ข่าว

'นิก-พีระ'เปลี่ยนแรงดีดเป็นแรงผลักดัน

'นิก-พีระ'เปลี่ยนแรงดีดเป็นแรงผลักดัน

23 พ.ย. 2556

ขอเวลานอก : 'นิก-พีระ'เปลี่ยนแรงดีดเป็นแรงผลักดัน : เรื่อง กอบแก้ว แผนสท้าน/ ภาพ ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์

 

                        "ประสบการณ์ครั้งนี้ผมก็ได้เรียนรู้ว่าหากเรามีความมุ่งมั่น มีความเพียรพยายาม ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้"

                        ปัจจัยให้คนเราหางานอดิเรกทำส่วนหนึ่งมาจาก "ความเหงา" และผู้จัดการทั่วไป บริษัท มุกไมตรีการพิมพ์ จำกัด วัยเฉียดเบญจเพศ "นิก" พีระ ลาภวงศ์เมธี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มหัดจับคอร์ด "ดีดกีตาร์" มาตั้งแต่สมัยอายุเพียง 10 ต้นๆ ด้วยเหตุผลเดียวกัน...

                        ด้วยมุมมองของนักธุรกิจหัวก้าวหน้าของคุณพ่อ พลสิทธิ์ ลาภวงศ์เมธี และคุณแม่ วราภรณ์ ศรีธัญญาภรณ์ ที่ต้องการให้ "ลูกชายคนโต" ในจำนวนพี่น้อง 3 คน กลับมาช่วยสานต่อกิจการโรงพิมพ์ของครอบครัว ดังนั้นเมื่อเรียนจบชั้นประถมต้น จากโรงเรียนอัสสัมชัญ เขาก็ถูกส่งตัวไปศึกษาหาความรู้และทดลองใช้ชีวิตเด็กหอเพียงลำพังที่ประเทศสิงคโปร์นานถึง 6 ปี ก่อนจะลัดฟ้าข้ามโลกไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในระดับปริญญาตรีอีก 4 ปี...และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ "หนุ่ม(น้อย)นิก" ในขณะนั้นได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักเครื่องดนตรีอย่าง "กีตาร์" และกลายเป็นงานอดิเรกประจำตัวจนถึงวันนี้

                        "ตอนผมไปเรียนที่ประเทศสิงโปร์อายุ 12 ปี ต้องพักอยู่ที่หอห้องหนึ่งพักรวมกัน 3 คน กลางคืนไม่มีอะไรทำ เพราะเจ้าของหอคอนข้างเข้มงวดบังคับให้พวกเราเข้านอนเร็วแต่หัวค่ำ แต่พวกเราไม่อยากนอนก็เลยหัดเล่นกีตาร์กัน ตอนนั้นก็ยืมของเพื่อนเล่นเริ่มตั้งแต่เปิดหนังสือจับคอร์ดเองบ้างมีรุ่นพี่ช่วยสอนให้เล่นบ้างสนุกดี เล่นทุกคืน จนเป็นเรื่องโจ๊กในวงสนทนากับเพื่อนๆ ถึงทุกวันนี้ว่า คืนไหนไม่มีกีตาร์ให้ผมเล่นแล้วเพื่อนๆ นอนไม่หลับ จริงๆ เขารำคาญ เขาประชด ตอนนี้เขาสบายขึ้นเยอะเลย" หนุ่มนิกเปิดฉากเล่าถึงเครื่องดนตรีสุดโปรดพร้อมๆ กับฟื้นความหลังว่าเพลงแรกที่หัดเล่นเป็นเพลงง่ายๆ มีไม่กี่คอร์ดของเนอร์วาน่า ส่วนเพลงที่สองคือ "สแตน บาย มี"

                        ที่เลือกเล่น "กีตาร์" เพราะพกพาง่าย อีกทั้งยังเล่นและร้องตามลำพังได้ จึงกลายเป็นเสน่ห์มัดใจ "ทายาทเจ้าของโรงพิมพ์บรรจุภัณฑ์" มายาวนานนับ 10 ปี ส่วนสไตล์ที่ชอบเล่นเจ้าตัวบอกติดใจแนว ดิสโก้ ฟังก์ เท่านั้น

