
รัฐอัดเงินลงทุน 2.3 แสนล้านส.ค.นี้นายกฯเชื่อดันจีดีพีไตรมาส4บวก-ขายพันธบัตรกลางก.ค.
รัฐเตรียมอัดงบก้อนแรก 2.3 แสนล้านจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ผ่านโครงการลงทุนในเดือนสิงหาคมนี้ หนุนเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายเป็นบวก สบน.เร่งออกพันธบัตรออมทรัพย์ 3 หมื่นล้านกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ให้สิทธิ์ผู้สูงอายุซื้อก่อน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 4 แสนล้านบาทผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว กระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรงวดแรกจำนวน 3 หมื่นล้านบาท คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มใช้จ่ายเพื่อลงทุนโครงการต่างๆ ได้ในเดือนสิงหาคม เพื่อจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายเป็นบวก ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถอัดฉีดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้มาก
"การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ จะมีคณะกรรมการติดตามกำกับการใช้จ่ายเงิน ที่มีนายพนัส สิมะเสถียร ประธานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เป็นประธาน ติดตามการใช้จ่าย โดยจะเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ให้ประชาชนทราบ รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะนำเงินกู้จาก พ.ร.ก.จำนวน 235,820 ล้านบาท มาลงทุนในโครงการต่างๆ ที่มีความพร้อมใน 13 สาขา" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการลงทุนที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งยังเหลือเงินสำรองที่ส่วนราชการต่างๆ จะเสนอโครงการมาให้คณะกรรมการฯ พิจารณา เพื่อขอใช้งบได้อีก 1 แสนล้านบาท โดยได้เปิดช่องไว้ตั้งแต่แรกว่าพร้อมที่จะพิจารณาโครงการที่เหมาะสมเพิ่มเติมจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
ทั้งนี้ กรอบวงเงินในพ.ร.ก.กู้เงินฯ แบ่งวงเงินเป็น 2 ส่วน คือ วงเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยเงินคงคลัง ไม่เกิน 2 แสนล้านบาท ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเงิน แต่จะนำมาชดเชยเงินคงคลังเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ รายได้ของรัฐจะต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ แต่หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล ถือเป็นข่าวดี เพราะรัฐบาลจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น
ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.เตรียมแผนจะกู้เงินภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ทันทีวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท หลังจากที่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่านสภาฯ โดยเงินกู้ดังกล่าวจะนำมาใช้ 2 ด้าน คือ วงเงิน 1.2 แสนล้านใช้ชดเชยการขาดดุลการคลัง ส่วนวงเงินอีก 3 หมื่นล้านบาทจะนำมาใช้ เพื่อตามโครงการไทยเข้มแข็งหรือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางตามนโยบายของรัฐบาล
"คงจะสามารถกู้เงินได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม โดยจะเป็นการออกพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท และจะเปิดให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปซื้อก่อนประชาชนทั่วไป 3 วัน กำหนดเพดานการซื้อที่ไม่เกิน 2-10 ล้านบาทต่อราย เพื่อกระจายให้ทั่วถึงทั้งประเทศ" นายพงษ์ภาณุกล่าว



