
สตาร์ทที่หมื่นห้า
สตาร์ทที่หมื่นห้า : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
คำถามแรกที่คนเรามักจะถามตัวเองบ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจบริหารจัดการเงินออมหรือเงินลงทุน ก็คือ มีเงินเท่าไหร่ถึงควรจะเริ่มต้น เพราะแม้ว่าตามทฤษฎีแล้ว "ยิ่งออมก่อน จะยิ่งรวยกว่า" แต่พอเอาเข้าจริง ชีวิตมันซับซ้อนและสับสนกว่านั้นเยอะ หนุ่มสาวในวัยก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัยและเข้าสู่วัยทำงานจำนวนไม่น้อยยังมีภาระต้องตอบสนองความต้องการส่วนตัว ในขณะที่หนุ่มสาวอีกจำนวนหนึ่งก็ต้องส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวนับตั้งแต่เงินเดือนก้อนแรกถูกโอนเข้าบัญชี
หลายคนเริ่มไม่ได้เสียที และพอยาวนานไป ก็ยิ่งไกลจากจุดเริ่มต้น คนที่เคยรู้จักในชีวิตจริงบางคน อายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 40 ซึ่งฝรั่งบอกว่า เพิ่งเริ่มต้น ยังกลายเป็นเริ่มต้นไม่ได้ เพราะภาระติดพันมาตั้งแต่เริ่มทำงาน และกลายเป็นออกนอกเส้นทางมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าไม่ใช้ "อายุ" เป็นตัวตั้ง แต่ใช้ "เงิน" เป็นตัวตั้ง ก็ต้องยอมรับว่า การบริหารเงินหรือการออมเงิน ควรเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มมีรายได้นั่นแหละ ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับด้วยว่า สำหรับคนที่รายได้แต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว ต้องเลิกคิดเรื่องการลงทุนไปก่อน แล้วเริ่มต้นออมอย่างจริงจัง ต้องหาทางทำให้รายได้มากกว่ารายจ่าย ไม่ว่าจะเพิ่มรายได้หรือจะลดรายจ่าย เพื่อให้มีเงินส่วนที่เหลือเป็น "เงินออม" ซึ่งพอสะสมได้มากพอแล้ว ก็ค่อยขยับมาคิดเรื่องของการลงทุน
แม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับการเริ่มต้น แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินที่จะลงมือทำอย่างมี "วินัย" โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ แนะนำให้ค่อยเก็บออมให้ลูกเดือนละนิดละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นาน เงินออมจะพอกพูนสร้างความมหัศจรรย์ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งคุณลูกได้ จากหลักพันเป็นหลักหมื่น จากหลักหมื่นเป็นหลักแสน แค่เริ่มต้นให้ได้
ส่วนคนที่เริ่มยากที่สุด น่าจะเป็นหนุ่มสาววัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งทำงานใหม่ๆ เพราะปัจจัยเร้าสำหรับการใช้จ่ายดูจะมากมายมหาศาล ถ้าใช้มาตรฐานเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล คนที่จบปริญญาตรีมีเงินเดือน 15,000 บาท ถึงจะเริ่มยาก แต่ก็พอมีตัวช่วยอยู่บ้าง เพราะล่าสุด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดตัวให้บริการแนะนำการบริหารเงินและการออม สำหรับลูกค้าที่มีรายได้เริ่มต้นที่ 15,000 บาทนี่แหละ
ย้อนกลับไปตอบคำถามแรกว่า ถ้าจะเริ่มคิดเรื่องการออมและบริหารเงิน ควรมีเงินเท่าไหร่ ก็อาจจะพอเป็นคำตอบได้ว่า ลองสตาร์ทที่ 15,000
แล้วทำไมต้องหมื่นห้า "กฤษณ์ จันทโนทก" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเงินฝาก การลงทุน ประกันภัยและธนบดี ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารเงินและวางแผน การลงทุน หรือเข้าถึงบริการดังกล่าวจากธนาคารพาณิชย์มากนัก
ดังนั้น ธนาคารจึงเปิดตัวบริการ "แพลน ยัวร์ มันนี่" (Plan your money) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของการออมและการลงทุนเป็นการทั่วไป โดยบริการดังกล่าวจะให้ความรู้ คำแนะนำ และสร้างความเข้าใจในเรื่องของการออมและการลงทุนอย่างง่ายๆ โดยให้ทุกคนสามารถออกแบบอนาคตทางการเงินของตนเองได้อย่างเหมาะสม ผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ และช่องทางเว็บไซต์ โดยจะมีโปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณเพื่อออกแบบและจัดสรรการเงินเบื้องต้น รวมถึงสามารถตรวจสุขภาพการเงินของตนเองได้ และอีกหนึ่งช่องทางคือ สาขาของธนาคาร ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำทางการเงินอยู่ด้วยเช่นกัน
