ข่าว

 ยุ้งช่วยชาติ

ยุ้งช่วยชาติ

19 มิ.ย. 2552

ข้าวเปลือกที่ชาวนาในยุคก่อนเก็บเอาไว้ในยุ้งหลังการเก็บเกี่ยว จะถูกทยอยนำออกมาใช้ประโยชน์เป็นครั้งคราวตามความจำเป็น เช่น เมื่อต้องการเอาข้าวสารมาหุงกินเป็นอาหาร ก็จะนำข้าวส่งไปสียังโรงสี ในปริมาณที่คิดว่าสามารถเก็บเอาไว้กินพอเพียง ไม่มากเกินไปจนทำให้ข้าวส

หรือหากต้องการใช้เงินทองก็จะเอาข้าวเปลือกออกมา “ตวงขาย” เท่าที่จำเป็น เพราะชาวนาจะรู้ดีว่ายิ่งเก็บไว้นานจากฤดูเก็บเกี่ยวมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ปริมาณข้าวเปลือกในตลาดน้อยลงเท่านั้น นั่นหมายถึงอุปสงค์กับอุปทานไม่ได้ดุลกัน ย่อมทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงมากขึ้นตามปริมาณข้าวเปลือกที่ลดน้อยลง 

 หรือชาวนาที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเป็นอย่างดี ก็จะรอในช่วงจังหวะเวลาที่พ่อค้าข้าวหรือโรงสี ต้องทำการส่งมอบข้าวสารให้แก่ผู้ซื้อรายใหญ่ หรือผู้ซื้อในต่างประเทศที่ทำการซื้อขายกันล่วงหน้า ในแบบที่เรียกกันว่ารอ “หั่งเช้ง”  แล้วจึงจะขายกันในช่วงเวลานั้น ซึ่งก็จะทำให้ได้ราคาข้าวเปลือกที่สูงขึ้น

 ชาวนาที่มีฐานะดีไม่เดือดร้อนในเรื่องการเงิน ก็สามารถเก็บข้าวได้ข้ามปีฤดูเก็บเกี่ยว แล้วนำออกไปขายเป็น “ข้าวเก่า”  ซึ่งจะได้ราคาดีกว่าการขายในลักษณะ “ข้าวใหม่” เพราะข้าวเก่าจะแห้งสนิทมีน้ำหนักสมเหตุผล สามารถเก็บข้าวสารและข้าวเปลือกเอาไว้ได้นาน ไม่เหลืองไม่เป็นรา เมื่อนำไปสีเม็ดข้าวจะสวยเต็มเม็ดไม่หักง่ายได้ “ต้นข้าว” มาก

 ส่วนชาวนาที่ไม่มียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวและไม่อยากเก็บข้าวไว้กับตัวเอง ก็จะมอบข้าวทั้งหมดให้แก่โรงสีหรือให้แก่พ่อค้าข้าวรายใหญ่ โดยทำการตวงข้าวกันเอาไว้ตามปริมาณ และจะไปทำการเบิกเงินค่าข้าวเปลือกเท่าที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน และคิดราคาค่าข้าวเปลือกกันตามราคาที่เป็นจริง ซึ่งเกิดขึ้นในวันเบิกจ่ายเงินระหว่างเจ้าของข้าวกับเจ้าของยุ้ง

 ตัวอย่างสมมติว่า ลุงเหลี่ยม ทำนาได้ข้าวเปลือกมามาก เมื่อตวงตามกรรมวิธีแบบเก่าได้ข้าวเปลือกยี่สิบเกวียน จึงได้ส่งมอบข้าวเปลือกทั้งหมดให้ เจ๊กเส็ง มาทำการขนข้าวเปลือกไปเก็บหรือขายตามใจชอบของ เจ๊กเส็ง และหากในวันส่งมอบข้าวเปลือกที่เรียกกันว่า “วันตวงข้าว” นั้น ราคาซื้อขายข้าวเปลือกในตลาดอยู่ที่เกวียนละหนึ่งหมื่นบาท

 หาก ลุงเหลี่ยม ต้องการใช้เงินห้าหมื่นบาทเพื่อไปใช้จ่าย ลุงเหลี่ยม ก็สามารถเบิกเงินจาก เจ๊กเส็ง ไปได้เลย โดยจะหักเงินจากราคาซื้อขายข้าวในวันนั้น เท่ากับว่า ลุงเหลี่ยม ขายข้าวขาดให้ เจ๊กเส็ง ไปแล้วห้าเกวียน ยังคงมีสิทธิในการขายข้าวหรือเบิกเงินจาก เจ๊กเส็ง ได้อีกตามสิบห้าเกวียนตามราคาในวันที่จะได้เบิกเงินหรือทำการซื้อขายกันจริงต่อไป

 ครั้นพอถึงเดือนหก ลุงเหลี่ยม ต้องการใช้เงินอีกสามหมื่นบาท แต่วันนั้นราคาข้าวเปลือกเกวียนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ก็เท่ากับว่า ลุงเหลี่ยม ขายข้าวให้ เจ๊กเส็ง ไปอีกแค่สองเกวียน ยังมีสิทธิที่จะไปเบิกเงินหรือขายข้าวได้อีกสิบสามเกวียน เป็นต้น

 การทำในลักษณะนี้เรียกกันว่า “ฝากยุ้ง”  ซึ่งชาวนามีสิทธิที่จะเลือกไปเบิกเงินได้ตามราคาข้าวในท้องตลาด ตลอดเวลาที่ตนเองยังคงมีข้าวอยู่กับเจ้าของยุ้งหรือเจ้าของโรงสี  ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบ “ยุ้ง” ในรูปแบบต่างๆ ดังกล่าวที่มีมาช้านานนั้น สามารถช่วยชาวนาได้ และยังช่วยลดการรั่วไหลจากการโกงกิน ได้มากกว่าสิ่งที่เรียกกันว่า “รับจำนำข้าว”   และ “ประกันราคาข้าว” ในทุกวันนี้

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