
จับ312ส.ส.-ส.ว.'คอพาดเขียง'ปมแก้ที่มาส.ว.
จับ312ส.ส.-ส.ว.'คอพาดเขียง' ปมที่มาส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญ เว้นวรรค5ปีหรือตลอดชีวิต : รายงาน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว.ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น 3 ประเด็น ประเด็นแรกมติ 6 ต่อ 3 ว่าการกระทำของ ส.ส., ส.ว ผู้ถูกร้องมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา คือมาตรา 122, มาตรา 125, มาตรา 126,มาตรา 291 และมาตรา 3 คือ ใช้อำนาจที่ขัดรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการและเนื้อหาสาระ และประเด็นที่สอง มติ 5 ต่อ 4 บอกว่า เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนอกวิถีทางตามรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และประเด็นที่สาม ศาลเห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขการยุบพรรค
คำถามคือว่าต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของพระมหากษัตริย์
ตามมาตรา 68 รัฐธรรมนูญ หากมีการกระทำที่เข้าข่ายตามมาตรา 68 ศาลต้องสั่งหยุดการกระทำ แต่กรณีนี้ศาลกลับไม่สั่งให้หยุดการกระทำ สิ่งนี้เป็นอันตราย เพราะว่าขณะนี้รัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเสร็จไปแล้ว ขณะนี้การกระทำที่เหลืออยู่คือกระบวนการของพระมหากษัตริย์ว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธย หรือว่าจะพระราชทานคืนมา หรือปล่อยไว้ 90 วัน ตอนนี้ก็เลยเกิดสุญญากาศทางกฎหมายว่าศาลต้องการสื่ออะไร ดังนั้น ก็ต้องติดตามทางราชเลขาธิการซึ่งเป็นผู้ถือเอกสารอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลแล้ว เมื่อศาลได้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบ กระบวนการขั้นตอนไม่ชอบ มีการเสียบบัตรไม่ถูกต้อง เวลาแปรญัตติน้อยเกินไป กระบวนการเหล่านี้มีความรุนแรงเข้าข่ายมาตรา 68 เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสียงเฉียดฉิว 5 ต่อ 4 จึงไม่นำไปสู่การยุบพรรค
แต่ ส.ส., ส.ว. 312 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ยังไม่ปลอดภัย เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามีการกระทำผิดหลายมาตรามาก ซึ่งทำให้กระบวนการเข้าชื่อยื่นถอดถอน ส.ส., ส.ว ที่คุณสุเทพ (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์) ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว มีน้ำหนักขึ้นทันที เพราะวันนี้มีการชี้ชัดจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่ามีการกระทำที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ และเมื่อเรื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าเรื่องนี้มีการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต ก็อาจโดน ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลทันทีในวันนี้ต่อตัวส.ส. ส.ว. แต่ไปเปิดช่องทางกฎหมายให้มีการใช้กระบวนการอื่นๆ เช่นกระบวนการถอดถอนโดยวุฒิสภา หรือกระบวนการโดย ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป แต่ในส่วนของวุฒิสภา เมื่อ ส.ว.ส่วนหนึ่งทำผิดเองเสียแล้ว แล้วจะวินิจฉัยว่าตัวเองทำผิดได้อย่างไร เป็นกระบวนการที่แปลกประหลาด ดังนั้น ก็ต้องรอดูว่า ป.ป.ช.จะว่าอย่างไร หรือผู้ตรวจการแผ่นดินจะว่าอย่างไร หรือศาลอื่นๆ ซึ่งอาจมีผู้นำเรื่องไปยื่นฟ้องต่อศาล หรือว่าจะไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดประตูไปสู่หลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังมองไม่ออกว่าจะไปจบตรงส่วนไหน
สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป คือ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.เสียงข้างน้อยที่แพ้โหวตการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็จะไปร้องเรียนดำเนินการถอดถอน เอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเดินเกมต่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน ตั้งอนุกรรมการ และชี้มูลว่าทำผิดหรือไม่
วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่เข้าเงื่อนไขยุบพรรค แต่ผมเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่ว่านี้คือเงื่อนไขอะไร ศาลไม่ได้แยกให้ชัดว่าอะไรคือการกระทำของพรรคการเมือง อะไรไม่ใช่การกระทำของพรรคการเมือง ทำให้กระบวนการตรงนี้คลุมเครือต่อไป
ส่วนกรณีที่ว่ามีช่องทางให้นายกฯ ขอถอนร่างคืนมาหรือไม่นั้น ผมเห็นว่า ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเรื่องการถอนร่างเอาไว้ ตามรัฐธรรมนูญระบุว่า ทันทีที่มีการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ถ้าไปขอคืนมา ก็เป็นการกระทำนอกรัฐธรรมนูญ นำมาซึ่งการกระทำผิดอีก
สำหรับ ส.ส., ส.ว. 312 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้างนั้น ต้องไปดูอุณหภูมิทางการเมืองภาคประชาชนว่ายืนข้างไหน ถ้าเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ประชาชนอาจจะยอมให้ ส.ส., ส.ว.ปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป แต่ถ้าจะให้แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกคงจะยาก เพราะ ส.ส. ส.ว.ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้ออกมาแถลงก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้นายวีรพัฒน์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันให้ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตามว่า หากเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิบัติตาม แต่วันนี้เมื่อสภาเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ ก็ยังโต้เถียงกันได้ แต่เป็นการโต้เถียงที่นอกเหนือจากเรื่องกฎหมาย แต่เป็นการโต้เถียงทางการเมือง สิ่งที่จะต้องจับตาต่อไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะมีการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามมาตรา 291 ที่ค้างคาอยู่ในสภามาโหวตในวาระ 3 หรือไม่ เพราะว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่เกี่ยวกับ ส.ว. ผิด ทำไม่ได้เสียแล้ว และต้องดูมาตรา 270 รัฐธรรมนูญที่สามารถเข้าชื่อยื่นถอดถอน ส.ส., ส.ว 312 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.ว่ากระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ และก็ต้องรอดู ป.ป.ช. ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร จะวินิจฉัยต่างจากศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ในเมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรและเพียงแค่ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ซึ่งทำให้เสียงในสภาเปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะ ส.ส.เพื่อไทย ที่เสียงต้องหายไปมาก
เว้นวรรค5ปีหรือตลอดชีวิต
ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า การกระทำของ ส.ส.-ส.ว. ผู้ถูกร้องมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา คือ มาตรา 122, มาตรา 125, มาตรา 126, มาตรา 291 และมาตรา 3 คือ ใช้อำนาจที่ขัดรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการและเนื้อหาสาระ และเป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนอกวิถีทางตามรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ก็เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า นับจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
สำหรับ "การเมือง" เบื้องต้น เกิด "สุญญากาศทางการเมือง" ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันกับทุกองค์กร ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ ส.ส.-ส.ว. 300 กว่าคน จะแถลงไม่ยอมรับอำนาจศาล แต่สภาพที่เป็นอยู่เปรียบไปก็ไม่ต่างกับพระที่ต้องอาบัติถึงขั้น "ปาราชิก" ขาดจากความเป็นพระ
นับจากนี้หากเป็นขั้นตอนปกติ ก็น่าจะมีผู้ไปยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ว่า ส.ส.-ส.ว.กว่า 300 คน กระทำผิดรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเพื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอน
