
'การเมืองไทย'เดินสู่เดดล็อก!
'การเมืองไทย'เดินสู่เดดล็อก! : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
จำนวนผู้คนที่มาร่วมชุมนุมที่ราชดำเนินเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน มีมากเกินคาด จนเกิดภาพ "มวลมหาประชาชน" ล้นถนนราชดำเนินออกไปทุกทิศทุกทาง หลายคนบอกว่า มากกว่า "มวลมหาประชาชน" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เคยถูกบันทึกไว้ว่ามีประชาชนออกมาชุมนุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ผู้คนมากมายขนาดนี้ รัฐบาลอยู่ลำบากแน่ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้รัฐบาลไม่สามารถนำ "อาวุธ" สุดท้าย คือ "ยุบสภา" ออกมาใช้ได้ เพราะ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯ ได้บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเข้าไปในระเบียบวาระเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้อภิปรายในวันที่ 26-27 พฤศจิกายน และลงมติในวันที่ 28 พฤศจิกายน
รัฐธรรมนูญมาตรา 158 กำหนดไว้ชัดเจนว่า หลังจากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว จะยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือมีการลงมติในญัตติแล้วและเสียงไม่ไว้วางใจไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.เท่าที่มีอยู่
ทางออกของรัฐบาลนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน วันสุดท้ายของสมัยประชุมนี้ หากสถานการณ์ตีบตัน จึงเหลือทางเดียว คือ "นายกฯ ลาออก"
แน่นอนว่า ในทางการเมือง รัฐบาลไม่ต้องการเลือกให้ "นายกฯ ลาออก" เพราะจะเกิดภาวะที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เสี่ยงต่อการเกิด "ภาวะแทรกซ้อน" ในทุกรูปแบบที่จะทำให้ "อำนาจบริหาร" ไม่ได้อยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องพยายาม "ประคอง" สถานการณ์ให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ ต้องไม่ให้เกิดสถานการณ์รุนแรง หรือเกิดการเผชิญหน้า
จึงเห็นได้ชัดว่า แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะมี "กองทัพคนเสื้อแดง" หนุนหลังอยู่ แต่ครั้งนี้รัฐบาลก็ไม่สามารถนำคนกลุ่มนี้ออกมาช่วยเหลืออะไรได้มาก ตรงกันข้าม รัฐบาลต้องพยายาม "คุม" คนกลุ่มนี้ให้อยู่อย่างสงบในที่ตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า คนเสื้อแดงจึงทำได้เพียงแค่การรวมตัวที่ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ปิด
แต่ปัญหาคือ ช่วงเวลาที่รัฐบาลต้อง "ประคอง" รัฐนาวาให้พายุที่โถมกระหน่ำเข้ามา อาจไม่ได้สั้นเพียงแค่วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เท่านั้น
วันจันทร์นี้กลุ่มผู้ชุมนุมที่ตอนนี้มีจุดยืนชัดเจนคือ "ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ "ล้มระบอบทักษิณ" จะปฏิบัติการ "ดาวกระจาย" ไปยังสถานที่ราชการที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการบริหารงานของรัฐบาล ประมาณ 12 จุด ทั้งหน่วยงานที่คนกลุ่มนี้มองว่าทำตัวเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอย่างไม่มีลืมหูลืมตา อย่าง "ดีเอสไอ" ที่มี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" เป็นอธิบดี และหน่วยราชการที่สำคัญ เช่น "กองทัพไทย"
สภาพกรุงเทพมหานครจะปั่นป่วน การจราจรเป็นอัมพาตทั้งเมือง
อีกส่วนที่สำคัญ คือ จะมีการกระจายกำลังมวลชนที่มีอยู่อย่างมหาศาลไปปิดทางเข้าออก "ทำเนียบรัฐบาล" และ "สภาผู้แทนฯ" โดยจะปิดจุดที่เป็นทางผ่านเข้าออกทั้งสองสถานที่สำคัญประมาณ 8 จุด
นายกฯ และคณะรัฐมนตรีจะเข้าทำเนียบไม่ได้ และสภาผู้แทนฯ จะไม่สามารถประชุมได้ โดย "กลุ่มไล่รัฐบาล" วางเป้าหมายไว้ถึงขนาดไม่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 26-27 พฤศจิกายนนี้ได้
หากอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ผลคืออะไร? ผลก็คือ ช่วงเวลาที่นายกฯ ไม่สามารถยุบสภาได้ ช่วงเวลาที่รัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ถูกบีบ และไม่มีทางออก จะทอดยาวออกไปอีก
นอกจากนี้ยังมีระเบิดลูกใหญ่อีกลูกที่พร้อมจะถาโถมใส่รัฐบาล คือ การพิจารณาเพื่อถอดถอนและดำเนินคดีอาญากับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา, นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา, ส.ส. และ ส.ว. ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. และที่โหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวในวาระที่ 3 จำนวน 300 กว่าคน ซึ่งรวมถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ ด้วย
หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ว่าความผิดมีมูลเมื่อใด ทั้งหมดรวมทั้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลเข้าสู่ "ทางตัน" มากขึ้น
สถานการณ์ของรัฐบาลตอนนี้ โดนตีโอบทั้งนอกสภา ที่มี "มวลมหาประชาชน" ออกมาชุมนุมกันจนล้นถนนราชดำเนิน กลายเป็นวันประวัติศาสตร์การชุมนุมเรียกร้องในประเทศไทยที่มีคนมามากที่สุด และในสภาที่กำลังจะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถเกิดขึ้นได้ ก็จะถือเป็นความโชคดีของรัฐบาล เพราะต่อให้อภิปรายกันหนักหนาแค่ไหน สุดท้ายจำนวนมือที่มีมากกว่าของฝ่ายรัฐบาล ก็จะทำให้รัฐบาลผ่านด่านนี้ไปได้
การเมืองไทยจะไปทางไหน จะเดินสู่ "เดดล็อก" หรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์วันต่อวัน!!
....................................
(หมายเหตุ : 'การเมืองไทย'เดินสู่เดดล็อก! : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



