ข่าว

แนะ'รบ.-ม็อบ'ถอยคนละก้าวหวั่นกระทบศก.

แนะ'รบ.-ม็อบ'ถอยคนละก้าวหวั่นกระทบศก.

22 พ.ย. 2556

เอกชนแนะถอยคนละก้าวหวั่นการเมืองกระทบเศรษฐกิจ บัญชีกลางชี้คดีทุจริตพุ่งกว่า 1 พันคดี ส.อ.ท.กังวลการเมืองฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯพ.ย.

              22พ.ย.2556 นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนอยากเห็นการเผชิญหน้าทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้จบลงโดยเร็ว โดยเสนอให้มีผู้ใหญ่ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายช่วยเป็นตัวกลางประสานให้มีการตกลงในวาระที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ขอเสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าว แต่อยากให้เกิดการเจรจากันโดยเร็ว เนื่องจากหากสถานการณ์เปลี่ยนไปสู่ความรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว

              ทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะขยายตัว  3-3.3% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว การส่งออกลดลง ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังได้ประมาณการการส่งออกไว้ที่ 1% ประกอบการบริโภคในประเทศชะลอตัวลง และปีหน้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศยังน่าเป็นห่วงต่อเนื่องไปอีก  ทางหอการค้าทั่วประเทศได้ประชุมกันเพื่อส่งสัญญาณให้รัฐบาลเตรียมการรับมือ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดหลักเดิม เช่น สหรัฐ และยุโรป โดยจะต้องเน้นไปยังตลาดอาเซียนมากขึ้นที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน รวมทั้งให้รัฐบาลผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่ออำนวยความสะดวกและขยายมูลค่าการค้าให้กับผู้ประกอบการตามแนวชายแดน
 
              ส่วนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เอกชนเห็นด้วยในเรื่องนโยบายของการลงทุนโครงการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้น อยากให้ภาครัฐพิจารณาการลงทุนให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นการลงทุนในเม็ดเงินมหาศาลและเป็นที่จับตาของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีความโปร่งใสและจะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและฝ่ายบริหารจัดการด้านการเงิน
  
              นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยกำลังรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ หลังพบว่าสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจนและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยก่อนที่หอการค้าไทยจะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจลงในช่วงเดือนธันวาคม จากเดิมที่ประเมินไว้  3-3.3% ปีนี้ และขยายตัวร้อยละ 4 ปีหน้า ซึ่งหอการค้าไทยมีความเป็นห่วงกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การเมืองขาดเสถียรภาพ ส่วนการส่งออกปีนี้หอการค้าไทยมองว่ายังขยายตัวได้ 0.5-1% และปีหน้าขยายตัว 5% แต่จะต้องมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้งตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลตลอดทั้งปีที่ผ่านมายังไม่ได้ผล โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าว เพราะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชะลอการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร ทำให้ขาดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกลุ่มเกษตรกรเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของประเทศ

              ส่วนการที่มีผู้ชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประกาศจะยกระดับการชุมนุมวันที่ 24 พ.ย.นี้ หอการค้าไทยมองว่าทางออกในการคลี่คลายปัญหาทางการเมืองขณะนี้ทำได้ 2 วิธี คือ ขอให้ทุกฝ่ายถอยทีละก้าวและเจรจาหาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติ โดยผู้ชุมนุมยึดการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ภาครัฐเฝ้าสังเกตการณ์โดยไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ และอีกวิธีคือรัฐบาลประกาศยุบสภา เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเข้ามาบริหารประเทศ โดยที่ทั้งสองฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกัน โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง


บัญชีกลางชี้คดีทุจริตพุ่งกว่า 1 พันคดี 
 
              นางจินดา สังข์อินทร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวระหว่างร่วมงานสัมมนา "ความรับผิดทางละเมิด" ว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่และป้องกันการสูญเสียต่อเงินงบประมาณ กระทรวงการคลังจึงได้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการตรวจสอบสำนวนความรับผิด การให้ความรู้ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยการตั้งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง โดยมีตัวแทนจากสำนักงานกฤษฎีกา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อัยการสูงสุด กรมบัญชีกลาง มาร่วมพิจารณาการรับผิดทางแพ่ง

              ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาสำนวนการทุจริต การละเมิดระเบียบ โดยตั้งแต่ปี 2553-2556พบว่า มีสำนวนส่งให้คณะกรรมการพิจารณา จำนวนทั้งสิ้น 1,145 สำนวน และเรียกร้องให้ชดเชยค่าเสียหายเป็นเงิน 9,168 ล้านบาท โดยในปี 2554 มีความเสียหายเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ไม่ใช่การทุจริตซึ่งมีประมาณ 55% ของมูลค่าความเสียหาย แต่พอในปี 56 มีคดีการทุจริตเพิ่มขึ้นมากและสูงกว่าคดีอื่นๆ โดยมีสัดส่วนถึง 94% ของมูลค่าเสียหาย หรือมูลค่าสูงถึง 6,826 ล้านบาท เพราะได้รับคดีทุจริตรถดับเพลิงเข้ามาตรวจสอบ

              ดังนั้นเพื่อลดความเสียหาย และการละเมิดจากเจ้าหน้าที่จึงได้เร่งทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ และให้มีความรวดเร็วในการตรวจสอบ จึงประสานให้ส่วนราชการส่งสำนวนเข้ามายังกรมบัญชีกลางตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีส่วนราชการเชื่อมระบบกับกรมบัญชีกลางมาแล้ว 100 แห่ง และเสตรียมเสนอ ครม. พิจารณาเร็วๆนี้ เพื่อสั่งให้ทุกหน่วยงานส่งสำนวนมายังกรมบัญชีกลาง เพื่อส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งทำการตรวจสอบต่อไป ส่วนเรื่องคดีทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มหากตรวจสอบพบความผิดทางวินัยข้าราชการเสร็จและสรุปสำนวนได้แล้ว คณะกรรมการแพ่งจะเข้าไปประเมินความรับผิดต่อความเสียหายต่อไป

              นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม เดือนตุลาคม 2556 จำนวน 1,042 ราย ครอบคลุม 42 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าอยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ระดับ 90.4 เป็นการปรับขึ้นเป็นเดือนแรกหลังจากปรับตัวลดลงติดต่อกัน 4 เดือน โดยค่าดัชนีที่ปรับตัวดีชึ้น เกิดจากดัชนียอดคำสั่งซื้อ ยอดขายในประเทศและปริมาณการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น ก่อสร้าง อาหาร และกลุ่มพลังงาน แสดงถึงการบริโภคภายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น สอดคล้องกับดัชนีฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 100.5 ในเดือนกันยายน

              "แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีค่าต่ำกว่า 100 จึงแสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการว่าอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก จากความกังวลต่อปัญหาต้นทุนการผลิต ราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงาน นอกจากนี้ยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผู้ประกอบการมองว่าจะกระทบต่อการดำเนินกิจการ ดังนั้นจะติดตามผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองในเดือนพฤศจิกายนว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอย่างไร" นายพยุงศักดิ์กล่าว
  
              นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า พิจารณาความเชื่อมั่นตามขนาดการลงทุน พบว่า อุตสาหกรรมขนาดกลางและขยาดย่อม ความเชื่อมั่นดีขึ้น อยู่ระดับ 92.3 และ90.9 จาก 89.6 และ 85 ตามลำดับ ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ความเชื่อมั่นลดลง อยู่ระดับ 95.7 จาก 98.7 ความเชื่อมั่นรายภูมิภาค สำรวจพบว่า ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ปรับตัวดีขึ้น ระดับ 94.8 86.6 93.3 และ 92.1 จาก 92.5 83.5 87.1 และ 83.5 ตามลำดับ ขณะที่ภาคตะวันออกเป็นภาคเดียวที่ความเชื่อมั่นลดลง ระดับ 92.5 จาก 101.7

              “ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือนกันยายนนี้ คือ ต้องการให้ภาครัฐ เดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงพัฒนาด่านเข้า-ออกของประเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัย และทันสมัย เพื่อรองรับการเติบโตเศรษฐกิจตามแนวชายแดน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้ากับประเทศไทย และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” นายศุภรัตน์ กล่าว