ข่าว

ปม'เสียบบัตรแทน-ร่างปลอม'ชี้ชะตา'ที่มาส.ว.'

ปม'เสียบบัตรแทน-ร่างปลอม'ชี้ชะตา'ที่มาส.ว.'

18 พ.ย. 2556

ปม'เสียบบัตรแทน-ร่างปลอม' ชี้ชะตา'ที่มาส.ว.'ขัดรัฐธรรมนูญ? : ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์รายงาน

              นับจากนี้อีก 3 วัน คือวันพุธที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เวลา 11.00 น. มวลชนของทั้ง "ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล" และ "ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล" จะจับจ้องไปที่ "ศาลรัฐธรรรมนูญ" เป็นเป้าหมายเดียวกัน

              เพราะจะเป็นวันชี้ชะตาว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นเกี่ยวกับ "ที่มาของส.ว." ขัดแย้ง หรือเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

              ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณถนนราชดำเนิน ก็รอให้มี "ประเด็นใหม่" เข้าทางของตนเอง เพื่อนำไปสู่การยกระดับกดดันรัฐบาล

              ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ก็ประเมินแล้วว่า หากไม่เคลื่อนไหวอะไรเพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะ "เพลี่ยงพล้ำ" จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้

              ดังนั้น แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย ธิดา ถาวรเศรษฐ และ จตุพร พรหมพันธุ์ จึงประกาศนัด "มวลชนคนเสื้อแดง" มาชุมนุมใหญ่ 3 วันติดต่อกัน ระหว่าง 18-20 พฤศจิกายน ที่เมืองทองธานี เพื่อเกาะติดการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

              แน่นอน การชุมนุมดังกล่าว ย่อมถูกตีความได้ว่า เพื่อ "กดดันศาลรัฐธรรมนูญ" อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

              อย่างไรก็ตาม สำหรับคำร้องในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง หรือไม่

              มีสมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิยื่นตีความ หลังจากที่ประชุมรัฐสภาโหวตผ่านวาระ 3 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2556 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 358 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง งดออกเสียง 30 เสียง

              คำร้องดังกล่าว "พรรคประชาธิปัตย์" และ "กลุ่ม 40 ส.ว." ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประกอบด้วยคำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับคณะ คำร้องของ รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กับคณะ คำร้องของ วิรัตน์ กัลยาศิริ  ส.ส.สงขลา และคำร้องของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

              ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งรวมคำร้องทั้ง 4 ไว้เป็น 1 สำนวน โดยผู้ร้องนอกจากชี้ให้ศาลเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้เป็นการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลฯ วินิจฉัยให้ร่างแก้ไขเป็นอันตกไปแล้ว ยังขอให้ศาลสั่งยุบพรรคเพื่อไทย และ 5 พรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงตัดสิทธิทางการเมือง ส.ส.และส.ว.รวม 312 คน ที่โหวตแก้ไข

              โดยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี จรูญ อินทจาร เป็นประธาน ได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง

              มีพยานเข้าไต่สวนรวม 8 ปาก ประกอบด้วย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา, รสนา โตสิตระกูล และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ, รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง

              ขณะที่ ปฏิพล อากาศ ทนายความรับมอบอำนาจจาก สุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ผู้ถูกร้องที่ 293 เข้าร่วมการไต่สวน ส่วน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาผู้ถูกร้องอีก 311 คน ปฏิเสธการเข้าร่วมไต่สวน

              นอกจากนี้ ศาลฯ ยังได้เรียก สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ อัจฉรา จูยืนยง ผู้อำนวยการกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นพยานของศาลเข้าไต่สวนด้วย

              สำหรับพยานฝ่ายผู้ร้องทั้ง 7 ปาก ต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ทั้งเนื้อหาและกระบวนการแก้ไข ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

              อาทิ การเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำมาให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 เป็นคนละฉบับกับร่างที่ อุดมเดช รัตนเสถียร ผู้เสนอร่างและคณะ ยื่นต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม

              ส.ว.ผู้ที่ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเนื้อหาสาระที่มีการแก้ไข, เนื้อหาที่แก้ไขเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทำให้ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้องค์กรวุฒิสภาเป็นองค์กรตรวจสอบ กลั่นกรอง การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร 

              นอกจากนั้น ยังตัดสิทธิการอภิปรายของผู้สงวนคำแปรญัตติ 57 คน, การพิจารณาไม่ได้เรียงเป็นรายมาตรา, มีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน, เป็นการลิดรอนอำนาจการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังมีพฤติกรรมบ่งชี้ว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในการเสนอและลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว.

