ข่าว

คลังขายพันธบัตรออมทรัพย์เร็วขึ้นคาดเริ่มกลางเดือน ก.ค.-เปิดให้ผู้สูงอายุก่อน 3 วัน

คลังขายพันธบัตรออมทรัพย์เร็วขึ้นคาดเริ่มกลางเดือน ก.ค.-เปิดให้ผู้สูงอายุก่อน 3 วัน

17 มิ.ย. 2552

สบน.เล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 3 หมื่นล้านบาทเร็วขึ้น คาดเริ่มได้กลางเดือนกรกฎาคมนี้ เคาะดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 3.3% ก่อนไต่ขึ้นไปปีสุดท้ายอยู่ราว 5% หลังแบงก์พาณิชย์เริ่มขยับดอกเบี้ยเงินฝาก เปิดให้ผู้สูงอายุซื้อก่อนประชาชนทั่วไป 3 วัน

 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.เตรียมแผนจะกู้เงินภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ทันทีวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท หลังจากที่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่านสภาผู้แทนราษฎร โดยเงินกู้ดังกล่าวจะนำมาใช้ 2 ด้าน คือ วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท ใช้ชดเชยการขาดดุลการคลัง ส่วนวงเงินอีก 3 หมื่นล้านบาท จะนำมาใช้เพื่อตามโครงการไทยเข้มแข็งหรือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางตามนโยบายของรัฐบาล

 "คงจะสามารถกู้เงินได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม โดยจะเป็นการออกพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท และจะเปิดให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปซื้อก่อนประชาชนทั่วไป 3 วัน กำหนดเพดานการซื้อที่ไม่เกิน 2-10 ล้านบาทต่อราย เพื่อกระจายให้ทั่วถึงทั้งประเทศ แต่หากความต้องการพันธบัตรมีมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท จะพิจารณาเปิดวงเงินเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนสามารถออมทรัพย์ในอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างทั่วถึง ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.3% แต่หากถึงวันกำหนดออกพันธบัตรออมทรัพย์จริง อัตราดอกเบี้ยอาจเพิ่มสูงขึ้นเพราะขณะนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นเห็นได้จากธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอย่างต่อเนื่อง" นายพงษ์ภาณุ กล่าว

 สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะเป็นแบบขั้นบันได โดย 2 ปีแรกจะคงที่ เบื้องต้นเริ่มต้นที่ 3.3% จากนั้นจะปรับขึ้นปีละ 0.5% ไปจนถึงปีที่ 5 ซึ่งรับประกันไว้ว่าดอกเบี้ยจะสูงถึง 5% แน่นอน และจะทำให้ผู้สูงอายุที่ต้องการดอกเบี้ยเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้รับผลตอบแทนที่ดี ส่วนวิธีการจัดจำหน่ายจะเปิดให้ธนาคารที่มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 400 สาขาเข้ามาประมูล โดยจะเลือกธนาคารที่เสนอค่าบริหารจัดการต่ำอย่างน้อย 2 ธนาคาร

 นายพงษ์ภาณุ กล่าวต่อว่า การกู้เงินในส่วนที่เหลือรวมถึง พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทด้วยนั้น ในไตรมาส 4 ของปีนี้จะกู้ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยเงินคงคลังเพิ่มเติม ส่วนการกู้เพื่อใช้ตามโครงการไทยเข้มแข็งจะกู้ไตรมาสละ 5 หมื่นล้านบาทไปจนจบอายุของ พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินฉุกเฉินในเดือนธันวาคม 2553 โดยรูปแบบการกู้จะมีทั้งที่ให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาประมูลซื้อพันธบัตรรัฐบาล กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์โดยตรง ซึ่งรูปแบบนี้จะเหมาะกับการลงทุนตามโครงการไทยเข้มแข็งเนื่องจากมีโครงการจำนวนมากถึง 6,000 โครงการ
 "การที่สภาผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเหมาะสมกับฐานะการคลังในขณะนี้มาก เนื่องจากหากไม่ผ่านใน 1-2 เดือนนี้ รัฐอาจไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการและค่าน้ำค่าไฟสำนักงานแน่" นายพงษ์ภาณุ กล่าว