ถึงแม้กรณีนี้จะถือได้ว่าบรรดา ส.ส.-ส.ว.เหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ป.ป.ช.ก็คงจะไม่เข้ามาคว้าเอาเผือกร้อนไปจัดการเอง อีกทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมก็เตรียมรายชื่อเพื่อถอดถอนไว้อยู่แล้ว การปล่อยให้เกิดการร้องเรียนย่อมดีกว่าให้ ป.ป.ช.ลงไปคลุกด้วยตนเอง
แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.ระบุว่า หากมีการร้องเรียนแล้วทำการไต่สวนผู้ถูกร้องทั้งหมด ซึ่งก็คาดว่าจะใช้เวลาเป็นปี และหากพบว่ามีการกระทำความผิดใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ทางป.ป.ช.สรุปสำนวนส่งให้วุฒิสภา ในกรณีที่เข้าข่ายถอดถอนออกจากตำแหน่ง ก็ต้องส่งไปยังวุฒิสภาใช้เสียง 3 ใน 5 ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ เสียง 3 ใน 5 ไม่เคยสามารถถอดถอนใครได้ แต่คราวนี้ "เสียงข้างมาก" ได้เปลี่ยนไปแล้ว ในทันทีที่ ป.ป.ช.ชี้มูล เพราะ ส.ว.ที่ถูกชี้มูลจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้ชี้มูลในเรื่องคดีอาญา เพียงแค่ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง ขัดต่อมาตราใดบ้างเท่านั้น
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นประชาชนคนทั่วไปที่จะไปร้องขอคัดสำนวนจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วนำไปยื่นให้ ป.ป.ช.เพื่อทำการไต่สวน และชี้มูลว่ามีความผิดทางอาญาด้วยหรือไม่
มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร/ ปฏิบัติหรือละเง้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหรือไม่
ประเด็นถอดถอนนั้น หากผิดจริงก็ต้องถูกเว้นวรรค 5 ปี แต่ถ้ากรณีคดีอาญานั้น หากผิดจริง โอกาสที่นักการเมืองที่เข้าข่ายผิดคดีนี้จะได้กลับมาเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ในสภาหินอ่อน คงจะเป็นเรื่องยาก
เพราะลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 นั้น ระบุไว้ใน (6) ที่ว่าด้วยเรื่องการทุจริตต่อหน้าที่
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จะว่ากันเป็นรายๆ ไป แล้วแต่ว่าการสอบสวนจะออกมาอย่างไร แต่หากใครที่เข้าข่ายมาตรา 102 นี้ มันจะไม่ใช่แค่ "ชั่วคราว" เว้นวรรค 5 ปี หากแต่จะถูกสั่งให้ไปเลี้ยงหลานยาวไปจนตลอดชีวิต
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงได้ "เซต ซีโร่" กันสมใจ
ปมที่มาส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญ
ขัดมาตราใดบ้าง
มาตรา 122 สมาชิกรัฐสภาต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
มาตรา 123 สิ่งที่ได้ปฏิญาณต่อที่ประชุม ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
มาตรา 125 การดำเนินกิจการของสภา ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม
มาตรา 126 สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียง
มาตรา 291 ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้มีผลกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ถึงขั้นต้องสั่งยุบพรรค
มติ 6:3 ขัดมาตรา 122, 123, 125, 126 และ 291
มติ 5:4 ขัดมาตรา 68 แต่ไม่ยุบพรรค
พฤติกรรมที่ผิด มี 2 ส่วน
กระบวนการออกกฎหมาย
1.เอกสารร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา เป็นคนละฉบับกับที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะ เป็นผู้เสนอ
2.ในการลงคะแนนมีการเสียบบัตรแทนกัน
3.การกำหนดวันแปรญัตติไม่เป็นไปตามข้อบังคับ
ผิดในเนื้อหาสาระ
1.คุณสมบัติและที่มาของส.ว. ทำให้วุฒิสภาขาดความเป็นอิสระ ขัดหลักการมี 2 สภา
ผู้ที่จะตกเป็นเป้า โดนเช็กบิลต่อไป
1.เลขาธิการสภา เรื่องทำเอกสารปลอม
2.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำผิดข้อบังคับการประชุม
3.ส.ส. และ ส.ว. 312 คน ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้
4.นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทำการมิบังควร ทูลเกล้าฯ ถวายร่างกฎหมายที่มีปัญหา
...............
(หมายเหตุ : จับ312ส.ส.-ส.ว.'คอพาดเขียง' เว้นวรรค5ปีหรือตลอดชีวิต : รายงาน)



