
รวบ'แก๊งเงินดำ'ตุ๋นสาวไทยโอนเงิน1.7ล.
รวบชาวแคเมอรูน "แก๊งเงินดำ" หลอกหญิงไทยโอนเงินกว่า 1.7 ล.เพื่อซื้อน้ำยาล้างแบงก์ดอลลาร์ดำให้เป็นแบงก์จริง DSIจับแก๊งไนจีเรีย พบพัวพันกับแก๊งเงินดำ
วันที่ 22 พ.ย.56 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ พล.ต.ต.ประจวบ วงศ์สุข ผบก.สส.ภ.5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.5 และเจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมแก๊งค์นิโกรหลอกคนไทยโอนเงินจำนวนกว่า 1.7 ล้านบาท
พล.ต.ต.ประจวบ วงศ์สุข เปิดเผยว่า เมื่อเดือนก.พ.2549 ผู้เสียหายเป็นหญิงไทย เป็นเจ้าของร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่าได้ถูกกลุ่มคนร้ายเป็นชายชาวต่างชาติ ผิวดำ 3 คนเข้ามาพูดคุยจนสนิทสนมกับตน และได้ชักชวนหลอกลวงให้ร่วมทำธุรกิจซื้อน้ำยาเคมี เพื่อนำไปล้างธนบัตรสีดำที่ดัดแปลงขึ้นมาให้เป็นธนบัตรดอลลาร์มีสภาพใช้งานได้เหมือนเงินดอลลาร์จริง และกลุ่มคนร้ายได้พาตนไปที่ห้องเช่าของกลุ่มคนร้ายแล้วเปิดให้ดูธนบัตรสีดำที่ดัดแปลงมาจำนวนมากที่อยู่ในตู้เซฟ แล้วได้สาธิตโดยนำน้ำยาล้างธนบัตรมาล้างธนบัตรดอลลาร์สีดำจำนวน 1 ฉบับ ให้ดู ปรากฏว่าธนบัตรดอลลาร์ดังกล่าวกลายเป็นของจริง จนทำให้หญิงชาวไทยหลงเชื่ออย่างสนิทใจ
เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มคนร้ายจึงล่อลวงหญิงไทยต่อไปโดยอ้างว่าตนเองไม่มีเงินพอที่จะซื้อน้ำยาล้างธนบัตรดังกล่าวที่มีจำนวนมาก จึงได้ชักชวนผู้เสียหายให้นำเงินมาให้ตน เพื่อไปซื้อน้ำยาล้างธนบัตรยังต่างประเทศแล้วจะแบ่งเงินคนละเท่าๆ กัน ด้วยความโลภของผู้เสียหาย กอรปกับการล่อลวงสาธิตเสมือนจริง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อแล้วได้โอนเงินให้กับกลุ่มคนร้ายเป็นเงินกว่า 1.7 ล้านบาท เมื่อกลุ่มคนร้ายได้เงินไปจึงหนีออกนอกประเทศกลับไปยังแอฟริกาตามเดิม
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส. 1 บก.สส.ภ.5 ได้ติดตามคนร้ายมาตลอด จนกระทั่งทราบว่าหนึ่งในกลุ่มคนร้ายในคดีนี้ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยอีกครั้ง จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ให้ทำการตรวจสอบ กระทั่งพบผู้ต้องหาตามหมายจับนี้จริง จึงได้จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยทราบชื่อคนร้ายภายหลัง คือ นายอิวาริสเต่ ซิกนัว (SEGNOU EVARISTE) อายุ 36 ปี สัญชาติแคมเมอรูน
พล.ต.ต.ประจวบ กล่าวต่อว่า กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ยังมีอยู่หลายรายในประเทศไทย โดยในภาคเหนือเองยังมีผู้เสียหายหลายรายที่ถูกหลอกเหมือนในลักษณะข้างต้น โดยจะมีการล่อลวงหญิงชาวไทยคล้ายกันแต่จะมีพฤติกรรมปลอมตัวเป็นผู้ดีอังกฤษเข้ามาคุยผ่านเฟซบุ๊ก สไกด์ หรือสื่อออนไลน์อื่นๆ คุยอย่างสนิทสนม จนเหยื่อหลงเชื่อแล้วจะส่งสิ่งของมาให้แทนใจ เช่น เงินสด เพชร พลอย เป็นต้น โดยผู้เสียหายจะต้องเสียค่าผ่านด่านสนามบินให้ก่อนโดยการโอนเงินให้ และเมื่อคนร้ายได้เงินไปก็จะปิดและเปลี่ยนเฟซบุ๊กไปล่อล่วงหญิงชาวไทยคนอื่นต่อไป
ในส่วนคดีของนายอิวาริสเต่ ซิกนัว นี้มิได้ใช้สื่อออนไลน์แต่อย่างใด แต่ได้ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมายังเมืองไทยและเชียงใหม่และได้ล่อล่วงหญิงไทยโดยตรงเลย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่าจับตามอง เนื่องจากเชียงใหม่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ประกอบกับปี 2558 เมื่อมีเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะยิ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างมหาศาล จะยิ่งทำให้การป้องกัน ตรวจสอบในกรณีเช่นนี้ทำได้ยากกว่าเดิม ดังนั้นจึงอย่างฝากถึงประชาชนโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวได้ง่าย ดังนั้น หากมีการพูดคุยล่อล่วงเช่นนี้ขึ้นและมีการล่อลวงให้โอนเงินให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทนภายหลังก็ให้ระวังและอย่าหลงเชื่อโดยง่าย
