ข่าว

อภิปรายพรบ.กู้เงิน(4):“อดีตรมว.คมนาคม”ถล่มรถเมล์4พันคัน

อภิปรายพรบ.กู้เงิน(4):“อดีตรมว.คมนาคม”ถล่มรถเมล์4พันคัน

16 มิ.ย. 2552

ประชุมสภาเดือด “อดีตรมว.คมนาคม”ถล่มรถเมล์4พันคันแถมรถไฟฟ้าสายสีม่วง ด้าน “โสภณ”โต้พร้อมรับผิดชอบลาออก โวยไม่มีใครโง่ยอมจ่ายเงินก่อนทำทีโออาร์ พท.ใช้ไม้เด็ดเสนอส.ส.ปชป.ปราจีนฯ ชำแหละรบ.ด้วย

 (16มิ.ย.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงค่ำได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะโครงการเช่ารถมล์เอ็นจีวีว่า สมัยนั้นนายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตรมช.คมนาคมพยายามจะใช้วิธีการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีเพื่อการฟื้นฟูหนี้สินที่มี 6 - 7 หมื่นล้านบาท แต่คิดว่าการเช่าอาจจะเป็นปัญหา และก่อนหน้านี้ขสมก.ก็ได้หารือกับสภาพัฒน์จนตกลงกันว่าควรจะใช้วิธีการเช่า ซึ่งราคาตอนนั้นต่ำมาก ตอนนั้นตนก็ยังไม่เห็นด้วยแต่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูขสมก. เมื่อความเห็นไม่ตรงกันก็นำเรื่องนั้นครม.เพื่อชี้ขาดและครม.ก็ส่งให้สภาพัฒน์พิจารณาให้รอบคอบและตั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ เป็นประธานฯ หลังจากนั้นสภาพัฒน์ก็ได้เสนอให้เช่ารถเอ็นจีวีดีกว่าซื้อ

 “ระหว่างการพิจารณาของกรรมการจากสภาพัฒน์ฯ และพล.ต.สนั่นก็ได้รับคำร้องเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการต่อรถบ้านโป่ง จ.ราชบุรีหรืออู่ต่อรถ จ.นครราชสีมาว่า มีคนจากหน่วยงานรัฐไปเรียกเงินทองคันละ 1 ล้านบาท เขาจึงต่อรองว่าขอเป็น 5 แสนบาทต่อคันได้ไหม ผมก็ถามว่าใครเป็นผู้เรียกร้องและขอให้เชิญมาคุย แต่เขาไม่กล้าบอก เพราะกลัวจะเดือดร้อน แต่รัฐบาลชุดนี้ก็นำเรื่องรถเอ็นจีวีก็เข้าครม.อีกและผมก็รู้สึกชื่นชมนายอภิสิทธิ์ที่ส่งเรื่องกลับไปให้สภาพัฒน์พิจารณาอีก แสดงว่าท่านเห็นความไม่ชอบมาพากลแล้ว แต่ผมก็อยากจะบอกว่าสภาพัฒน์เป็นต้นเรื่องนี้มาตลอด และขณะนี้สภาพัฒน์ฯ ก็ไปเป็นประธานการบินไทย หรือเป็นกรรมการอีกมากมาย ผมไม่ทราบว่ามีผลประโยชน์หรือทับซ้อนกันหรือเปล่า เพราะการพิจารณาทุกครั้งสภาพัฒน์ก็ส่งกลับมาเช่าดีกว่าซื้อทุกครั้ง”นายสันติ กล่าวและว่า

 ทั้งนี้เห็นว่าการเช่าหรือซื้อรถเอ็นจีวีจะเป็นภาระให้กับรัฐบาล โดยสำนักงบฯ ก็แย้งมาโดยตลอด ซึ่งโครงการรถเอ็นจีวีมีทางออกอื่นอีกหลายทางที่ไม่ใช่การเช่าหรือซื้อ ถ้าเดินหน้าต่อไปก็จะเป็นปัญหาให้รัฐบาลและจะกระทบกับพรก.กู้เงินที่เกรงว่าจะสร้างปัญหาตามอีกมากมาย

