ข่าว

สงครามกาฝากทุนนิยมในเวเนซุเอลา

สงครามกาฝากทุนนิยมในเวเนซุเอลา

24 พ.ย. 2556

สงครามกาฝากทุนนิยมในเวเนซุเอลา : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์

               ว่ากันว่าชาวเวเนซุเอลากำลังฉลองบรรยากาศคริสต์มาสก่อนใครในปีนี้ หลังจากประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร สั่งหั่นราคาเครื่องใช้ให้ความสุขในครัวเรือนอย่าง ทีวีจอยักษ์ ตู้เย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ลงมากถึง 60% ในเดือนนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อในราคาสบายกระเป๋า นักช็อปจึงไปต่อแถวยาวรอซื้อตามหน้าร้านกันอย่างเนืองแน่น จนร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าบางแห่งปิดบริการแล้วเพราะขายของหมดเกลี้ยง บนความช้ำใจของเจ้าของ

                จากเครื่องใช้ไฟฟ้า การบังคับลดราคาแบบกระหน่ำขยายไปยังร้านรองเท้า ร้านเสื้อผ้า ร้านขายยางรถยนต์ อะไหล่ซ่อมรถ แม้แต่ของเล่นต้อนรับเทศกาลวันหยุด

                ต่อมา รัฐสภาเวเนซุเอลายังอนุมัติให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดี สามารถออกกฤษฎีกาแก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบเป็นเวลาหนึ่งปี ประธานาธิบดีมาดูโร อ้างว่ามาตรการหั่นราคาสินค้าและอำนาจพิเศษ มีความจำเป็นในการทำสงครามเศรษฐกิจกับพวกกาฝากทุนนิยม คนเหล่านี้ปล้นความร่ำรวยไปจากประชาชนผ่านการกักตุนและเก็งกำไร เป็นสาเหตุทำให้ราคาสินค้าจำเป็นพุ่งทะยาน โดยเป้าหมายสุดท้ายของฝ่ายตรงข้าม คือเพื่อล้มรัฐบาล

                ก่อนหน้านี้ นายมาดูโรมักกล่าวหาฝ่ายค้านที่แพ้เลือกตั้งตลอดว่า พยายามก่อวินาศกรรมระบบไฟฟ้า และวางแผนลอบสังหารเขา

                เกมกล่าวโทษฝ่ายตรงข้าม ทฤษฎีคบคิด นโยบายลดแลก และการขออำนาจตรากฎหมายพิเศษ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการเมืองเวเนซุเอลาที่อยู่ภายใต้รัฐบาลนิยมซ้ายและนโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นมานานสิบกว่าปี นายมาดูโรแค่กำลังเดินตามรอยนายฮูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีผู้ล่วงลับสมกับตำแหน่งทายาทการเมือง แต่ความต่างคือนายมาดูโรไม่ได้มีบารมีเท่ากับผู้นำคนก่อน กับชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเมษายน ด้วยคะแนนแบบไม่ห่างมากนักกับคู่แข่งฝ่ายค้าน สะท้อนชัดเจนถึงสังคมเลือกข้างแบ่งขั้วรุนแรง

                แต่ในห้วงเวลาที่ไม่มีดัชนีตัวใดเป็นคุณกับรัฐบาลเลย  ประชากร 30 ล้านเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ไฟฟ้า อะไหล่รถยนต์ เครื่องมือแพทย์ เรื่อยไปถึงนม กระดาษชำระ และน้ำยาทำความสะอาดที่กลายเป็นของหรูหราเพราะต้องนำเข้า ขณะอัตราเงินเฟ้ออยู่ราว 50% ติดอันดับสูงสุดในโลก ความเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่โทษว่าเป็นเพราะการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด แต่ยังโชคดีที่มีรายได้จากน้ำมัน กระนั้นการนำเข้าสินค้าก็ทำให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศร่อยหรอ และอันที่จริง น้ำมันน่าจะสร้างรายได้มากกว่านี้ แต่หลายปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาไม่ได้ลงทุนด้านโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่เป็นประเทศมีปริมาณน้ำมันสูงสุดในโลกประเทศหนึ่ง  

                นอกจากนี้ ผลสำรวจเมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ประชาชนเกือบ 73% มองอนาคตประเทศในแง่ลบ สูงขึ้น 20% เมื่อเทียบกับตอนที่นายมาดูโร ชนะเลือกตั้ง และ 67% มองว่าสถานการณ์การเมือง ไม่มีเสถียรภาพ มีแค่ 27% เท่านั้นที่มองว่ายังดีอยู่ เหล่านี้ทำให้ประธานาธิบดีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโหมมาตรการประชานิยมอีกรอบ เพื่อฉุดคะแนนพรรครัฐบาล ก่อนเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี ในวันที่ 8 ธันวาคมนี้

               ฝ่ายค้านมองว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้จะถือเป็นการหยั่งประชามติต่อการบริหารประเทศมานานกว่า 7 เดือนของนายมาดูโร ขณะที่นายมาดูโรกล่าวว่า 8 ธันวาคมคือวันแสดงความภักดีและความรักต่อชาเวซผู้นำตลอดกาล แถมขู่ว่า ใครไม่ยอมรับผลเลือกตั้งจะถูกส่งตัวเข้าคุก

