ข่าว

ที่มาของก๊าซโลกร้อนสองในสาม

ที่มาของก๊าซโลกร้อนสองในสาม

23 พ.ย. 2556

เวิลด์วาไรตี้ : เพียง 90 บริษัทเท่านั้นบนโลกใบนี้ ที่มาของก๊าซโลกร้อนสองในสาม

 

                       ทุกครั้งที่ผู้แทนนานาประเทศมาร่วมหารือเรื่องสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง มักเต็มไปด้วยการถกเถียงกันหนักว่าประเทศไหนควรรับภาระเท่าไหร่เพื่อบรรเทาวิกฤติโลกร้อน ควรเป็นตัวการใหญ่หน้าเดิมอย่างอเมริกาหรือยุโรป หรือประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังโตวันโตคืนอย่างจีนและอินเดีย

                       แต่ผลการวิจัยใหม่ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร ไคลเมท เจอร์นัล พบว่า วิกฤติโลกร้อนในศตวรรษที่ 21 ที่เชื่อกันว่าทำให้สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงนั้น หลักๆ มาจากบริษัทเพียง 90 แห่ง ด้วยเป็นแหล่งก่อก๊าซเรือนกระจก เกือบสองในสาม นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครึ่งหนึ่ง เกิดขึ้นในรอบ 25 ปีที่ผ่านมานี้เอง ล่วงเลยจากวันที่รัฐบาลและบรรษัทรับรู้แล้วว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากการเผาไหม้ถ่านหินและน้ำมัน เป็นสาเหตุทำให้สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างอันตราย

                       ไม่ผิดคาดที่บริษัทส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำมัน ก๊าซหรือถ่านหิน แถมจำนวนมากในบริษัทกลุ่มเดียวกันนี้ยังนั่งทับแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกมหาศาล ที่หากถูกเผาไหม้เมื่อใด จะทำให้โลกเสี่ยงต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีก

                       ผลวิจัยพบว่า 90 บริษัทนี้ ก่อก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมอย่างคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนสะสมราว 63% ช่วงปี ค.ศ.1751-2010 หรือคิดเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนฯ ราว 914 กิกะตัน (จากประมาณการทั้งหมด 1,450 กิกะตัน) 
 ในจำนวนนี้ มี 50 บริษัทเป็นของนักลงทุนที่โดยมากเป็นบริษัทพลังงานที่รู้จักกันดี อย่างเชฟรอน, เอ็กซอน, บีพี, รอยัลดัตช์เชลล์ กับผู้ผลิตถ่านหิน อาทิ บริติช โคล คอร์ป, พีบอดี เอนเนอร์จี และ บีเอชพี บิลลิตัน

                       31 บริษัทเป็นของรัฐ อาทิ ซาอุดิ อรามโค ของซาอุดีอาระเบีย ก๊าซพรอมของรัสเซีย และสแต็ทออยล์ของนอร์เวย์

                       9 บริษัทเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลดำเนินการ ผลิตถ่านหินเป็นส่วนใหญ่ อาทิ จีน อดีตสหภาพโซเวียต เกาหลีเหนือ และโปแลนด์ และมี 7 บริษัทเท่านั้นที่ไม่ได้ผลิตน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน แต่เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์

                       90 บริษัทนี้ มีสำนักงานใหญ่ใน 43 ประเทศ ได้สัมปทานขุดเจาะทรัพยากรตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินทั่วโลก และแปรรูปเชื้อเพลิงเหล่านั้นเป็นผลิตภัณฑ์สู่ท้องตลาดขายให้ผู้บริโภคทุกประเทศ

                       ข้อมูลเหล่านี้มาจากการวิจัยนาน 8 ปี ประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต โดยใช้บันทึกสาธารณะและข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์และข้อมูลคาร์บอนไดออกไซด์ กระทรวงพลังงานสหรัฐ ประกอบกับคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซในห่วงโซ่การผลิต

                       ริชาร์ด ฮีด นักวิจัยภูมิอากาศจากสถาบัน Climate Accountability ในรัฐโคโลราโด กล่าวว่า โลกนี้มีบริษัทผู้ผลิตถ่านหิน น้ำมันและก๊าซเป็นพันๆ แห่ง แต่หากรวบผู้กำหนดนโยบาย ซีอีโอ หรือรัฐมนตรีถ่านหินและน้ำมันมารวมเป็นกลุ่มเดียว อาจจะจุเพียงรถทัวร์สักคันหรือสองคันเท่านั้น

                       ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาการเมืองเรื่องอากาศโลกเปลี่ยนแปลง แสดงความหวังว่าผลการวิเคราะห์ชิ้นนี้อาจช่วยผ่าทางตันการเจรจาของนานาชาติที่วนเวียนอยู่เรื่องเดิมๆ แต่ยังไม่ได้พูดถึงนักก็คือ ทุกประเทศได้ก่อก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลมาแต่อดีต ไม่ใช่ประเทศรวยกับประเทศจน แต่ยังเป็นผู้ผลิตกับผู้บริโภค และประเทศร่ำรวยทรัพยากรกับประเทศขาดแคลน

                       นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศโลกชื่อดัง ไมเคิล มานน์ หวังว่า รายนามบริษัทถ่านหินและน้ำมันจะนำไปสู่การตรวจสอบการครอบครองแหล่งพลังงานที่ยังเหลืออยู่ของพวกเขามากขึ้น และไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นตัวเปลี่ยนในเกมเพ่งเล็งแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตอย่างถูกทาง เพิ่มความรับผิดชอบในการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

                       แต่บางคนไม่ได้มองโลกแง่ดีเพียงนั้น และเห็นว่าการค้นพบเรื่องนี้แค่ตอกย้ำบทบาทของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจก หากสิ่งท้าทายจริงๆ คือการข้ามจากระบบพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนปริมาณมากไปยังระบบที่เป็นกลางทางคาร์บอนอย่างไร

                       ขณะที่ อัล กอร์ อดีตประธานาธิบดีอัล กอร์ นักรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน กล่าวว่า ผลวิเคราะห์ชิ้นนี้ ช่วยให้เข้าใจวิวัฒนาการของวิกฤติโลกร้อนไปอีกขั้น และความสำคัญอยู่ตรงที่การย้ำว่าไม่ควรเป็นรัฐบาลถ่ายเดียวที่จะต้องลงมือแก้ปัญหานี้ ภาคเอกชนและสาธารณชน จะต้องร่วมกันทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันโลกร้อน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออก