
'วราเทพ'เสนอซักฟอก26-27พ.ย.นี้
'วราเทพ' เสนอวันซักฟอก 26-27 พ.ย. เหมาะสม โยน 'รัฐสภา' หลังศาลรธน.วินิจฉัยแก้ที่มาส.ว.
21 พ.ย. 56 เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทราบว่านายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้บรรจุระเบียบวาระแล้ว ตนได้บอกไปว่าต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ เนื่องจากถ้าไม่บรรจุก็จะนำไปสู่ประเด็นการกล่าวหาว่าปิดกั้นและเป็นเครื่องมือสนับสนุนรัฐบาล และตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ประธานสภาได้ให้โอกาสฝ่ายค้านชี้แจง ต้องเรียนว่าการปฏิบัติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมี 2 แนวทางคือ สมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้านได้ปฏิบัติโดยการยื่นสำเนาคำร้องถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาไปยังป.ป.ช. ให้ประธานรัฐสภาในขณะนั้น รวมถึงมีประเด็นข้อกล่าวหาและรายละเอียดแนบมาด้วย ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะมีรายละเอียดทุกขั้นตอน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการประชุมสภา เพราะสามารถที่จะรู้ว่าได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน กลับปฏิบัติอีกแบบคือไม่ยื่นรายละเอียดหัวข้อและประเด็น ยื่นเพียงสำเนาการรับคำร้องยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภา
นายวราเทพ กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่าเจตนาของฝ่ายค้านในการทำเช่นนี้ แต่เชื่อว่าคงมีเรื่องเดียวคือไม่ต้องการบอกประเด็น เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถเตรียมตัวได้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ฝ่ายค้านควรจะบอกประเด็นและหัวข้อ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมเอกสารชี้แจง วันนี้ตนคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์พยายามอาศัยความได้เปรียบทางรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ไม่ละเอียด ส่วนการที่ประธานสภาฯ บรรรจุระเบียบวาระในครั้งนี้นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ อย่างไรก็ตามประธานสภาฯควรจะให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ยื่นสำเนาคำร้องในวันที่ 25 พ.ย. ซึ่งในญัติของพรรคประชาธิปัตย์มีสองกรณีคือ การอภิปรายแบบไม่ยื่นถอดถอน หรือการบริหารงานที่ไม่เป็นไปตามนโยบาย และเรื่องการทุจริต แต่พรรคประชาธิปัตย์เขียนในญัตติเดียวกัน ซึ่งจากนี้คงจะมีการแก้ข้อบังคับว่าการยื่นญัติการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องมีการนำเสนอรายละเอียดอะไรบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำอย่างไรหากการอภิปายไม่ไว้วางใจตรงกับกำหนดการที่นายกฯ ต้องเดินทางไปต่างประเทศ นายวราเทพ กล่าวว่า ถ้ามีการบรรจุวาระ และกำหนดวันประชุมแล้วกำหนดการนายกฯ สามารถปรับเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการยกเลิกกำหนดการประชุมครม.สัญจร ที่จ.สงขลา ในวันที่ 29-30 พ.ย. แต่อย่างใด ส่วนถ้าหากประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระในวันที่ 22 พ.ย. ก็จะต้องนัดวันอภิปรายภายใน 3 วัน คาดว่าจะสามารถกำหนดวันอภิปรายได้ในสัปดาห์หน้า และการอภิปรายจะต้องเสร็จก่อนเที่ยงคืนวันที่ 27 พ.ย. ทั้งนี้ประเด็นที่สำคัญคือเรื่องกรอบเวลาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และวิปฝ่ายค้านจะต้องไปตกลงกัน เบื้องต้นส่วนตัวเห็นว่าการอภิปรายไม่ควรเกิน 2 วัน โดยควรจะกำหนดให้วันที่ 26 พ.ย. เป็นวันแรกของการอภิปราย ในเวลา 13.00 น. ส่วนวันที่ 2 ควรจะเป็นวันที่เช้าวันที่ 27 พ.ย. และเสร็จสิ้นก่อนเที่ยงคืน
โยน 'รัฐสภา' หลังศาลรธน.วินิจฉัยแก้ที่มาส.ว.
นายวราเทพ ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 150 ที่กำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีต้องนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า ต้องพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการที่ส่งมารัฐสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของฝ่ายกฎหมาย โดยได้ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นจึงยังไม่มีการดำเนินการอะไรในขณะนี้
เมื่อถามว่า แนวโน้มรัฐบาลจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง 90 วันหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่ารัฐบาลจะต้องเป็นผู้ดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเสนอโดยสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการแก้ไขไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงต้องให้เวลาทุกฝ่ายเพื่อพิจาณา โดยเฉพาะรัฐสภาว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะจุดเริ่มต้นอยู่ที่รัฐสภา ดังนั้นควรที่จะต้องกลับไปเริ่มต้นที่รัฐสภาใหม่อีกครั้ง
เมื่อถามว่า ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ จะดำเนินการอย่างไร นายวราเทพ กล่าวว่า ต้องให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร
เมื่อถามว่านายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประสานไปยังราชเลขาธิการเพื่อขอพระราชทานร่างกฎหมายคืนก่อนครบ 90 วันหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับทราบว่ารัฐบาลจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ส่วนจะสามารถทำได้หรือไม่นั้น เนื่องจากเป็นวิธีการขั้นตอนปฏิบัติ ดังนั้นเลขาฯครม.จะทราบดี จึงควรสอบถามไปยังเลขาฯครม.จะชัดเจนกว่า ทั้งนี้เนื่องจากเป็นขั้นตอนปฏิบัติที่ต้องประสานกันเป็นการภายในกับสำนักราชเลขาธิการ เพราะฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่จะประสานคือเลขาธิการครม.
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับอำนาจศาลโดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 151 เพื่อขอเสียงในสภาไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯอีกครั้งหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า “ยังไม่อยากให้มีการพูดถึงว่าเราจะทำอะไรในขั้นตอนต่อไปเผื่อไว้ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายก่อน ไม่อยากให้คาดการณ์ว่าเราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะจะเกิดประเด็นสร้างความสับสนและนำไปสู่ประเด็นขยายผลทางการเมือง ซึ่งการแสดงท่าทีของพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นสิทธิที่สามารถแสดงได้ แต่การดำเนินการนั้น หากยังไม่มีการดำเนินการอย่างไร หากไปคาดการณ์ก่อนคงจะไม่ถูกต้อง”
เมื่อถามว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว เกรงว่าจะซ้ำรอยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.หรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร



