ข่าว

'สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ตั้งรับเออีซี'

'สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ตั้งรับเออีซี'

25 พ.ย. 2556

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ตั้งรับเออีซี : ไลฟ์สไตล์




    
          เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ตื่นตัวและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดโครงการสัมมนาทางวิชาการหัวข้อ "กฎหมายสำคัญที่ใช้ในการบริการกลุ่มเป้าหมายด้านสวัสดิการสังคมเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน สำหรับองค์การสมาชิกสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์" โดยมี พล.ต.หญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานเปิดงาน และ ยุวดี นิ่มสมบุญ ประธานโครงการสัมมนา กล่าวรายงาน โดยจัดขึ้นที่ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 โรงแรม เอส.ดี.อเวนิว เมื่อวันก่อน

          พล.ต.หญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ เปิดเผยถึงการจัดโครงการสัมมนาครั้งนี้ว่า วันนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อให้รู้ลึกเข้าไปในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อการเตรียมตัวไม่ให้เสียเปรียบใครก็ตามที่คิดว่าไม่ควรจะเป็นและควรจะเป็น การประชุมสัมมนาครั้งนี้ เป็นการรวบรวมความคิดเห็น รวบรวมสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์เพื่อนำเสนอต่อไปยังรัฐบาลให้แก้ไขกฎหมายหรือปรับให้เข้ากับสภาวการณ์ที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในเรื่องแรงงานที่จะมีทั้งเข้ามาในประเทศและแรงงานที่จะออกไปทำงานในต่างประเทศ เราหวังใจเป็นเช่นนั้น เพื่อประโยชน์สุขของอาเซียน 10 ประเทศและในเมืองไทยของเราด้วย เพื่อให้องค์การช่วยกระจายข่าวต่อไป ผ่านการจัดสัมมนาทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งแรกที่ส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 จ.อุบลราชธานี ครั้งที่ 3 จัดที่ จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 4 จ.ชุมพร
    
          ภายในงาน ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา ร่วมบรรยายเรื่อง "ทิศทางขององค์การสมาชิกสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ในประเทศไทย กับสภาสังคมสงเคราะห์อาเซียน" โดยกล่าวว่า นักวิชาการและนักสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายต้องปรับตัวเอง ต้องรู้ว่า เมื่อ "ประชาคมอาเซียน" นั้นลอกแบบ "อียู" ทั้งหมด ขณะที่อียูไม่มีวัฒนธรรมหลากหลาย ไม่มีศาสนาหลากหลาย ต่างกับอาเซียน ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ลำพังศาสนา 4 ยังไม่รวมนิกายต่างๆ ความแตกต่างทางวิถีชีวิตก็มีมาก นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องรู้ว่าจะทำงานกับกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมหลากหลายได้อย่างไร ต้องทำความเข้าใจกฎหมาย วัฒนธรรมประเพณีของประเทศต่างๆ และต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศด้วย อย่างพม่ามีจุดแข็งเรื่องทรัพยากร ลาวที่เข้มแข็งด้านผลิตไฟฟ้าจำหน่าย ส่วนฟิลิปปินส์เก่งด้านภาษา มาเลเซียตั้งเป้าเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาเช่นเดียวกับสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทยการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อ่อนไหว ดีใจก็เดินขบวนเสียใจก็เดินขบวน ภาษาอังกฤษก็อ่อนแอ เป็นต้น
    
          "ขณะเดียวกันนักสังคมสังเคราะห์ต้องทราบว่าปัญหาเรื่องความยากจน ปัญหาเรื่องสุขภาพ เรื่องคนไร้สัญชาติ ปัญหาเรื่องค้ามนุษย์ ภัยพิบัติ ยาเสพติด ตลอดจนสวัสดิการทางสังคม เหล่านี้จะมาพร้อมกับประชาคมอาเซียนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เฉพาะประเทศไทยเองมี 36 เผ่า ยังไม่นับ ลาว พม่า ฯลฯ และการไร้สัญชาตินี่คือต้นทางของการถูกละเมิดสิทธิ การไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาล เรื่องการศึกษา และภาพที่เห็นชัดเจนคือ โรฮิงญา เป็นตัวแทนของคนไร้สัญชาติในอาเซียน" ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน กล่าว
    
          พร้อมกันนี้ ตวง อันทะไชย ให้ข้อแนะนำแก่นักสังคมสงเคราะห์ถึงสิ่งที่ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับประชาคมอาเซียนคือ ความสามารถทางภาษา เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาต่อรองหรือประสานงานกับประเทศอื่น รวมถึงการศึกษาและอาชีพต้องยกระดับการพัฒนาชุมชน ขณะเดียวกันต้องมีพื้นที่ให้คนในพื้นที่ได้รับการฝึก โรงเรียนฝึกอาชีพ และที่สำคัญโลกแห่งการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในเฉพาะในห้องเรียนอีกต่อไปแล้ว แต่สามารถหาได้จากในโลกไซเบอร์