
'มะกัน'ข่มจีนโลกต้องการผู้นำเช่นสหรัฐ
'จีน' เผยรายละเอียดการส่งทีมสู้ภัยพิบัติไปฟิลิปปินส์ ขณะที่ 'มะกัน' ฟุ้งโลกต้องการความเป็นผู้นำของสหรัฐ ด้านชาวเมืองตาโคลบัน ใช้เอทีเอ็มและน้ำประปาได้แล้ว
20 พ.ย. 56 นายหง เล่ย โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน แถลงว่า ทีมแพทย์ฉุกเฉินของรัฐบาลและทีมบรรเทาภัยพิบัติฉุกเฉินของกาชาดจีน จะเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 4 พันคน ขณะที่กองทัพเรือ ก็เตรียมส่งเรือพร้อมทีมแพทย์ไปด้วยเช่นกัน แต่นายเล่ย บอกว่า ทีมแพทย์ชุดแรกของกาชาด ได้ออกเดินทางในวันนี้
ด้านวุฒิสมาชิกมาร์โก รูบิโอ ของพรรครีพับลีกันจากรัฐฟลอริดา ของสหรัฐ ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยหน้า ได้พูดในเชิงกดดันจีน ที่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์มากนัก และข่มทับว่า การบรรเทาทุกข์ในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า โลกต้องการความเป็นผู้นำของสหรัฐ (the relief effort showed the need for US leadership in the world)
ตอนแรก จีนเสนอให้ความช่วยเหลือแก่ฟิลิปปินส์เพียง 1 แสนดอลลาร์ และแม้ว่าจะเพิ่มให้ภายหลังเป็น 1 ล้าน 8 แสนดอลลาร์ แต่ก็ยังไม่เท่าญี่ปุ่น ที่บริจาคความช่วยเหลือมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ และสหรัฐที่ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับฟิลิปปินส์ ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการส่งนาวิกโยธินไปลงพื้นที่ประสบภัยอีก 1 พันนาย
นายรูบิโอ แถลงต่อวุฒิสภาว่า นี่เป็นตัวอย่างของนโยบายต่างประเทศ ในแบบที่เรียกว่า "เดินรถทางเดียว" ซึ่งเมื่อเวลาเกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรม จีนได้ให้ความช่วยเหลือน้อยกว่าที่คาดหวัง ไม่เหมือนกับสหรัฐ ที่พักเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเอาไว้ก่อน และหันไปทุ่มเทกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่น กรณีที่เกิดแผ่นดินไหวในปากีสถาน เมื่อปี 2548 และภัยพิบัติที่เฮติ เมื่อปี 2553
แม้ว่านายรูบิโอ จะกล่าวชื่นชมที่เพิ่มความช่วยเหลือให้ฟิลิปปินส์ แต่เขาก็บอกว่า พายุไห่เยี่ยนเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า บทบาทที่แข็งแกร่งของสหรัฐยังเป็นที่ต้องการของโลก ซึ่งถ้าโลกปราศจากสหรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง การรับมือกับเรื่องต่างๆ ก็คงจะไม่มีให้เห็นแบบนี้
สก็อต เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ได้แถลงต่อวุฒิสภาเช่นกัน แต่ไม่ได้พาดพิงถึงจีน เพียงแต่กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ของสหรัฐ เป็นที่ประจักษ์ทั้งในฟิลิปปินส์ และทั่วเอเชีย ซึ่งประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก
ชาวเมืองตาโคลบัน ใช้เอทีเอ็ม และน้ำประปาได้แล้ว
การช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยพายุไห่เยี่ยนของฟิลิปปินส์มีความคืบหน้าอีกขั้น เมื่อประชาชนในเมืองตาโคลบันสามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม และระบบประปาใช้การได้แล้ว แต่คาดว่าผลผลิตข้าวของประเทศจะลดลง 9 แสนตัน
ชาวเมืองตาโคลบันเข้าแถวรอยาวเหยียดที่ด้านนอกธนาคารแห่งหนึ่งวันนี้เพื่อรอกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หลังธนาคารเริ่มให้บริการเอทีเอ็มเมื่อวานเป็นวันแรก นับจากพายุพัดถล่มเมื่อ 8 พ.ย.โดยมีตำรวจเฝ้าคุมเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ชาวบ้านบางคนเดินทางมาจากเมืองใกล้เคียงเพื่อใช้บริการด้วย ปัจจุบันมีตู้เอทีเอ็มเพียง 2 ตู้จาก 10 ตู้ที่ใช้การได้ ชาวบ้านหลายคนดีใจเมื่อมีเงินสดในมือทำให้สามารถเริ่มใช้ชีวิตแบบปกติได้บ้าง เพราะร้านค้าเริ่มเปิดแล้ว จะได้มีเงินจับจ่ายซื้อของจำเป็น
นอกจากนี้อีกหนึ่งข่าวดีของชาวเมืองตาโคลบัน คือ ระบบประปาเริ่มใช้การได้ หลังได้รับความเสียหายจากพายุ โดยเจ้าหน้าที่บรรทาทุกข์ขององค์กรกุศลออกซ์แฟมช่วยซ่อมแซมระบบประปาให้ใช้การได้ และตรวจสอบคุณภาพเพื่อบำบัดให้สะอาดปลอดภัย รวมทั้งจะติดตั้งก็อกน้ำเพิ่ม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาด นอกจากนี้กองทุนยูนิเฟซลำเลียงน้ำและอุปกรณ์สุขอนามัยเข้าไปถึงตาโคลบันแล้วเช่นกัน ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาโรคระบาดที่เกิดจากการขาดระบบสุขอนามัยและน้ำปนเปื้อน และออกซ์แฟมได้จ้างคนงานท้องถิ่นขุดหลุมเพื่อฝังกลบสิ่งปฏิกูลและติดตั้งห้องสุขาสาธารณะด้วย
