
จับตา'2ล้านล.'ห่วงแผนสะดุดขาดเงินกระตุ้น
'ลงทุนรัฐ' เครื่องยนต์หลักศก.ปี 57 จับตา '2 ล้านล้าน' ห่วงแผนสะดุดขาดเม็ดเงินกระตุ้น : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน
พลันที่วุฒิสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมานั้น นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความในทันทีว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขณะที่ฟากรัฐบาล แม้จะเกิดข้อกังขามากมายกรณีวุฒิสภาผ่านร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวในช่วงกลางดึก เช่นเดียวกับสภาผู้แทนฯ ได้ผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ก็ออกมาขานรับเต็มที่ และพร้อมเดินหน้าการลงทุนตั้งแต่ 2557 เป็นต้นไป "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความมั่นใจว่า ในปีหน้าพร้อมเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 1-1.2 แสนล้านบาท
รัฐดันสุดซอยย้ำจำเป็นต้องลงทุน
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย แต่มั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถชี้แจงได้ โดยการจัดเวทีและนิทรรศการโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ หลายจังหวัดนั้น พบว่ามีความเข้าใจตรงกันว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นการขอกรอบวงเงินในการดำเนินการ ไม่ใช่กฎหมายขออนุมัติโครงการ
ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ขัดรัฐธรรมนูญ กระทรวงจะจัดตั้งสำนักงานบริหารโครงการ (พีเอ็มโอ) เพื่อดูแลการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายและโปร่งใส โดยจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานระดับโลกให้เข้ามาช่วยวางระบบซอฟต์แวร์ ขณะเดียวกันได้หารือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี), ธนาคารโลก และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เข้าร่วมตรวจสอบการดำเนินงานทั้งหมด
"หาก พ.ร.บ.กู้เงินไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ กระทรวงการคลังต้องหาแหล่งเงินอื่นเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ แต่มั่นใจว่าในปีหน้าจะสามารถดำเนินโครงการได้แน่นอน แต่สิ่งที่จะกระทบมากหาก พ.ร.บ.กู้เงินเดินหน้าไม่ได้ คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย" นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยว ส่งออก ซึ่งเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการ สร้างโอกาสในภูมิภาคต่างๆ ขณะนี้ต้องรอการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะพิจารณา พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาทอย่างไร
ส่วนเรื่องความกังวลทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการ 2 ล้านล้านบาท และโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ต้องป้องกันเข้มงวด 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.ราคากลาง ต้องสะท้อนความจริง 2.คุณภาพงานต้องดี 3.มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน
ชี้แรงหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี57
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะให้น้ำหนักว่าเป็นปีแห่งการลงทุน จากที่ปี 2556 การลงทุนหายไปทั้งการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะขยายตัวแค่ 0-0.4% เท่านั้น โดยหากปีหน้าการลงทุนเดินหน้าได้ตามที่คาดไว้ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ 2 ล้านล้านบาท สามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 หรือไตรมาสที่ 2 ก็จะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4-4.5% แต่หากล่าช้าออกไปเป็นช่วงครึ่งปีหลัง ก็อาจจะขยายตัวต่ำกว่า 4%
ทั้งนี้ การลงทุน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งในปีหน้ารัฐบาลคาดจะลงทุนเป็นเม็ดเงิน 1-1.2 แสนล้านบาท คิดเป็นเกือบๆ 1% ของจีดีพี โดยคาดว่าการลงทุนรวมในปี 2557 จะขยายตัวได้ 10% เป็นการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ 14-15% ซึ่งการลงทุนของรัฐจะสร้างความมั่นใจให้แก่เอกชนที่จะลงทุนตาม โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ราว 10% ส่วนการส่งออกปีนี้ มองว่าจะไม่ขยายตัว และปีหน้าคาดจะขยายตัวได้ 5% การบริโภคของประชาชนครึ่งปีแรกที่ผ่านมาขยายตัวได้ดี และมาติดลบในช่วงครึ่งปีหลัง และทั้งปี 56 จะขยายตัวได้เพียง 1% ส่วนปีหน้าการบริโภคน่าจะขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งให้กรอบไว้ที่ 2.8-3.2%
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล 2 ล้านล้านบาทนั้น มองในแง่เศรษฐกิจของประเทศถือว่ามีความจำเป็นในการลงทุน แต่ประเด็นคือการลงทุนจะเริ่มการจัดซื้อจัดจ้างและเริ่มเบิกจ่ายได้เมื่อไหร่ ซึ่งการเบิกจ่ายหากล่าช้าก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีหน้า อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องดูว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ได้เมื่อไหร่ หรือในระหว่างรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะนำเงินจากแหล่งใดมาใช้ลงทุนก่อน
รายงานศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ยังระบุว่า ถึงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะเป็นมาตรการที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่ โดยการลงทุนในครั้งนี้ เม็ดเงินก่อสร้างจะสูงถึง 1.52 ล้านล้านบาท จะกระจายไปยังภาคต่างๆ ทั่วประเทศ หากไม่นับเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคที่ได้รับเม็ดเงินก่อสร้างในสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท ตามด้วยภาคกลางและภาคเหนือจำนวน 3.7 และ 1.7 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายอาจล่าช้าในโครงการขนาดใหญ่ที่ลงทุนสูง และต้องมีการศึกษาวางแผนและผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน จึงมีโครงการขนาดเล็กบางส่วนที่น่าจะเริ่มดำเนินการได้เร็วกว่าทำให้งบก่อสร้างสามารถออกไปเศรษฐกิจภูธรได้เร็วขึ้น ทั้งนี้โครงการขนาดเล็กที่น่าเริ่มดำเนินการได้เร็วในปี 2557 มีจำนวน 61 โครงการ จากโครงการทั้งหมด 110 โครงการ มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 2.24 แสนล้านบาท
"เอสเอ็มอี-รับเหมา-ก่อสร้าง"รับอานิสงส์
ทั้งนี้ หากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวมีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วก็จะส่งผลดีกับหลายกลุ่มธุรกิจ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีด้วย โดยเอสเอ็มอีกลุ่มแรกที่จะได้ผลดีจากการก่อสร้างโครงการต่างๆ คือ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาฯ ที่มีคุณสมบัติและมีประสบการณ์ก่อสร้างโครงการภาครัฐมาก่อน อีกทั้งกลุ่มผู้รับเหมารายกลางและเล็กยังมีโอกาสประมูลงานหรือรับเหมาสัญญาย่อยจากกลุ่มผู้รับเหมาขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเช่นกัน หากเคยรับเหมาก่อสร้างสัญญาย่อยกับผู้รับเหมาขนาดใหญ่มาก่อน โดยมีผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศจำนวน 40,018 ราย ที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากเม็ดเงินก่อสร้างผ่านโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานต่างๆ ในแต่ละจังหวัด
กลุ่มถัดมาที่ได้รับประโยชน์แน่นอนคือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศที่มีจำนวนถึง 18,185 ราย แบ่งเป็นผู้ผลิต 2,513 ราย ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก 15,672 ราย ทำให้ยอดผลิตและยอดขายวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูน ซีเมนต์ เสาเข็ม หิน ทราย เหล็ก เพิ่มสูงขึ้น ทว่า ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างกำลังเผชิญความท้าทายจากกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่งวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ที่รุกขยายสาขาไปยังภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น ดังนั้นเอสเอ็มอีนอกจากจะปรับตัวเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากงบลงทุน 2 ล้านล้านบาทแล้ว ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการแข่งขันอีกด้วย
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้า มีความเสี่ยงหลักอยู่ที่การลงทุนของภาครัฐว่า สามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท หากไม่สามารถเดินหน้าได้ คงทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้าต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ได้เช่นกัน
“ความเสี่ยงภายในประเทศของเราปีหน้า คงเป็นเรื่องความมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าภาครัฐ สามารถผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ออกมาได้ จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ปีหน้า ความเสี่ยงจึงอยู่ที่ภาครัฐจะเร่งผลักดันการลงทุนให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่” น.ส.กิริฎา กล่าว
ด้าน นายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้วนั้น รัฐบาลควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะนำไปใช้อย่างไรบ้าง และสิ่งที่สร้างสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนที่ดีขึ้นในประเทศได้หรือไม่ เพราะโครงการเหล่านี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่ใช่ว่าจะรื้อถอนกันได้ง่ายๆ
“คำถามที่เราต้องตอบกัน คือ เราจะเดินยังไง เช็คใบใหญ่ 2 ล้านล้านบาท เราจะใช้มันอย่างไร เพราะวันนี้สิ่งที่เรากำลังจะสร้างมันจะต้องอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่ใช่ว่าไม่ดีแล้วจะรื้อถอนกันได้ใน 1-2 วัน ประสบการณ์ในต่างประเทศที่ไม่ดีก็มีให้เห็น ดังนั้นเราต้องช่วยกันคิดว่าเราจะทำอะไรกันบ้าง” นายอาชนัน กล่าว
------------------------
('ลงทุนรัฐ' เครื่องยนต์หลักศก.ปี 57 จับตา '2 ล้านล้าน' ห่วงแผนสะดุดขาดเม็ดเงินกระตุ้น : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)