ดีเอสไอจับแก๊งไนจีเรียหลอกสาวไทยโอนเงิน-พบพัวแก๊งเงินดำ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยนายวสวัต ชวลิตธำรง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 1 แถลงภายหลังการจับผู้ต้องหาชาวไนจีเรียหลอกลวงคนไทยผ่านเฟชบุ๊กเชื่อมโยงกับขบวนการเงินดำ โดยนายธาริต กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบพฤติการณ์หลอกลวงในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก จึงเชื่อว่าน่าจะมีการทำเป็นขบวนการ โดยเหยื่อรายล่าสุดที่ร้องทุกข์กับดีเอสไอเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งสูญเงินให้ผู้ต้องหาไปทั้งสิ้น 4 แสนบาท ทั้งนี้ผู้ต้องหาที่จับกุมได้คือ นายเอสโซ่โคลี่ จู๊ด โนเคนนัมม่า ( EZEOKOLIE JUDE NWOKENAMMA)ชาวไนจีเรีย อายุ 37 ปี ซึ่งจับกุมได้ที่ห้องพักเลขที่ 502 อาคารแอนนาเพลส ซ.ลาดพร้าว 140 เขตบางกะปิ กทม. พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง ซิมการ์ด 8 อัน สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 3 ใบ รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำเงินดำ นอกจากนี้ยังขยายผลตรวจค้นห้องพักเลขที่ 211 พร้อมยึดอุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการกระทำผิดอีกหลายรายการ เช่น คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก 2 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซิมการ์ด 5 อัน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหากระทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 และข้อหาฉ้อโกงโดยจะดำเนินคดีเป็นรายกรรม ขณะนี้มีเหยื่อเข้ามายืนยันว่าถูกหลอกแล้ว 2 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 80 ล้านบาท
ด้านนายวสวัต กล่าวว่า ผู้ต้องหาอ้างใช้เฟชบุ๊กปลอม 2 ชื่อ เพื่อติดต่อกับเหยื่อโดยอ้างตัวเป็นทหารอเมริกาและนักการฑูต ซึ่งกลุ่มดังกล่าวใช้วิธีนัดพบเหยื่อและนำเงินดอลลาร์มาให้เหยื่อดู แต่อ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวยังไม่สามารถนำไปใช้ได้เพราะถูกปั๊มตัวอักษรคำว่า “Original” ไว้จำเป็นต้องใช้น้ำยาชนิดพิเศษล้างออก ซึ่งน้ำยาดังกล่าวมีราคา 700,000 บาท เบื้องต้นผู้ต้องหาได้นำเงินดอลล่าร์จริงจำนวน 100 ดอลล่าร์ 2 ใบมาทดลองให้เหยื่อดู และพาเหยื่อไปแลกเงินซึ่งปรากฏว่าเป็นเงินจริง เหยื่อจึงหลงเชื่อโอนเงินไปให้ 400,000 บาท จากนั้นผู้ต้องหาอ้างว่าจะนำเงินจริงมาให้ภายหลัง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการติดต่ออีกเลย ทั้งนี้ จากการตรวจความเคลื่อนไหวจากบัญชีที่ยึดได้ 5 บัญชีแต่ตรวจสอบพบว่าเพียงแค่ 2 บัญชีมีเงินหมุนเวียนกว่า 5 ล้านบาท ทั้งนี้จะเรียกผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีทั้ง 5 บัญชีมาชี้แจงด้วย
นายวสวัต กล่าวต่อว่า นอกจากผู้ต้องหารายดังกล่าว ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 3 รายที่ถูกออกหมายจับไปแล้วและเชื่อว่าจะเป็นขบวนการเดียวกัน โดยในวันนี้ได้เรียกหญิงที่หลอกว่าเป็นชิปปิ้งซึ่งเป็นภรรยาของผู้ต้องหามาให้ปากคำ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่เชื่อว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดแน่นอน สำหรับขบวนการเงินดำแต่เดิมจะมีการใช้ผงถ่านทาที่ธนบัตรและนำมาหลอกเหยื่อว่าต้องใช้น้ำยาในการล้างออก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนวิธีเป็นการปั๊มตัวอักษรเพื่อใช้น้ำยาพิเศษล้างออกแทน



