
การศึกษาไทย:ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง
การศึกษาไทย:ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
นักการศึกษาอาวุโสท่านหนึ่งปรารภกับผมด้วยความห่วงใยถึงสภาพการศึกษาของเมืองไทยว่า ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สถานศึกษาส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนจากแหล่งให้ความรู้เป็นการดำเนินธุรกิจ ครูอาจารย์บางส่วนก็เปลี่ยนจากผู้ให้วิชาความรู้เป็นผู้ให้บริการทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษาเองก็เปลี่ยนจากลูกศิษย์เป็นผู้ใช้บริการหรือผู้ซื้อบริการ ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านทัศนคติ และความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา ครูอาจารย์ และนักศึกษา
..ความคิดที่ว่าครูเป็นปูชนียบุคคลและสถานศึกษาเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาจางหายไปจากสมองของนักศึกษา และความเมตตา การให้วิทยาทาน ก็เลือนรางไปจากจิตใจของผู้เป็นครู และสิ่งที่ผูกพันผู้คนในเรื่องของการศึกษาอยู่ในขณะนี้
ก็คือค่าตอบแทนและผลประโยชน์
นักการศึกษาท่านนั้น กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นรากฐานแห่งความเป็นอารยะของมนุษย์ก็คือ การศึกษา โดยครูอาจารย์จะต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู อุทิศตนในการให้ความรู้และการอบรมสั่งสอนศิษย์ ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนนักเรียนนักศึกษาก็ต้องให้ความเคารพครูอาจารย์ ตั้งใจศึกษาหาความรู้ และดำรงตนเป็นคนดี
ท่านยังบอกต่อไปว่า สังคมไทยเดินทางผิดกันมานาน เพราะคนไทยมุงหวังที่จะเห็นลูกหลานเป็นคนเก่ง และคิดว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตคือการเป็นเจ้าคนนายคน มีเงินมีทอง มีหน้ามีตา จึงผลักดันให้ลูกหลานเก่งกว่าเพื่อนๆ ทำให้คนติดนิสัยการแข่งขัน แก่งแย่ง และหาทางฉกฉวยโอกาส ในเวลาเดียวกันก็มีชีวิตที่โดดเดี่ยว ปราศจากเพื่อนมิตร ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการมากกว่าคนเก่งก็คือคนดี เพราะปัญหาต่างๆ ในทุกวันนี้ เกิดจากคนเก่งที่ไม่ดี มิใช่จากคนดีที่ไม่เก่ง
ผมคิดว่า ความคิดของนักการศึกษาอาวุโสท่านนั้น ตรงกับแนวคิดของต่างประเทศหลายประเทศ ที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาเป็นลำดับแรก และทุ่มเทงบประมาณของประเทศให้แก่การศึกษาอย่างเต็มที่ และการศึกษาที่ดีนั้นไม่ใช่แค่การเรียนฟรี แต่ต้องเป็นการเรียนที่มีคุณภาพดีด้วย ซึ่งก็คงต้องเริ่มต้นที่ครูอาจารย์ โดยอาจจะต้องเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมของการศึกษาใหม่ว่า คนที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏ จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่ต้องการเป็นครูอย่างแท้จริง มีจริยธรรม มีผลการเรียนที่ดี และได้รับการยอมรับในฐานะวิศวกรสังคม ที่จะออกแบบสร้างสรรค์สังคมไทยต่อไป ซึ่งนอกจากเงินเดือนในอัตราที่สูงแล้ว ก็ควรจะต้องได้รับการดูแลเรื่องสวัสดิการ เงินเพิ่มพิเศษ ช่องทางในการพัฒนาความรู้ และโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพ
ปัญหาเรื่องการศึกษาของไทยนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยทุกภาคส่วน และมาตรฐานการศึกษาของไทยในปัจจุบันก็เป็นที่ทราบกันดีว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศแทบทุกประเทศในอาเซียน หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันกาล ก็น่าเป็นห่วงว่าเด็กไทยก็จะมีคุณภาพและศักยภาพที่ด้อยกว่าเพื่อนบ้าน
การลงทุนทางการศึกษานั้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และให้ผลในระยะยาว เพราะครูที่ดีๆ เพียงคนเดียว สามารถที่จะสั่งสอนให้เกิดศิษย์ที่ดีๆ อย่างนับไม่ถ้วน และลูกศิษย์ที่ดีๆ เหล่านั้น ก็จะก่อให้เกิดสังคมที่ดีมีอารยะ
รัฐบาลน่าจะลองถามตัวเองเล่นๆ ว่า ระหว่างการนำเงินหลายล้านล้านบาทไปสร้างรถไฟความเร็วสูง กับการนำเงินจำนวนนั้นมาปฏิรูปการศึกษาของไทยทั้งระบบอย่างจริงจัง อย่างไหนจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่ากัน? และการที่คนที่มีคุณภาพ มีความรู้ และเป็นคนดีจำนวนมาก กับความสะดวกรวดเร็วของผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูง อย่างไหนจะมีความสำคัญและเร่งด่วนกว่ากัน?
เมื่อถามแล้ว ได้คำตอบอย่างไรบอกกันบ้างนะครับ



