ข่าว

'ชัยอนันต์'อัด'ปู'ไร้ปัญญาโดนเชิด!

'ชัยอนันต์'อัด'ปู'ไร้ปัญญาโดนเชิด!

19 พ.ย. 2556

'ชัยอนันต์' ระบุวิกฤติประเทศเกิดจาก 'นายกฯ' ไร้ปัญญาโดนเชิด ประชานิยมบ่อเกิดทุจริตโครงการใหญ่ เผด็จการประชาธิปไตยออกกฎหมายเกิดมวลชนชุมนุมต้าน

 

                            19 พ.ย. 56  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานสถาบันนโยบายศึกษา กล่าวปาฐกถาพิเศษ "ชัยอนันต์พูดวิกฤติประเทศไทย" ระบุว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่เรามีการเรียกร้องทางการเมืองให้ดีขึ้นนั้น ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ มา ที่จะเป็นการประท้วงในเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือเผด็จการทหาร ทั้งๆ ที่ในครั้งนี้ เรามีรัฐธรรมนูญ และระบบรัฐสภาอยู่แล้ว แต่ที่คาดไม่ถึง คือ การประท้วงในครั้งนี้มีคนออกมาประท้วงรัฐบาลมากมาย และไม่ได้เป็นไปในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว ผู้คนที่เข้ามาชุมนุมมีทั้งหลากหลายวิชาชีพ แต่ออกมาชุมนุมไม่ได้เป็นเพราะระบบ แต่ออกมาเนื่องจาก ส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนนั้น ออกกฎหมายที่กระทบ และขัดต่อความรู้สึกของประชาชน จึงถือเป็นวิกฤติทางการเมือง และระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก

                            "เราจึงต้องหันกลับมาคิดว่า ระบบการเมืองที่เป็นกันอยู่เวลานี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะคิดแต่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ในการเลือกตั้งก็ไม่สามารถขจัดเรื่องเงินซื้อเสียงได้ แล้วจะพูดถึงการปฏิรูปได้อย่างไร ซึ่งในเรื่องที่มีการออกมาชุมนุมนี้ ยังจะเห็นได้ว่าความชอบธรรมของรัฐบาลลดต่ำลง ดูได้จากการที่รัฐบาลประกาศว่า ถ้าผ่านไป 180 วัน ก็จะไม่มีร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้ว แต่ประชาชนเองก็ยังมีการชุมนุมอยู่ต่อไป"

                            ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้กลายเป็นว่า กลไกของประชาธิปไตยนั้นกลายเป็นกลไกเผด็จการ อำนาจบริหารสามารถลุกล้ำอำนาจนิติบัญญัติ สังเกตได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่มีการแก้ไขเพื่อให้อำนาจบริหารทำงานได้สะดวกมากขึ้น แต่ไม่มีการให้อำนาจนิติบัญญัติตรวจสอบอีกชั้น ซึ่งในนานาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นมีกัน

                            "ถ้าเป็นสมัยก่อนมีวิกฤติประเทศ คนจะหวังพึ่งทหารรัฐประหาร แต่ปัจจุบันคนกลับหันมาพึ่งศาล หรือที่เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์"

                            ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าวต่อว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์มีการออกไปต่อสู้นอกสภานั้น เข้าใจว่าเพราะเหลืออด ซึ่งปรกติการตั้งมวลชนของพรรคการเมือง แม้จะอ้างว่าไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการเมือง แต่จริงๆ แล้ว ก็คือการเมือง แต่ในการชุมนุมครั้งนี้ ที่มีประชาชนออกมาร่วมจำนวนมาก และเป็นผู้ขับเคลื่อน เพราะแสดงถึงความสิ้นหวังต่อ ส.ส.รัฐบาลที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิง แต่กลับกระทำการออกกฎหมายเพื่อคนเพียงกลุ่มเดียว และยกโทษความผิดให้แก่คนที่เคยเผาบ้านเมือง วิกฤติทางการเมืองไทยในตอนนี้ มันไม่ใช่แค่การขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นความแตกแยกของสังคม แบ่งเป็นสองขั้ว คือ พวกที่สนับสนุนและต่อต้านบุคคล การเมืองในปัจจุบันเป็นการเมืองด้านลบ และใช้ความรุนแรง มีลักษณะแบบการจัดตั้ง คือกลุ่มหนึ่งมีพวกที่เต็มใจออกมาชุมนุมเอง กับอีกกลุ่มที่มีการจัดตั้งมาอยู่แล้วเพื่อการนี้ เป็นหมู่บ้านมีธงของตัวเอง มีกองวิทยุสื่อสาร

                            ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าวว่า และวิกฤติอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือวิกฤติทางจิตวิญญาณ มีการปลุกระดมให้เป็นปฏิปักษ์ต่อประมุขของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมานั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการสั่นคลอนต่อความจงรักภักดี ซึ่งประมุขของรัฐถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมานาน เมื่อก่อนอาจมีบ้างที่มีการชูชาตินิยมแต่ก็ยังไม่สำคัญกว่าความจงรักภักดีต่อองค์ประมุขของชาติ ซึ่งถือว่าวิกฤตินี้น่ากลัวมาก อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือวิกฤติทางผู้นำซึ่งความจริงแล้วไม่ควรจะมีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะผู้นำนั้นมาจากการเลือกตั้ง แต่วิกฤติครั้งนี้เกิดจากไม่มีครั้งใดที่เราจะมีผู้นำที่มีปัญญาน้อยที่สุด และถูกชี้นำจากจากผู้อื่นจนไม่สามารถบริหารนโยบายเป็นตัวของตัวเองได้ภาวะผู้นำจึงการเป็นภาวะที่ไม่มีเบรก ไม่สามารถหยุดการชี้นำสั่งการจากผู้อื่นได้

                            "บทบาทผู้นำของประเทศเราไม่มีอะไรมากนอกจากทัวร์ต่างประเทศ ที่ผ่านมาไม่เคยออกมาแสดงวิสัยทัศน์ใดๆ สักครั้ง"

                            ในรัฐบาลชุดนี้ยังมีการดำเนินนโยบายประชานิยมแบบสุดกู่ อย่างเช่น จำนำข้าว ซึ่งความจริงแล้วนโยบายหรือโครงการจำนำนั้นไม่ได้ผิดอะไร แต่ในการปฏิบัติแล้วกลับมีการให้ราคาที่สูงจึงเป็นการจำนำที่ไม่มีการมาไถ่ถอนคืน การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้จะทำให้เกิดภาวะปัญหาเศรษฐกิจและการคลังแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะการใช้งบประมาณแผ่นดินจะเป็นไปแบบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและส่วนตัว อย่างเช่นจะมีการตั้งโครงการขนาดใหญ่เพื่อหาเงิน มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการใหญ่ๆ โดยที่ไม่มีการควบคุมอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง แต่ก่อนนักการเมืองอย่างมากก็กินงบประมาณ แต่เดี๋ยวนี้มีการกินที่สลับซับซ้อนมากขึ้นจากโครงการดังที่กล่าวมานี้

                            ศ.ดร.ชัยอนันต์ ยังกล่าวถึงกระบวนการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศว่า เรื่องที่เราควรจะทบทวนคือตัวแบบระบบการปกครองว่าเหมาะสมว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรซึ่งมีคนออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้น้อย แต่ไม่ใช่บอกว่าให้เปลี่ยนแปลงระบบแต่ต้องมีการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งควรมีตั้งแต่ระดับเล็กขยายไปยังระดับจังหวัด คือ 1. เราต้องป้องกันการซื้อสิทธิซื้อเสียง 2. และเมื่อเลือกตั้งได้ผู้แทนแล้วต้องป้องกันการไปหาผลประโยชน์ แต่บางครั้งเราก็มองว่าการเลือกตั้งจะดีหมดจนมองถึงการการแก้เรื่องที่ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง ทั้งที่เมื่อถามว่าดีไหมก็ดีพอสมควร แต่ทุกวันนี้ก็มี 40 ส.ว.ที่เป็นตัวของตัวเองและคอยช่วยเหลือประชาชน

                            ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าวว่า และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือการให้การศึกษาแก่ประชาชนซึ่งไม่ได้หมายถึงการศึกษาอย่างเป็นทางการ ประชาชนไทยมีการศึกษาต่ำ ที่พูดในที่นี้คือการศึกษาทางการเมือง หรือประชาชนมีจิตสำนึกทางการเมืองต่ำ จิตสาธารณะน้อย ฉะนั้นการที่จะฝ่าวิกฤติในครั้งนี้เราต้องร่วมกันคิดและเรื่องประชานิยมสุดขั้วที่เราต้องป้องกันซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลต้องออกซึ่งประชานิยมสามารถมีได้เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ทุกครั้งกลับมีนักการเมืองได้ประโยชน์จากตรงนี้เสมอ

                            "วิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำความเป็นธรรมทิศทางแก้ต้องไม่ใช่ประชานิยมสูดกู่ แต่อาจเป็นประชานิยมอ่อนๆ ได้ ทุกวันนี้ยังมองไม่ออก เราต้องมาช่วยกันคิดว่าระบบมีข้อบกพร่องตรงไหน และช่วยแก้ไขต่อไป"