ข่าว

พท.เย้ย'สุเทพ'ดาวกระจายสุดเชย

พท.เย้ย'สุเทพ'ดาวกระจายสุดเชย

23 พ.ย. 2556

พท.เย้ยม็อบดาวกระจาย 12 เส้น เชื่อเต็มที่เรียกคนไม่เกินแสน ปัดข่าว'ยุบสภาฯ-นายกฯลาออก'เย้ย'ปชป.'ลาออกทั้งพรรคสภาฯยังเดินหน้าต่อได้

               23 พ.ย. 56 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ในวันที่ 25 พ.ย.จะเคลื่อนขบวน 12 เส้นทาง และมั่นใจว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุม 1 ล้านคนว่า ดูเหมือนปฏิทินเดือนพฤศจิกายน 2556 ของนายสุเทพจะมีปัญหา มีความคลาดเคลื่อนตลอด จากวันที่ 24 พ.ย.ที่หวังเผด็จศึก แต่ต่อมากลับไม่ใช่แล้ว กลายเป็นวันที่ 25 พ.ย. ทั้งนี้ นับวันจะเคลื่อนลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมีโอกาสลงก็ไม่ยอมลง กลับปีนขึ้นสูง ยกระดับตลอด เวลากระโดดลงจึงต้องบอบช้ำ น่าสงสารอดีตรองนายกฯ อดีตผอ.ศอฉ. ที่วันนี้เป็นม็อบข้างถนนเหลือนกหวีดอันเดียวเป่าทั้งคืน กลัวสไนเปอร์ตามหลอกหลอน วันนี้นายสุเทพกำลังเข้าตาจนเหมือนมวยเป็นรองมากๆ ต้องเดินให้หนัก หวังบุกประชิดให้เกิดการปะทะ หรือต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงจึงคิดจะดาวกระจาย 12 เส้นทาง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถือว่าโบราณ เชยมาก ซ้ำทางเขาหมด

               นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่เดินทางมาชุมนุมที่หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยนั้น ปากบอกมาด้วยความเรียบร้อย เคารพกฎหมาย ไม่กีดขวางการจราจร แต่การนำป้ายผ้ามาปิดทับป้ายพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นการละเมิด เป็นการกระทำป่าเถื่อน ไม่ต่างจากการบุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย( NBT )ของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ไม่ใช่การชุมนุมอย่างสงบ ต้องการยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากมีเหตุปะทะกันขึ้นก็จะโยนบาปให้กับรัฐบาล ดังนั้นขอสื่อสารไปยังคนเสื้อแดงและเครือข่ายทั้งหลายว่า ต้องอดทน อดกลั้นต่อการก่อกวน ยั่วยุให้มาก เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจากการสร้างสถานการณ์ สำหรับกรณีที่นายสุเทพ ระบุว่า คนจะมาร่วมชุมนุม 1 ล้านคน เพื่อเปลี่ยนประเทศนั้น คงเป็นไปได้ยาก เต็มที่คงไม่ถึงแสนคน และถ้ามาได้จริงก็คงเปลี่ยนประเทศไม่ได้ ที่เคยกล่าวหาว่าพวกมากลากไป กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย วันนี้ทำไมทำเสียเอง

               นายอนุสรณ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคปท.ยกระดับการชุมนุมมาปิดล้อมรอบทำเนียบรัฐบาลด้วยว่า ถือเป็นแผนการที่วางงานกันไว้ตั้งแต่ต้น คนพวกนี้พยายามจะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลมาหลายครั้ง การปิดล้อมของกลุ่มคปท.ครั้งนี้ เชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการเปิดประตู ขยายพื้นที่รองรับการชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย. และคงจะชุมนุมยืดเยื้อไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยใช้เนื้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านในสภาฯ มาเป็นประเด็นเรียกแขกเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุม แต่คงไม่มากกว่านี้แล้ว ซึ่งรัฐบาลคงต้องอดทน พยายามทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม อยากฝากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ช่วยประสานไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อขอคืนพื้นที่สำหรับเตรียมการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคม โดยเร่งด่วนด้วย

 

 

               
ปัดข่าว"ยุบสภาฯ-นายกฯลาออก"เย้ย"ปชป."ลาออกทั้งพรรคสภาฯยังเดินหน้าต่อได้

 