              วิรัตน์ กัลยาศิริ ชี้แจงตอนหนึ่งในการไต่สวนว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ภาษาสภา เขาเรียกว่า “ผลัดกันเกาหลัง” คือมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. โดยให้ ส.ว.เสียงข้างมากเป็นผู้เสนอและให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับการกระทำใดที่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาไม่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

              ขณะเดียวกัน เสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ก็เสนอแก้ไขที่มาของ ส.ว. และสอดใส่เพิ่มมาตราที่เป็นการปลดล็อกให้ ส.ว. ที่กำลังจะหมดวาระในเดือนมีนาคม 2557 สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้ทันที โดยไม่ต้องเว้นวรรค รวมทั้งมีหลักฐานชัดเจนเป็นทั้งภาพและเสียงของการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 กันยายน ที่พบว่า มีการเสียบบัตรลงมติแทนกันของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย      
      
              "ผมเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ผิดทั้งวิธีสารบัญญัติและบัญญัติ และมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญชัดเจน" วิรัตน์ ระบุ
      
              ขณะที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ระบุว่า ร่างแก้ไขประเด็นที่มาส.ว. ที่เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาวาระ 1 เป็นคนละร่างกับที่ อุดมเดช รัตนเสถียร เสนอสำนักเลขาธิการสภาฯ จึงถือว่าร่างแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นร่างปลอม เพราะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภา เป็นประธาน ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาสอบถาม ก็ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่มายื่นขอให้แก้ไขร่างเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ แล้ว กับสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ในวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 

              และเป็นการเสนอร่างแก้ไขที่เป็นสาระสำคัญเพราะเป็นการเพิ่มขึ้นมาอีก 1 มาตรา โดยเป็นประเด็นเกี่ยวกับให้ผู้ที่เป็น ส.ว.อยู่ สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรค

              "ตามหลักแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำเป็นญัตติและเสนอโดยสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ดังนั้นถ้าจะแก้ไขก็ต้องทำเป็นญัตติขอแก้ไขใหม่ ไม่ใช่มายื่นแก้ไขในลักษณะนี้" ไพบูลย์ ระบุ พร้อมตอกย้ำว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

              อย่างไรก็ตาม คณะตุลาการฯ ได้ให้ความสนใจในประเด็น ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน และประเด็นการกล่าวหาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ส่งให้วุฒิสภาพิจารณา เป็นคนละฉบับกับที่สภาผู้แทนฯ ให้ความเห็นชอบ เป็นพิเศษ

              เห็นได้ชัด จากการที่ ตุลาการฯ ได้ซักถามอย่างละเอียด พร้อมกับให้ทางสำนักงานศาลฯ เปิดคลิปวิดีโอการประชุมรัฐสภา ที่มีการเสียบบัตรแทนกัน ประกอบการซักถามทุกแง่ทุกมุม โดยมี รังสิมา รอดรัศมี เจ้าของคลิป เป็นผู้อธิบายถึงการเสียบบัตรแทนกัน 

              คดีนี้ยังไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า ศาลฯ จะวินิจฉัยออก "หัว" หรือ "ก้อย"

              หากศาลฯ วินิจฉัยให้เป็น "โมฆะ" ก็เข้าทาง "มวลชนต่อต้านรัฐบาล" ที่จะประกาศเป็นชัยชนะ และหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถล่มรัฐบาลต่อได้

              ตรงกันข้าม ในมุมของ "มวลชนคนเสื้อแดง" หากวินิจฉัยเป็นคุณต่อฝ่ายรัฐบาล ก็คงพอใจ และสรรเสริญว่าศาลฯ มีความเป็นธรรม แต่หาไม่แล้ว ก็น่าจับตามองอยู่ไม่น้อยว่าจะเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์ร้อนแรงอย่างที่หลายคนเป็นห่วงหรือไม่

..................................

(หมายเหตุ : ปม'เสียบบัตรแทน-ร่างปลอม' ชี้ชะตา'ที่มาส.ว.'ขัดรัฐธรรมนูญ? : ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์รายงาน)