ถึงตรงนี้ บริการ "แพลน ยัวร์ มันนี่" อาจจะจับต้องไม่ได้ เพราะทางแบงก์เองก็คงไม่สามารถแยกแยะได้ว่า การออมหรือการลงทุนรูปแบบใดเหมาะกับลูกค้าคนไหน เพราะนอกจากเรื่องของเป้าหมายที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีเรื่องของสภาพแวดล้อมอื่นๆ ทั้งครอบครัว สถานะการเงิน รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังดีกว่าไม่เริ่มต้น ใครที่เป็นลูกค้าแบงก์กรุงศรีอยู่แล้ว หรือไม่ได้เป็น แต่อยากจะลองใช้บริการ ก็สามารถติดต่อธนาคารได้
มีข่าวไม่ใหญ่ไม่โตในต่างประเทศอยู่ชิ้นหนึ่ง และเป็นข่าวที่อาจจะไม่มีใครสนใจมาก แต่พอเห็นแล้ว อดคิดถึงคนที่มีหนี้สินมากมาย ชักหน้าไม่ถึงหลังไม่ได้
เป็นข่าวของหลายประเทศในยุโรปที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ ที่พยายามหาทางฟื้นฟูเศรษฐกิจของตัวเอง โดยเฉพาะ "สเปน" และ "โปรตุเกส" ที่เสนอ "วีซ่าทองคำ" ให้แก่คนซื้อบ้านที่อยู่นอกสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย ตะวันออกกลางหรือที่อื่นๆ ที่ซื้อบ้านในสเปนหรือโปรตุเกสได้ในราคาอย่างน้อย 5 แสนยูโร โดยจะได้รับอนุญาตให้เดินทางได้อย่างเสรีภายใต้วีซ่าเชงเก้นของสมาชิกอียู 26 ประเทศ โดยไม่มีข้อจำกัด
ที่ปรึกษาจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง "โจนส์ แลง ลาซาล" ยอมรับว่า ความสนใจในโครงการวีซ่าทองคำเพิ่มมากขึ้น และมีการทำสัญญากันมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทก็เพิ่งจะขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงลิสบอน ของโปรตุเกสให้แก่นักลงทุนเอกชนชาวจีนที่ต้องการวีซ่าทองคำ
ขณะที่สเปน ซึ่งเป็นประเทศที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ร่วงลง 35% หลังฟองสบู่แตก ก็ทำนโยบายคล้ายคลึงกับโปรตุเกส เช่นเดียวกับกรีซ ที่เสนอแบบเดียวกันให้แก่การซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่า 250,000 ยูโร และมอลตา ที่มอบสถานะพลเมืองให้แก่การลงทุน 650,000 ยูโร
โดยกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มหลักที่เข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ของประเทศในยุโรปที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและรัสเซีย
สภาธุรกิจสเปน-จีน เปิดเผยว่า เหตุที่ผู้ซื้อชาวจีนสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกประเทศจีน เพราะในเมืองจีน ตลาดที่อยู่อาศัยราคาสูงมากและพวกเขาไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตลอดไป นอกจากนั้นชาวจีนยังพยายามหาประโยชน์จากการที่เงินหยวนแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร ขณะที่ชาวรัสเซียหลายคนสนใจบ้านพักตากอากาศทั้งซื้อเป็นเจ้าของหรือเช่า ขณะที่หลายคนต้องการพักผ่อนด้วยการได้วีซ่าท่องเที่ยว หรือมองหาหนทางที่จะอพยพออกจากรัสเซีย
ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอดคิดไม่ได้ว่า แม้กระทั่งประเทศที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นหนี้ก้อนโต สุดท้ายก็ต้องยอมขายทรัพย์สิน ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงประท้วงว่า ขายชาติ ขายแผ่นดินให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาครอบครอง แต่เพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศในยุโรปต้องยอมตัดขายทรัพย์สินของตัวเองออกไป
ใครที่อยู่ในภาวะหนี้ล้นตัว ลองมองรอบตัวว่า มีอะไรที่จะขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินนำไปใช้หนี้ได้บ้าง ถ้าทำได้ อย่าเสียดาย ดูสเปน โปรตุเกส กรีซ และมอลตา เป็นตัวอย่าง
........................
(สตาร์ทที่หมื่นห้า : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



