ข่าว

ป.ป.ช.ชี้ชะตารัฐบาล

ป.ป.ช.ชี้ชะตารัฐบาล

25 พ.ย. 2556

ป.ป.ช.ชี้ชะตารัฐบาล : โอภาส บุญล้อมรายงาน

              ฝุ่นตลบไปหมด... หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาวุฒิสมาชิก (ส.ว.) ว่ามิชอบขัดทั้งกระบวนการและเนื้อหา

              ทั้ง "ฝ่ายรัฐบาล" และ "ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล" ต่างงัดเอากฎหมายมาฟ้องกันไปมาอุตลุด

              และองค์กรที่ทั้งสองวิ่งเข้าหามากที่สุดก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

              เริ่มจาก "ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล" อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นคำร้องดำเนินคดีอาญาต่อ ป.ป.ช.กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในคดีอาญา ทั้ง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร, นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา, นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนฯ รวมถึง ส.ส. และ ส.ว ที่เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 308 คน ที่สำคัญคือ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

              และยังจะมีการยื่นถอดถอน ส.ส., ส.ว ผู้เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผู้โหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดซึ่งมีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รวมอยู่ด้วย

              ส่วน "ฝ่ายรัฐบาล" ทางพรรคเพื่อไทยก็เตรียมดำเนินการยื่นต่อ ป.ป.ช. ถอดถอน "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" เสียงข้างมากในคดีนี้ รวมทั้งดำเนินอาญา

              แต่หาก "เปรียบมวย" ทั้งสองฝ่ายแล้ว ต้องบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบอยู่มากโข

              เพราะว่าการที่พรรคเพื่อไทยร้องถอดถอนและให้ดำเนินคดีอาญากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.มิชอบนั้น โอกาสที่ ป.ป.ช.จะชี้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากมี "ความผิด" เป็นไปได้ยากมาก เพราะเป็นเรื่อง "ดุลพินิจ" ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคดี ป.ป.ช. คงไม่ไปก้าวล่วง

              อีกทั้งหาก ป.ป.ช.ไปชี้ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ "ทำผิด" ในอนาคตก็อาจจะ "ย้อนศร" เข้าตัวเองได้ เมื่อ ป.ป.ช.ไปชี้มูลในคดีใดแล้วมีผู้ไม่พอใจไปยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลยุติธรรมว่า กระทำผิด บ้าง

              มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.ว่ามิชอบขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการและเนื้อหา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อ ป.ป.ช.มากน้อยแค่ไหน ในคดีที่มีการยื่นถอดถอนและดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต่อ ป.ป.ช.

              ดร.วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ป.ป.ช.ต้องตั้งสติเรื่องนี้ให้ดี เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันต่อ ป.ป.ช.ก็เฉพาะการ "ตีความกฎหมาย" เท่านั้น เช่นกรณีของ มาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับวินิจฉัยว่า การกระทำใดเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิถีทางซึ่งไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือกรณีของการนับเวลาแปรญัตติที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จะนับเวลาย้อนหลังไม่ได้

              "แต่ในเรื่องข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ ทั้งเรื่องที่ว่า มีการปลอมแปลงเอกสารญัตติ หรือเสียบบัตรแทนกัน ป.ป.ช.ต้องทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือพฤติกรรมก่อนว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อย่างเช่น กรณีการเสียบบัตรแทนกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่ ส.ส. ส.ว. ทั้ง 300 กว่าคน จะทำการเสียบบัตรแทนคนอื่น ดังนั้นต้องดูพฤติกรรมเฉพาะบุคคล เนื่องจากมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การที่จะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดออกจากตำแหน่ง บุคคลนั้นต้องจงใจกระทำผิดด้วย"

              สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่ง ที่ "ดอกเตอร์หนุ่มผู้นี้" ชี้ให้เห็น คือ หาก ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหามีมูลตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. ผู้ถูกกล่าวหา จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส., ส.ว.ทันที จะลงมติโหวตในเรื่องใดๆ ไม่ได้ จนกว่าวุฒิสภาจะลงมติว่าถอดถอนหรือไม่

              "เมื่อ ส.ว.50 คน ที่ร่วมเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมเชื่อว่าเมื่อถึงคราวที่เรื่องนี้ถูกส่งจาก ป.ป.ช.มายังวุฒิสภาเพื่อลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ กลุ่ม ส.ว.ที่เหลืออยู่จะเล่นเกมไม่ยอมเข้าร่วมประชุม เพื่อทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ ไม่ได้ สภาพเช่นนี้  ส.ส. และ ส.ว. ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้ว่าข้อกล่าวหามีมูล ซึ่งมีจำนวนมากต้องถูกพักงานอยู่อย่างนั้น นำไปสู่การเกิดสุญญากาศทางการเมืองและเป็นการบีบให้นายกฯ ต้องยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่ ขณะที่ตอนนี้จากการสำรวจคะแนนของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานหายไปเป็นล้านเสียง เลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยอาจชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้อีก แต่จะชนะกันไม่ขาด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ใช้โอกาสนี้ช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาล โดยดึงพรรคเล็กพรรคน้อยมาจัดตั้งรัฐบาล"

              ว่าไปแล้ว...สำหรับรัฐบาล เมื่อใดที่ ป.ป.ช.ชี้ว่า ข้อกล่าวหาต่อ ส.ส., ส.ว. ที่ร่วมเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ มีมูล และ ส.ส.เพื่อไทย ซึ่งมีจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องถูก "พักงาน" เมื่อนั้นก็แทบจะเป็น "ทางตัน" หาทางออกไม่เจอ

              "นั่นก็เพราะว่า...หากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจลาออก ซึ่งก็ต้องมีการซาวเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในสภา แต่เมื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนมากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โหวตลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เสียงข้างมากในสภาก็จะเปลี่ยนเป็นพรรคประชาธิปัตย์ โหวตลงคะแนนในสภาเลือกนายกฯ คนใหม่เมื่อไหร่ ขั้วอำนาจเปลี่ยน เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกฯ ทันที ขณะที่หากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เลือกที่จะยุบสภาก็สุ่มเสี่ยงที่พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียอำนาจเช่นกัน เนื่องจากคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยตกลงไปมาก หลังจากพยายามผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และความนิยมทรุดลงไปอีกมาก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ของฝ่ายรัฐบาลกระทำโดยมิชอบขัดต่อรัฐธรรมนูญ เลือกตั้งใหม่อาจเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาล"

              ขณะที่ รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย การฟ้องกันไปมาเข้าทำนอง "มึงเล่นกู กูก็เล่นกลับไป"

              "ป.ป.ช.ทำให้บ้านเมืองสงบได้ โดยอย่ามองแต่ในเรื่องข้อกฎหมายอย่างเดียว ผมเห็นว่า ยกคำร้องทั้งสองฝ่ายไปเลย เพราะว่า ถ้า ป.ป.ช.ลงมติว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำผิดเรื่องนี้สถาบันศาลรัฐธรรมนูญก็พังเลย ในขณะเดียวกัน ถ้า ป.ป.ช.ชี้ว่าข้อกล่าวหาต่อฝ่ายรัฐบาลมีมูล ส.ส.เพื่อไทยก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจเกิดการเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ไม่ได้ เพราะไม่ครบองค์ประชุม บ้านเมืองก็วุ่นวาย แม้ว่ารัฐบาลจะไม่สิ้นสภาพ แต่เสียง ส.ส.ที่จะสนับสนุนนงานรัฐบาลก็ไม่มี งานสภาในการออกกฎหมายหรือเรื่องอื่นๆ ก็ทำไม่ได้ ถึงวันนั้นก็จะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีนายกฯ พระราชทาน ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ผมทราบมาว่า ที่ผ่านมามีการประชุมของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอำนาจเก่าอยู่เป็นประจำ และต้องการสิ่งนี้ แต่ผมเห็นว่า นายกฯ พระราชทานตามมาตรา 7 ไม่มีทางเกิดได้ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่อง เนื่องจากนายกฯ และคณะรัฐมนตรีปัจจุบันก็ยังมีอยู่"

              ก้าวย่างของ ป.ป.ช.นับจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นตัวชี้ชะตารัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการชี้อนาคตของประเทศได้เลยทีเดียวว่าจะเดินไปในทางไหน

...........................

(หมายเหตุ : ป.ป.ช.ชี้ชะตารัฐบาล :  โอภาส บุญล้อมรายงาน)