                นักสังเกตการณ์หลายคนกำลังตั้งคำถามว่า การปฏิวัติสังคมนิยมของชาเวซอาจถึงจุดกู่ไม่กลับแล้วหรือไม่ ในห้วงเวลาที่ธุรกิจเอกชนเล็กๆ ล้มหายตายจาก แต่นายมาดูโรยังมีแผนการที่จะลดผลกำไรในภาคธุรกิจ ทั้งที่หลายฝ่ายท้วงติงว่าเป็นยุทธศาสตร์เสี่ยงอย่างมาก และเป็นมาตรการที่สุดขั้วยิ่งกว่าในยุคชาเวซ

                เอดการ์ อันดารา เจ้าของธุรกิจเล็กๆ แห่งหนึ่ง กล่าวว่า นี่เป็นนโยบายที่แย่ แต่ไม่มีใครกล้าพูด เชื่อว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาขาดแคลนสินค้าจำเป็นเลวร้ายหนักขึ้น ว่างงานเพิ่ม ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก รวมถึงอาชญากรรม

                ข้อมูลจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า ก่อนหน้านี้ นายมาดูโรพยายามดึงนักลงทุน โดยผ่อนปรนกฎลงทุนในภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่เป็นแหล่งรายได้จากการส่งออก 95% และตอบรับการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานใหม่ของเนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่อาหารสวิส กระทั่งพยายามเลี่ยงลดค่าเงินที่จะมีผลเสียหายทางการเมือง ด้วยการจัดหาเงินดอลลาร์แก่ผู้ผลิตท้องถิ่นมากขึ้น แต่อาจเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองเฉพาะหน้า ทำให้นายมาดูโรหยุดไปทางสายกลาง ทั้งที่มีความเสี่ยงว่าการยึดและควบคุมราคาอาจทำให้บริษัทต่างๆ ในภาคสำคัญ อย่างอาหารและเวชภัณฑ์หยุดผลิต

                ผลจากมาตรการลดราคา ทำให้ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้น 10 เท่าของอัตราทางการ ขณะผลตอบแทนพันธบัตรทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบสองปี

                อย่างไรก็ดี รายงานของวอชิงตันโพสต์เมื่อวันพุธที่แล้วระบุว่า การจับกุมเจ้าของร้านค้าที่ถูกกล่าวหาเก็งกำไรค่าเงิน และบังคับให้ธุรกิจขายของราคาถูกลง เป็นมาตรการโดนใจมวลชน ที่ภักดีต่อขบวนการนิยมซ้ายของนายชาเวซและนายมาดูโรมายาวนาน

                อย่าง มาเรีย อูเคเนีย บีเบโร แม่ครัววัย 39 ปี ที่ไปต่อแถวหน้าห้างใหญ่ในกรุงคารากัสรอซื้อทีวี เธอกล่าวว่า แต่ก่อนทีวีราคาแพงมากซื้อไม่ไหว มาตรการนี้ดีมาก น่าจะทำตั้งนานแล้ว  ส่วน คาร์ลอส บาร์เรรา วัย 41 ปี ก็อยู่ในกลุ่มที่พึงพอใจนโยบายรัฐบาล ขณะเข้าแถวรอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และเชื่อตามที่รัฐบาลกล่าวหาว่า ร้านค้าพวกนี้ทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ แล้วโขกราคาขายสินค้า เขามั่นใจว่าเป็นมาตรการที่ดี และหวังจะมีต่อไปนานๆ

                 ฆาเบียร์ คอร์ราเลส ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจเวเนซุเอลา แสดงความเห็นว่า นายมาดูโรมีนิสัยดื้อรั้น และไม่มั่นคงทางการเมือง ลักษณะสองประการนำพาเขาไปทางซ้ายและใช้แนวทางสุดขั้ว 

                 คอร์ราเรสกล่าวว่า แม้ปากพูดเรื่องการปฏิวัติแต่รัฐบาลทราบดีว่าเวเนซุเอลายังเป็นสังคมบริโภคนิยมสูง นายมาดูโรให้โบนัสคริสต์มาสพนักงานภาครัฐล่วงหน้าเกือบหนึ่งเดือน  ประกาศตั้งสำนักงานใหม่ ชื่อ ทบวงความสุขสังคมสูงสุด เพื่อประสานโครงการเอื้ออาทรต่างๆ แต่การแตะภาคค้าปลีกโดยตรงครั้งนี้ เป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจ และเป็นมาตรการที่นายชาเวซไม่เคยทำมาก่อน

               ด้าน นายอุมเบร์โต การ์เซีย นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยกลางเซ็นทรัล กล่าวว่า การกำกับ ควบคุมและปิดกั้น เป็นมาตรการจนตรอกที่จะลงเอยด้วยการทำลายกลไกที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ รัฐบาลกำลังวางแผนกดกำไรภาคธุรกิจให้ต่ำกว่า 30% เข้ามากำกับการกระจายสินค้า และดูแลการซื้อขายดอลลาร์ คล้ายกับความพยายามแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่จะทำให้เงินเฟ้อเป็นเรื่องผิดกฎหมายแบบที่รัฐบาลกึ่งเผด็จการในซิมบับเวเคยทำมาก่อน ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือภาคเอกชนหยุดดำเนินกิจกรรม เงินทุนไหลออกและเงินโบลิวาร์จะเสื่อมค่าลงอีก

               แม้กลยุทธ์หั่นราคาเครื่องใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการโยนบาปให้พ่อค้าเพื่อเอาใจผู้บริโภคดูเหมือนได้ผล แต่คำถามคือจะเก็บเกี่ยวผลที่ได้ในทางการเมืองได้จริงหรือไม่ และอีกนานเพียงใด คงต้องติดตามผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

 

 .........................

  (สงครามกาฝากทุนนิยมในเวเนซุเอลา : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา)