
แนะ'รบ.อย่าท้าทาย-อย่าสร้างเงื่อนไขใหม่'
'รัฐบาลอย่าท้าทาย-อย่าสร้างเงื่อนไขใหม่' : เกาะติดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
สุดจะคาดเดาสำหรับทิศทางการชุมนุมของกลุ่มประชาชนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน หลังจากเป้าหมายการชุมนุมไม่เพียงแค่ "ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" เท่านั้น แต่ได้รุกไล่ให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบจากการกระทำเรื่องดังกล่าวอีกด้วย
ในเรื่องนี้ "พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ" ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ก็มองว่า การยกระดับการชุมนุมเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไม่เกิดผลดี จากก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยสำเร็จ ก็ถือเป็นชัยชนะและได้ใจคนจำนวนมาก เห็นได้จากมีประชาชน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ออกมาร่วมชุมนุมคัดค้านกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก
"หลังจากรัฐบาลถอยแล้วยังเคลื่อนเป้าหมายไปเรื่อยๆ การทำแบบนี้ไม่เกิดผลดีกับตัวเอง และยิ่งการใช้วิธีอารยะขัดขืน หรือวิธีอหิงสา ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะชนะ ดูได้จากประวัติศาสตร์ มหาตมะ คานธี ผู้นำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ ต้องใช้เวลาถึง 17 ปี คนผิวดำเรียกร้องสิทธิพลเรือนให้เท่าเทียมกับคนผิวขาวในอเมริกาต้องใช้เวลานานถึง 13 ปี ดังนั้นการต่อสู้แบบอหิงสามันใช้เวลานานอาจไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง"
"พล.อ.เอกชัย" ได้ยกตำราพิชัยสงครามซุนวู มาเปรียบเทียบให้ฟังว่า "ความรวดเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำสงคราม เมื่อเข้าสู่สงครามแล้วต้องเอาชนะให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ถ้ายืดเยื้อรังแต่จะสิ้นเปลืองทั้งทรัพย์และไพร่พล"
โดย "ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล" ได้ขยายความให้ฟังว่า คนปราศรัยบนเวทีราชดำเนิน หากนานวันไม่ช้าก็จะอ่อนแรง ผู้มาชุมนุมที่เปรียบเสมือนอาวุธยิ่งนานวันจะยิ่งลดน้อยถอยลง การต่อสู้ที่ยาวนานจะยิ่งทำให้งบประมาณของตัวเองเสียหาย
"ผมมองว่า ขณะนี้รัฐบาลก็บอบช้ำพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้น็อกเอาท์ ถ้าทางแกนนำผู้ชุมนุมเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อยๆ รัฐบาลซึ่งขณะนี้กำลังบอบช้ำอาจจะฟื้นตัวตั้งหลักได้ ส่วนการล่ารายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ส.ส.310 คนที่ร่วมผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ส่วนตัวเห็นว่า การถอดถอนทำสำเร็จยาก ในอดีตก็ไม่เคยทำได้ มาวันนี้การทำให้รัฐบาลหยุดร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้ ถือเป็นชัยชนะของภาคประชาชนแล้ว ควรยุติการชุมนุมได้แล้ว" ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล แสดงความคิดเห็น
หลายคนมองว่า ยิ่งนานวันการหาทางลงของแกนนำผู้ชุมนุมยิ่งยากมากขึ้น "พล.อ.เอกชัย" มองว่า หลังการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยที่มาของ ส.ว.โดยศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เสร็จสิ้นลง ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร การชุมนุมก็น่าจะจบลง โดยประกาศบนเวทีจะเฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งผิดปกติก็จะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง น่าจะดีกว่าการชุมนุมแบบอหิงสาที่ยืดเยื้อโดยไม่เกิดประโยชน์
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล "พล.อ.เอกชัย" ก็เห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลต้องประวิงเวลาให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บ ไม่ควรไปสลายการชุมนุม หากทำถือเป็นการฆ่าตัวตาย ไม่ว่ากับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มไหนก็ไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ควรแม้กระทั่งการยกระดับการป้องกันม็อบให้สูงขึ้น เพราะเป็นการท้าทาย ขณะนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งรับ อย่าสร้างเงื่อนไขใหม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก โดยเฉพาะการนำมวลชนมาให้เกิดการเผชิญหน้า และไม่เห็นด้วยกับการจัดงาน “เสียงพลังประชาชน ยุติความรุนแรง” ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่นำคนจากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมงานที่สนามกีฬากองทัพอากาศธูปะเตมีย์ มีบางองค์กรที่มาร่วมงานไม่พอใจ เพราะไม่อยากถูกดึงเป็นเครื่องมือการเมือง
"ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล" มองว่า ถ้ารัฐบาลสามารถประคองตัวเองผ่านจุดนี้ไปได้ จะอยู่ยาวครบ 4 ปี ส่วนการยุบสภาอยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจเอง ไม่ใช่เกิดจากฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านไม่มีพลังมากพอจะไปล้มรัฐบาลได้
......................
(หมายเหตุ : รัฐบาลอย่าท้าทาย-อย่าสร้างเงื่อนไขใหม่ : เกาะติดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