               นายอนุสรณ์ แถลงถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมีการยุบสภาฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อาจจะลาออก และอาจจะมีการปรับครม.ว่า ยืนยันว่า จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการยุบสภาฯ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างอำนาจบริหารกับนิติบัญญัตติ ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบว่า เกิดปัญหา ต่อให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ลาออกทั้งพรรค สภาฯ ก็เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยทำมาแล้ว ไม่เชื่อจะลองลาออกทั้งพรรคดูก็ได้ ส่วนการปรับครม.นั้นเป็นอำนาจของนายกฯ ซึ่งยังไม่ส่งสัญญาณ เพราะรัฐมนตรีทุกคนยังปฏิบัติงานได้ดี รวมถึงระหว่างนี้มีการเตรียมความพร้อมในการชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย และนายกฯ ไม่มีความเป็นห่วงกังวลใดๆ เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ผลงานรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็สามารถนำมาสรุปและใช้เป็นข้อมูลในการชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การอภิปรายครั้งนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ แต่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ฝ่ายค้านจะใช้เวทีสภาฯ หาทางออกให้กับประเทศ อยากขอให้ฝ่ายค้านหันมาร่วมกับรัฐบาลในการเดินหน้าประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ อย่ามุ่งทำลายล้างทางการเมืองจนลืมทุกข์ชาวบ้าน

 

 

               
จวก"ศาล"เป็นองค์กรเหนือรธน. ถามกลับเป็นคอรัปชั่นทางอำนาจหรือไม่

 

                นายอนุสรณ์ แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.ว่า ถือเป็นมาตรการแรกของฝ่ายอำมาตย์ในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยอย่างน่าละอายที่สุด เป็นคำวินิจฉัยที่ใช้ภาษาตลาดแบบชาวบ้านมากๆ เต็มไปด้วยการใช้อารมณ์ของศาล ช่างน่าบังเอิญที่หลายๆ คำเหมือนไปจำมาจากเวทีราชดำเนินของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น สภาผัวเมีย พวกมากลากไป การเมืองควบคุมได้เบ็ดเสร็จ เป็นการปลอมร่างฯ ตัดสิทธิผู้อภิปราย หรือเสียบบัตรแทนกัน วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สองมาตรฐานเหมือนในอดีต แต่ไร้มาตรฐานหรือไม่เคยมีมาตรฐานใดๆ ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกลับมาอีกแล้ว นักวิชาการตั้งคำถามว่า เป็นตุลาการภิวัฒน์รัฐประหารหรือไม่ คำวินิจฉัยปิดประตูการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ให้ใครไปแก้ไขได้ ทั้งๆ ที่นายจรัญ ภักดีธนากุล นายนรนิติ เศรษฐบุตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยบอกให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง แต่เมื่อรัฐสภาต้องการแก้ทั้งฉบับศาลกลับให้ไปแก้เป็นรายมาตรา และเมื่อแก้เป็นรายมาตรา ตุลาการ 5 คนก็บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญ

              "คนสงสัยกันมากว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นของศาลรัฐธรรมนูญหรือหมอดูอีที ที่พยากรณ์ทายไปถึงอนาคตว่า การมี ส.ว.เลือกตั้งจะกลายเป็นจุดสูญสิ้น นำพาชาติถอยหลังเข้าคลอง นำไปสู่การผูกขาด กระทบต่อการปกครองประเทศ เท่ากับเป็นการดูถูกประชาชนว่าไม่มีวิจารณญาณในการเลือกตั้ง จึงมีคำถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไปในการขยายขอบเขตอำนาจให้ตัวเองเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้หรือไม่ศาลรัฐธรรมนูญควรจะทำหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญแต่ทำตัวเป็นองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจ 3 อำนาจในระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติอย่างชัดเจน จนถูกมองว่าเป็นการคอรัปชั่นทางอำนาจหรือไม่" รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

                นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ทัศนะของสื่อต่างประเทศหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.ขัดมาตรา 68 นั้น สื่อทั่วโลกกำลังงงว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย นิวยอร์กไทมส์มีคำถามในทางกฎหมาย เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหลายคน ระบุว่า มีตุลาการ 3 คนในศาลรัฐธรรมนูญที่ควรถอนตัวจากคดีนี้ เนื่องจากเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กองทัพแต่งตั้งขึ้น ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ส่วนบีบีซี ระบุว่า ประเทศไทยปล่อยให้ผู้พิพากษากลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทคอยชี้ขาดและกำหนดชะตากรรมทางการเมืองของประเทศทั้งหมด ขณะที่ นายจรูญ อินทจาร ใช้ถ้อยคำประณามบทบาทของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่พยายามแก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิกผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งทัศนะของสื่อต่างประเทศเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยอย่างแน่นอน ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นนักลงทุนอาจพอเข้าใจได้ แต่เมื่อระบบมีปัญหา กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นยุติธง มีธงตัดสินตลอด ดังนั้น เมื่อนักลงทุนต่างประเทศไม่เชื่อมั่น โลกก็ไม่เชื่อมั่น ใครจะรับผิดชอบ

 

 

"เด็จพี่"ปูดอีก ฝ่ายต้านรัฐบาลระดมฮาร์ดคอร์ 3,000 คน

 

               นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลว่า มีการระดมกลุ่มฮาร์ดคอร์จำนวน 3 พันคนมาจากพื้นที่ภาคใต้ โดยเลขาฯของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคนหนึ่ง เพื่อให้มาปะปนกับผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ บนถนนราชดำเนิน หวังสร้างสถานการณ์ในวันที่ 24 พ.ย.แล้วโยนบาปให้รัฐบาล นอกจากนี้ กลุ่มที่เดินทางเข้ามานั้นจะนำเสื้อแดงเข้ามาด้วยประมาณ 2,000 ตัว เพื่อก่อให้เกิดการเข้าใจผิดจนนำไปสู่ความรุนแรง ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีการระดมกลุ่มฮาร์ดคอร์มาในที่ชุมนุมแล้ว 3,000 คน เมื่อรวมกับที่จะเข้ามาใหม่ก็จะกลายเป็น 6,000 คน ซึ่งเป็นการยากที่จะควบคุมสถานการณ์ การนำกลุ่มฮาร์ดคอร์เข้ามาเพื่อหวังสร้างสถานการณ์การเมืองนั้น หากมีคนบาดเจ็บล้มตายจะได้ใช้เป็นเงื่อนไขในการชุมนุมต่อ ซึ่งจะทำให้ประเทศก้าวไปสู่วิกฤติ หวังให้ทหารออกมารัฐประหาร สอดคล้องกับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ ระบุว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนที่มาชุมนุมรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขอเตือนไปยังผู้ที่มาชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าอย่าตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

 

 

"มท.2"ขู่ม็อบ!ฟลุ๊กได้เป็น"รบ."อย่าหวังจะอยู่อย่างปกติสุข

 

               นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ ประกาศนำม็อบดาวกระจายในวันที่ 25 พ.ย. พร้อมทั้งตัดน้ำตัดไฟบ้านนายกฯ และสถานที่ราชการว่า ทราบข้อมูลว่ามีการตระเตรียมสิ่งเทียมอาวุธ เช่น ของแหลม ด้ามธง รวมทั้งประทัดยักษ์ และมีกลุ่มที่ต้องการสร้างความรุนแรงปะปนอยู่ด้วย อยากถามว่า นายสุเทพ รู้หรือไม่ และมั่นใจว่าควบคุมได้หรือไม่ ทั้งนี้ หากมีม็อบกลุ่มหนึ่งไม่ฟังคำสั่งและก่อเหตุขึ้นจะทำอย่างไร นายสุเทพจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ สำหรับมาตรการตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการนั้น อาจจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้ใช้สาธารณูปโภค ขัดขวางงานบริการของรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคง และเข้าข่ายก่อความไม่สงบได้ ดังนั้น รัฐบาลจะไม่ยอมให้ทำเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังติดตามดูความเคลื่อนไหวทุกระยะว่ามีการกระทำเข้าข่ายกบฏหรือล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะวันนี้ชัดเจนว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ขอเตือนนายสุเทพว่าอย่าคิดเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยวิธีป่าเถื่อน ถ้าตัวเองฟลุ๊กมีอำนาจขึ้นมาก็อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างเป็นปกติสุข ทำอะไรก็ต้องได้อย่างนั้น