                        "เหตุผลง่ายๆ ที่ผมชอบเล่นเพราะกีตาร์ เครื่องดนตรีชนิดนี้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ ไปทะเลก็สะพายไปด้วยได้ไม่เกะกะ ต่างจากการเล่นเปียโนหรือตีกลองที่ไม่สามารถแบกไปไหนมาไหนได้และที่สำคัญต้องเล่นแจมกับคนอื่นๆ จึงรู้สึกว่ามันไม่คล่องตัว สำหรับสไตล์การเล่น ดิสโก้ ฟังก์ มันเป็นพวกที่จะไม่โดดเด่นในวง เป็นเหมือนแบ็กอัพ เหมือนแนวกีตาร์คอร์ด จะช่วยให้เพลงฟังดีขึ้น ถ้าเกิดขาดกีตาร์ตัวนี้ไปเพลงจะไม่เป็นเพลง ขณะเดียวกันถึงกีตาร์ตัวนี้จะอยู่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น" นักบริหารผู้มีดนตรีให้หัวใจให้เหตุผล

                        หลังจากจับคอร์ดดีดเป็นเพลงผ่านไปสักระยะจู่ๆ ก็บังเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดคอกีตาร์ตั้งยาวมีตั้ง 12 เฟรท แต่ใช้งานจริงเพียงแค่ไม่กี่เฟรทเท่านั้น ดังนั้นให้คลายข้อกังขา เจ้าตัวจึงตัดสินใจลงเรียน 2 คอร์ส

                        "เพราะเห็นว่าคอกีตาร์ตั้งยาว มี 12 เฟรท แต่เล่นจริงๆ ไม่กี่ช่อง ก็เลยเกิดเป็นความสงสัยว่าส่วนที่เหลือมีไว้ทำไม พอเรียนผมลงเรียน 2 คอร์ส ก็รู้ว่าจากที่จับแค่ไม่กี่คอร์ดตรงใกล้กับหัวกีตาร์ แค่เพียงเลื่อนนิ้วมือมาจับตรงบริเวณคอก็จะเป็นคอร์ดได้อีก คือเป็นอีกเสียงหนึ่ง แต่ตอนเรียนนั้นกลับมาเรียนที่เมืองไทยในช่วงซัมเมอร์ เพราะที่สิงคโปร์จะเน้นเรียนอย่างเดียวไม่ได้เรียนอะไรเสริมอะไร" เจ้าของปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ แคลิฟอร์เนีย เดวิส เล่าถึงเทคนิคการเล่นกีตาร์ที่ได้เพิ่มในขณะที่มือก็หยิบกีตาร์ตัวโปรดขึ้นมาไล่เสียงให้ฟังอย่างชำนาญแม้ว่าจะออกตัวว่าแค่เพียงเล่นได้ไม่ถึงกับเก่ง แต่เพราะเป็นคนมั่นใจในตัวเองเลยไม่แคร์

                        ถึงแม้จะเป็นแค่งานอดิเรกเอาไว้เล่นบรรเทาความเหงา แต่เรื่องราวระหว่าง "เขา" กับ "กีตาร์" ก็มีทั้งประสบการณ์ดีและไม่ (ค่อย) ดีเก็บไว้เล่าได้ไม่รู้จับและทุกครั้งก็เรียกรอยยิ้มได้เสมอ

                        "ขณะนั้นผมกำลังรอจะเข้ามหาวิทยาลัย จู่ๆ ก็มีคนชวนให้ร่วมเล่นกีตาร์กับวงดนตรีในผับ ซึ่งผมไม่เคยทำมาก่อน และถ้าผมปฏิเสธก็จะไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว แม้แต่ที่เมืองไทยเองก็ไม่มีโอกาส จังหวะนั้นผมยังเล่นกีตาร์ไม่เก่งจึงทุ่มเทฝึกอย่างหนักสุดท้ายจนได้รับเลือก แต่เพราะมัวตั้งหน้าตั้งตาซ้อมมากไปหน่อย ทำให้เหลือเวลาอ่านหนังสือเรียนน้อยไปนิด สุดท้ายผมพลาดมหาวิทยาลัยระดับเทพที่หมายตาไว้ แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไรนักเพราะมันไม่ได้แย่จนถึงขั้นเรียนไม่จบ และประสบการณ์ครั้งนี้ผมก็ได้เรียนรู้ว่าหากเรามีความมุ่งมั่น มีความเพียรพยายาม ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ สร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้" นักบริหารรุ่นใหม่แบ่งปันประสบการณ์เล็กๆ ซึ่งรวมถึงเม็ดเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เขานำไปซื้อกีตาร์ของตัวเองได้ และการได้แจมกับนักดนตรีชื่อดังจากเมืองไทยอย่าง ปู แบล็คเฮด เมื่อครั้งไปเปิดการแสดงที่นั่นด้วย

                        มากกว่าการอยากแสดงความสามารถทางด้านดนตรี คือ การยอมรับ คำชมเชย และเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน "หนุ่มนิก" เล่าว่า เมื่อต้องการการยอมรับจากผู้ร่วมและคำเชยจากคุณพ่อคุณแม่ เขาจึงงัดคาถาเดิมที่เคยใช้จนประสบผลมาแล้ว นั่นคือ "ความมุ่งมั่น ความเพียร"

                        "เมื่อเริ่มทำงานผมก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนตอนเริ่มเล่นกีตาร์ใหม่ๆ คือแค่เตาะๆ แตะๆ ยังไม่ค่อยเก่ง แรงผลักดันที่ผมฝึกกีตาร์หนักๆ เพราะอยากได้รับคำชมจากคนในวง พอทำงานสิ่งที่ทำให้ผมตื่นแต่เช้าเลิกงานเย็นทุกๆ วัน เพราะผมอยากได้รับการยอมรับจากผู้ร่วมงานและที่สำคัญคืออยากได้รับคำชมเชยจากคุณพ่อคุณแม่ นอกจากนี้พอทำงานแล้วเกิดเป็นผลสำเร็จขึ้น มันก็รู้สึกสนุก มันเป็นเหมือนแรงผลักดันให้อยากทำต่อ อยากเห็นผลสำเร็จอย่างนี้เกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นอีก และเกิดขึ้นอีก" หนุ่มอารมณ์ดีเล่าให้ฟังถึงจุดเชื่อมโยงซึ่งส่งต่อจากงานอดิเรกสู่ความรับผิดชอบในงานประจำ

                        หลังจากปล่อยให้โชว์การจับคอร์ดเพลงโปรดพอหอมปากหอมคอ เราขอให้เล่าให้ "นักบริหารหมาดๆ" เล่าถึงขอบข่ายความรับผิดชอบและความท้าทายของงานในฐานะผู้จัดการทั่วไป โรงพิมพ์ผลิตภัณฑ์แพ็กเกจจิ้ง ซึ่งดูเหมือนจะต่างขั้วกับความรู้ที่เรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์

                        "ถึงผมจะเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นคนละเรื่อง แต่ถ้าใครก็ตามได้ลงลุยงานในไลน์ผลิตเองจะรู้ว่า การลดต้นทุน การลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์โดยตรง จึงถือว่าเกี่ยวโดยตรง แม้ไม่ใช่ทางด้านการพิมพ์แต่เป็นเรื่องของการจัดการ และในฐานะผู้จัดการทั่วไปต้องดูแลทุกด้านไม่ว่าจะงานขาย งานผลิต ด้านคุณภาพ ด้านบริหารบุคลากรซึ่งถือว่าหนักที่สุดปวดหัวที่สุด ส่วนเรื่องความท้าทายก็มีค่อนข้างมาก ตอนนี้อยู่ที่การถ่ายทอดงานจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งคุณแม่เป็นคนทำงานสไตล์เก่าคือลงไปลุยเองทุกอย่าง รู้ทุกอย่าง จะไม่ค่อยเป็นระบบเท่าไหร่ ในทางตรงข้ามผมพยายามเน้นเรื่องระบบเพื่อความยั่งยืนของบริษัท ตอนนี้จึงพยายามดันให้คนทำงานเข้าสู่ระบบแต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่ต้องให้เวลา ถือว่เป็นความเป้าหมายที่ผมต้องก้าวผ่านไปให้ได้" พีระ ออกปากด้วยความมุ่งมั่น