แต่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ประเมินว่า พายุไห่เยี่ยนจะทำให้ปริมาณการผลิตข้าวลดลง 9 แสนตันในปีนี้เหลือเพียง 18 ล้านตันจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 18 ล้าน 9 แสนตัน โดยพื้นที่เสียหายจากพายุเป็นแหล่งที่ผลิตข้าวได้มากถึง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ และจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือชาวนาได้เพาะปลูกใหม่ก่อนหมดฤดู
ขณะเดียวกันทางการฟิลิปปินส์เตรียมนำเข้าข้าวราว 5 แสนตันจากชาติเพื่อนบ้านอย่างเร็วก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอบริโภค เพราะข้าวในสต็อกจะต้องถูกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนี้
หายนะจากภัยพิบัติ อาจไม่กระทบตัวเลขการเติบโตมากนัก
ความเสียหายจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ในพื้นที่ภาคกลางของฟิลิปปินส์ เป็นหายนะร้ายแรงต่อมนุษย์ แต่นักวิเคราะห์ มองว่า ผบกระทบต่อหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดของเอเชียแห่งนี้ จะสร้างความทุกข์ยากให้ฟิลิปปินส์น้อยกว่าที่คาด
เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยขยายขึ้นเป็น 7.6 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อันแสดงถึงการฟื้นตัวอันโดดเด่นของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า ยากที่จะพลิกฟื้นได้ // รัฐบาลได้ตั้งเป้าตัวเลข GDP ไว้ที่ระหว่าง 0.6-0.7 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ แต่ตอนนี้ จำเป็นต้องมาตั้งต้นกันใหม่หลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากพายุ
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่คุ้นชินกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่พายุไห่เยี่ยนได้ชื่อว่า มีความรุนแรงมากที่สุดในบรรดาพายุที่พัดขึ้นฝั่งของฟิลิปปินส์ ประชาชนมากกว่า 4,000 คน ต้องสังเวยชีวิต และอีก 4.4 ล้านคน ไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งจำนวนเหล่านี้ มากกว่าเมื่อครั้งที่เกิดสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2551 ถึง 2 เท่า
องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ระบุว่า แรงงานประมาณ 5 บ้านคน หรือเท่ากับจำนวนประชากรในประเทศนอร์เวย์ ต้องเผชิญสภาพชีวิตประจำวันถูกทำลายชั่วคราวหรือโดยถาวร ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวัดความเสี่ยงต่างๆ เช่น แอร์ เวิลด์ไวด์ ได้คาดการณ์ว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ จะอยู่ที่ 6,500 - 15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าประเมินด้านเศรษศาสตร์มหภาพ จะเป็นว่า ความเสียหายจากพายุไห่เยี่ยน ยังเบากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเส้นทางพายุอยู่ในภูมิภาคยากจน ไม่ใช่บริเวณที่เป็นฐานการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม ขณะที่บริษัทเครดิต สวิสส์ มองว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดของ GDP หรือ แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเติบโตของปีนี้ และแม้ว่า ผลิตผลด้านการเกษตรที่ใช้ในการส่งออกจะได้รับผลกระทบ แต่ก็ไม่ใช่ภาพรวมของการส่งออกทั้งหมด
สิ่งที่น่าวิตก มีเพียงการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ที่จะทำให้ข้าวราคาสูงขึ้น แต่น่าจะเป็นแค่ระยะสั้น โดยเฉพาะถ้ามีข้าวเพียงพอสำหรับการทำนาในช่วงฤดูทำนาระหว่างเดือนธันวาคม ถึงเดือนมกราคม ซึ่งทางธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ได้เตรียมนโยบายการเงินไว้รับมือในกรณีเกิดเงินเฟ้อ แต่ก็ยืนยันว่า เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปอย่างได้ผล
------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)



