไม่นานนัก สองประเทศนี้ก็มีอะไรที่ไม่ไว้ใจกันอีกมากทีเดียว
แม้ว่าทั้งสองประเทศเป็นประเทศในขั้วเดียวกันคือประชาธิปไตย แต่ความแตกต่างบนความใกล้ชิดกันทำให้ทั้งคู่ไม่ค่อยวางใจในรัฐบาลของอีกฝ่ายอยู่แล้วว่าจะจัดการกับปัญหาประเภทภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างไร ออสเตรเลียที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วมองว่าอินโดนีเซียมีความหลากหลายที่ยากแก่การจัดการ ภาครัฐก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มร้อยพ้นยุคเผด็จการซูฮาร์โตกับทหารครองเมืองมาเมื่อไม่นาน ยังไม่สามารถปราบปรามสิ่งที่รัฐบาลแคนเบอร์รากังวลที่สุดได้ก็คือผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง ซึ่งหลายจุดของเกาะใหญ่เกาะน้อยของอินโดนีเซียก็มีพวกนี้อยู่มาก และพวกนี้ก็เกลียดชังฝรั่งจนเคยก่อเหตุรุนแรงต่อชาวออสเตรเลียมาแล้วหลายครั้ง ออสเตรเลียต้องสะกดพวกนี้ให้อยู่ทั้งด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลจาการ์ตาและด้วยตัวเอง เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ จอห์น ฮาเวิร์ด อดีตนายกฯ ออสเตรเลียเสนอให้เรือและอากาศยานของออสเตรเลียสามารถชิงรุกปราบโจรล่วงล้ำน่านน้ำน่านฟ้าอินโดนีเซียก่อนได้ด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าถูกฝ่ายหลังประท้วงแหลก นอกจากนี้ รัฐบาลจิงโจ้ยังห่วงใยเรื่องผู้อพยพที่ผ่านมาจากอินโดนีเซียด้วย ซึ่งบางทีก็โมโหว่าอินโดนีเซียปล่อยมาได้อย่างไร ต้องกักกันไว้ก่อนเข้าสู่แผ่นดินใหญ่มิใช่น้อย
ฝ่ายอินโดนีเซียนั้นก็ระแวงออสเตรเลียเช่นกัน เจ็บใจลึกๆ มาตั้งแต่ตอนที่ติมอร์ตะวันออกเรียกร้องเอกราช ถ้าออสเตรเลียไม่ตาลีตาเหลือกเข้าช่วยติมอร์วันนั้น เห็นทีติมอร์จะเจอลูกหนักของอินโดนีเซียกดไปได้อีกนาน แต่คนอินโดนีเซียมองว่าออสเตรเลียที่เข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหารโดยไม่รอยูเอ็นนั้นเป็นการละเมิดอธิปไตยอินโดนีเซียชัดเจน บ้างคิดไปไกลถึงว่าออสเตรเลียทำเช่นนี้ก็เพื่อหวังผลในแหล่งน้ำมันของติมอร์ตะวันออก แล้วหลังจากนั้นออสเตรเลียก็คอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลความมั่นคงติมอร์ตลอดถึงขั้นช่วยป้องกันกบฏให้ แต่เรื่องลับๆ ของน้ำมันนั้นก็ทำให้ติมอร์อึดอัดใจถึงขนาดประธานาธิบดีออกมาเหน็บๆ หลังจากมีข่าวเมื่อกลางปีว่าการดักฟังนั้นเกี่ยวกับบ่อน้ำมันที่ยังไม่เปิด
แน่นอนว่าออสเตรเลียเค้นให้ตายก็ไม่ยอมเสียเชิงยอมรับเรื่องดักรับดักฟัง ผลก็คืออินโดนีเซียคงชะลอความร่วมมือทางทหารและข่าวกรองกับออสเตรเลียในเชิงสัญลักษณ์บ้าง เช่น เรียกนายทหารติดต่อที่ประจำอยู่ที่แรฟวิลเลียมส์กลับ หรืองดร่วมการฝึกบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของสนธิสัญญาลอมบอก 2549 ที่ทั้งสองประเทศกลับมาช่วยเหลือกันด้านการทหารนั้นน่าจะแข็งแกร่งกว่า เพราะอินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาการอัพเกรดและซ่อมบำรุงของออสเตรเลียอยู่ และออสเตรเลียยังเห็นค่าของการช่วยเหลือและจัดหาอุปกรณ์และการบริการทางทหารแก่มิตรประเทศในเชิงซื้อใจ อีกทั้งความร่วมมือบางอย่างก็ยุติไม่ได้จริง ขืนทำละยุ่งเลย เช่นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการก่อการร้าย
ในโลกยุคใหม่ที่อินโดนีเซียจะกลายเป็นใหญ่ในอาเซียน ขณะที่ออสเตรเลียก็เพิ่มขีดความสามารถให้รองรับความก้าวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของเอเชีย เรื่องมารยาทการหาข่าวนี้คงไม่ถึงกับกระตุ้นความหวาดระแวงจนถึงขั้นเป็นศัตรูกัน แต่จะกระตุ้นให้วางมาตรการและเทคโนโลยีการต่อต้านข่าวกรองให้ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนากองทัพเชิงแข่งขันให้เยี่ยมขึ้นๆ ไปอีก



