
'9อดีตส.ส.ร.40'ป้องแก้ที่มาส.ว.ไม่ขัดกม.
'9 อดีตสสร.40' ส่งจดหมายเปิดผนึก ถึง 9 ตลก.รธน. ยันรัฐสภาแก้ที่มาส.ว.ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ด้าน'เฉลิม'ฟันธงแก้ที่มาสว.ไม่ขัดรธน.
18 พ.ย.56 9 ส.ส.ร.ปี 40 นำโดยนายบุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) อดีตส.ส.ร.ปี 40 ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลกระทำการตาม มาตรา 68 และไม่ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือได้อำนาจในการปกครองโดยวิธีการอื่น ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยนายบุญเลิศ กล่าวว่า พวกตนในฐานะผู้ร่าง ส.ส.ร.ปี 40 นำมาตรา 63 มาใส่ไว้ทั้งหมด ดังนั้นการวินิจฉัยตีความของศาลรัฐธรรมนูญต้องเคารพเจตนารมณ์ของส.ส.ร.ปี 40 ยืนยันว่า การแก้ไขที่มาของ ส.ว.ไม่ได้เข้าเงื่อนไข และไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครองใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 40 เคยบัญญัติให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.มาแล้วไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครองตรงไหน อีกทั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา
ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คนได้แก่ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายอนุรักษ์ มาประณีต นายสุพจน์ ไข่มุกต์ มีส่วนได้ส่วนเสียเพราะเคยร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ดังนั้น ควรถอนตัวไม่ร่วมวินิจฉัย รวมทั้งนายทวีเกียรติ มีนะกษิษฐ ที่เพิ่งจะเป็นตุลาการก็ไม่ควรร่วมวินิจฉัยในประเด็นนี้ ทั้งนี้ พวกเราอดีต ส.ส.ร.ปี 40 ทั้ง 9 คน ขอส่งสาส์น มายังศาลรัฐธรรมนูญขอให้ใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบ อย่าวินิจฉัยขัดต่อเจตนารมณ์ แห่งบทบัญญัติและสร้างปัญหาวิกฤติให้กับบ้านเมือง จนกลายเป็นมิคสัญญี จากผลกระทบที่ตามมาจากคำวินิจฉัย
สำหรับรายชื่อ 9 อดีตส.ส.ร.ปี 40 ได้แก่ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.ร.เชียงใหม่ พร.ประชุม ทองมี ส.ส.ร.นครปฐม นายวรพจน์ วงศ์สง่า ส.ส.ร.สกลนคร นายบุญเลิศ คชายุทธเดช ส.ส.ร.นนทบุรี นายธงชาติ รัตนวิชา ส.ส.ร.นครศรีธรรมราช นายสุทธินันท์ จันทระ ส.ส.ร.ชุมพร นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ส.ส.ร.เพชรบูรณ์ ร.ต.อำนวย ไทยานนท์ ส.ส.ร.ประจวบคีรีขันธ์ และนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส.ร.ฉะเชิงเทรา
"เฉลิม"ฟันธงแก้ที่มาสว.ไม่ขัดรธน.ชี้หากถูกตัดสินยุบพรรค"รัฐบาล"ยังอยู่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายธีรัตน์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร. นายพิชิต ชื่นบาน ทีมกฎหมายของพรรคพท. และนายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองกรณีที่ศาลธรรมรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยการแก้ไขประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เข้าข่ายล้มการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หรือกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 1 หรือไม่
หลังจากนั้นเวลา 14.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม แถลงว่า ขอวิเคราะห์ว่าการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. เรื่องการแก้ไขที่มาของส.ว.จะไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากประเด็นที่ 1.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้เสนอญัตติกับร่างที่บรรจุในระเบียบวาระการประชุมไม่ตรงกัน โดยเกินมา 1 มาตรา เป็นความผิดพลาดทางธุรการเท่านั้นไม่ถึงขนาดล้มล้างการปกครอง ประเด็นที่ 2.การที่มีข่าวว่า ส.ส.เพื่อไทยเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันเป็นกฎเกณฑ์ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาฯ ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งไม่มีต่อผลการลงมติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ 3.การเสนอแก้ไขที่มาของ ส.ว.ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ไต่สวน เพราะเป็นข้อกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ทันที โดยไม่ต้องไปถามความเห็นบุคคลอื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส.ส. ส.ว.และประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง 5 หมื่นรายชื่อมีสิทธิยื่นขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ประเด็นที่ 4.จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ร่วมลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและตน
“ที่ผมแถลงวันนี้ไม่ใช่การกดดันศาล แต่แถลงในฐานะดอกเตอร์กฎหมายของเมืองไทย เพราะกฎหมายศาลไม่ได้อยู่แล้ว ผมจะไปกดดันศาลได้อย่างไร จะเอาอะไรไปกดดันศาล แต่ถ้าพิจารณาในทางที่เลวร้ายที่สุดกรณีที่ศาลตัดสินให้มีการยุบพรรค สมาชิกที่เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี แต่ผมกับนายกรัฐมนตรียังอยู่ เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค และไม่ได้ร่วมลงรายชื่อขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ นายกฯและผมก็แค่หาพรรคใหม่สังกัด รัฐบาลก็ยังอยู่ ผมขอกราบกลางดวงใจท่านตุลาการศาลธรรมนูญเมตตาผมเถอะครับ ถ้าเห็นว่าผมไม่ชั่ว พรรคเพื่อไทยก็ไม่ชั่ว ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีขอฟันธงว่า ศาลจะตัดสินใจเรื่อง มาตรา 68 วรรคแรก ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะงานนี้ไม่มีออกกลาง มีแต่หัวกับก้อยก็ขอให้ฝ่ายตรงข้ามไปสวดมนต์ เพราะผมกับนายกฯยังอยู่ ผมไม่ได้ท้าทาย แต่ผมไม่ให้ราคาพรรคประชาธิปัตย์” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวต่อว่า ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคนตนรู้จักใกล้ชิด แต่ไม่เคยไปหา เพราะไม่อยากก้าวก่าย โดยก่อนหน้านี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คนเสียงข้างน้อยคือ นายชัช ชลวร นายบุญส่ง กุลบุปผาและนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี มีความเห็นว่า ไม่ควรรับเรื่องไว้วินิจฉัย จะต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ดังนั้น ตนจึงมั่นใจว่าเรามีเสียงแล้ว 3 คน ส่วนอีก 6 คนที่รับเรื่องไว้ก็ไม่ได้แปลว่า เราทำผิดเพียงแค่รับไว้วินิจฉัยเท่านั้น ตนมั่นใจว่าอีก 6 คน จะให้ความกรุณาแน่ เพราะไม่ได้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย มาตรา 68 วรรคแรก
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่ออีกว่า ส่วนเรื่องการเสียบบัตรแทนกันไม่น่าหนักใจ เพราะสภาฯ ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนใดๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าวันที่ 24 พ.ย.นี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประธิปัตย์ ก่อการยึดบ้านยึดเมืองตามที่ประกาศและไล่ตระกูลชินวัตรออกจากประเทศไทย ตนจะไปแจ้งจับในข้อหากบฏล้มล้างรัฐบาลที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน
กวป.ค้าน"จรัญ -นุรักษ์ -บุญส่ง"ร่วมองค์คณะวินิจฉัยปมแก้รธน.ที่มาส.ว.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ประมาณ 20 คน นำโดยนายศรรักษ์ มาลัยทอง โฆษกกลุ่มฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้นายจรัญ นายบุญส่ง และนายนุรักษ์ ถอนตัวออกจากการเป็นองค์คณะในการพิจารณาวินิจฉัยคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ที่ศาลนัดวินิจฉัยและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เนื่องจากนายจรัญ และนายนุรักษ์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50 จึงถือว่า เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการวินิจฉัย ขณะที่นายบุญส่ง ยังมีปัญหากรณีอนุญาตให้บุตรชาย ซึ่งเป็นอดีตเลขานุการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศโดยพลการ แต่ยังคงได้รับเงินเดือนจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นชนักติดหลังอยู่ ตุลาการทั้ง 3 คน จึงหมดความชอบธรรม ขาดหลักจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ไม่เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่เป็นตุลาการอีกต่อไป จึงขอให้สำนึกและถอนตัวจากการเป็นองค์คณะ
โดยนายศรรักษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มตั้งใจจะมาปักหลักที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย. แต่เนื่องจากด้านหน้าสำนักงานมีผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นปักหลักอยู่แล้ว ไม่อยากให้เกิดปัญหา จึงจะเดินทางมาชุมนุมเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 พ.ย.เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งหากผลคำวินิจฉัยออกมาว่า ขัดรัฐธรรมนูญในวันต่อ ๆ ไป ก็จะมีการเคลื่อนขบวนไปทวงถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่บ้านของแต่ละคนว่า แล้วทำไมก่อนหน้านี้ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ และยืนยันว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มกวป. จะไม่ไปรวมเคลื่อนไหวกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างที่เป็นข่าว เนื่องจากกลุ่มของเราไม่ได้อยู่ภายใต้นักการเมืองคนใด แต่เป็นการดำเนินการของภาคประชาชนจริง ๆ อย่างไรก็ตามในวันที่ 19 พ.ย.นี้ เวลา 10.30 น.ทางกลุ่มฯ จะเดินทางมาให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 6 คนให้ทำหน้าที่ด้วยความถูกต้องด้วย
ด้านนายอาคม รัตนพจนารถ ทนายความกลุ่มประชาชนผู้รักความเป็นธรรม เข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยยกคำร้องในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.และกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่จำกัดอำนาจรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา เนื่องจากเห็นว่ากรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้บัญญัติองค์ประกอบของบุคคลผู้กระทำความผิดที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยได้ไว้ 2 ประเภท คือบุคคล และพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติถึงรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา อีกทั้ง ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ทูลเกล้าฯแล้ว การยื่นคำร้องดังกล่าวและการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องรวมจะมีคำวินิจฉัย ถือเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจซึ่งเป็นเรื่องไม่บังควรอย่างยิ่ง
ส่วนกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ศาลรับคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไว้วินิจฉัยเห็นว่า ข้อกล่าวหาของนายวิรัตน์มุ่งร้ายต่อการแก้ไข เพื่อให้ศาลมีอำนาจพิจารณาเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 1 ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ รัฐบาลจึงไม่สามารถที่จะไปกระทำข้อตกลงใด ๆ ที่มีผลทำให้อาณาเขตประเทศไทยลดน้อยลงได้อยู่แล้ว