 นายสันติ กล่าวอีกว่า สำหรับการจะนำเงินจากพรบ.กู้เงินเพื่อมาใช้ในโครงการรถไฟสายสีม่วงนั้นต้องขอบอกว่าความจริงเงินกู้สำหรับโครงการนั้นเพียงพออยู่แล้ว แต่เกิดความไม่ชอบมาพากลในโครงการ เพราะมีงบประมาณในสัญญาแรกเป็นเงิน 1.16 หมื่นล้านบาท ผู้รับเหมาได้เสนอโครงการเข้ามากดดันบอร์ดค่อนข้างมาก และมีการเสนอโครงเข้ามามากกว่าควรที่จะเป็นแต่ก็ได้รับการอนุมัติ โดยเรื่องนี้ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์รู้เรื่องดี และสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้เปิดซองที่สองแล้ว ความจริงเงินเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ พรบ.กู้เงิน แต่โครงการที่เขียนไว้จะเอาไปโป๊ะโครงการที่มีความไม่ชอบมาพากลนี้

 อดีตรมว.คมนาคม ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าการจะปรับปรุงก่อสร้างสนามสุวรรณภูมิเฟส 3 โดยนำเงินมาจากพรบ.กู้เงินนี้ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่ควร เพราะความจริงหากบริหารสนามบินให้ดีก็มีเงินเหลือสร้างรันเวย์และสนามบินเฟส 3 โดยระหว่างตนเป็นรัฐมนตรีก็พบความไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะการเช่าพื้นที่ดิวตี้ฟรี โดยมีจำนวนร้านค้า 22,000 ตรม.แต่มีผู้เช่าใช้พื้นที่เกินเป็น 27,000 ตรม.ซ้ำร้ายพื้นที่ดิวตี้ฟรีก็มีผู้เช่าเกินไปกว่า 5,000 ตรม. ทำให้สูญเสียรายได้ขั้นต่ำ 4,500 ล้านบาท ดังนั้นเช่าพื้นที่ไป 4 ปีก็ทำให้เสียประโยชน์ไปหลายพันล้านบาท ซึ่งตรงนี้สามารถนำก่อสร้างสนามบินโดยไม่ต้องใช้พรบ.กู้เงิน 4แสนล้านบาทให้เป็นภาระลูกหลาน

 หลังจากนั้นนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวชี้แจงด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดว่าว่าไม่มีการทุจริตในการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน และคงไม่มีผู้ใครยอมโง่จ่ายเงินให้ก่อนที่จะมีการทำทีโออาร์ เพราะขณะนี้โครงนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติแต่อย่างใด ซึ่งหากมันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงตนก็พร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่หากไม่จริงคนที่กล่าวหาตนเรื่องนี้พร้อมลาออกหรือไม่ และต้องพิสูจน์กัน และตนก็ยืนยันว่าไม่กลัวการเสียหน้าหากประเทศได้ประโยชน์

 จากนั้นปรากฎว่าฝ่ายค้านได้มีการเสนอชื่อนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นอภิปรายในส่วนของฝ่ายค้าน แต่พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ไม่อนุญาตให้อภิปราย จึงทำให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นประท้วงในฐานะประธานในที่ประชุม เนื่องจากพ.อ.อภิวันท์ ที่ไม่อนุญาตให้นายเกียรติกรขึ้นอภิปราย โดยพ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เพราะตามมารยาทแล้ว ส.ส.พรรครัฐบาลจะไม่ลุกขึ้นอภิปรายร่างพ.ร.บ.ที่รัฐบาลเสนอ และเรื่องนี้วิปทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้หารือกันแล้ว ดังนั้นขอให้ตกลงกันเองว่าจะให้อภิปรายหรือไม่

 จึงทำให้นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงประธานทันทีว่า สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้ และประธานก็ต้องเป็นผู้ตัดสินใจ และแม้จะมีการตกลงกันในวิปแล้ว แต่ข้อบังคับก็ใหญ่กว่าข้อตกลง อย่างไรก็ตามได้มีการโต้เถียงกันจนทำให้นายสุนัยถึงกับชี้นิ้วไปที่ประธานในที่ประชุม จนทำให้พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า อย่ามาชี้หน้าตน แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายได้อนุญาตให้นายเกียรติกรอภิปรายเป็นเวลา 20 นาที