ข่าว

'ม็อบราชดำเนินจะชนะไหมในการต่อสู้แบบอารยะขัดขืน'

'ม็อบราชดำเนินจะชนะไหมในการต่อสู้แบบอารยะขัดขืน'

18 พ.ย. 2556

'ม็อบราชดำเนินจะชนะไหมในการต่อสู้แบบอารยะขัดขืน' : กระดานควมคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

              เมื่อคนดีออกมาคัดค้านรัฐบาลกันเต็มสีลม, เต็มราชประสงค์, เต็มอโศก, เต็มซอยอารีย์, เต็มฟอร์จูน และเต็ม ถ.ราชดำเนิน ตอนนี้คนดีก็เต็มกรุงเทพฯ ไปแล้ว ถ้าชุมนุมต่อไปอีกสักครึ่งเดือน คนดีก็จะเต็มประเทศไทย ตอนนี้รัฐบาลจะอยู่หรือไปก็ต้องดูม็อบราชดำเนินของคุณสุเทพเป็นหลัก ม็อบขนาดนี้ถ้าเป็นประเทศอื่นรัฐบาลก็คงลาออกกันหมดแล้วครับ แต่ในประเทศไทยต่อให้มาเป็นล้านๆ คน รัฐบาลก็ไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ รัฐบาลก็จะอยู่ต่อไป แม้จะอยู่ได้ไม่สบายนัก แต่ก็จะอยู่ใช้เงินต่อไป

              การจัดชุมนุมยืดเยื้อของม็อบราชดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์ที่จะใช้ “อารยะขัดขืน” สร้างความกดดันต่อ ครม.และนายกฯ ในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้น ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างเป็นแบบแผน ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายรัฐบาลก็ใช้ยุทธศาสตร์ “สร้างความหวาดกลัว” ผ่านข่าว, สื่อ, ตำรวจ และกลุ่มเสื้อแดงโต้ตอบกลุ่มผู้ชุมนุมกลับมาเช่นเดียวกัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 6 ประการ คือ 1.ฝ่ายไหนยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ต่อประชาชนมากกว่ากัน, 2.คุณภาพของผู้ชุมนุมที่มาด้วยความจริงใจหรือถูก “เช่าตัว” มา และ 3.ใครจะอดทนกว่ากัน

              ลองมาดูคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ว่าฝ่ายไหนจะชนะในระยะ 10 วันต่อไปนี้ครับ (ถ้าเลย 10 วันรัฐบาลชนะแน่นอน) เรื่องเกี่ยวกับ “ข้อเท็จจริง” ที่นำมาเปิดเผยนั้น ข้อนี้ฝ่ายรัฐบาลแพ้ยับเยินรู้ๆ กันอยู่แล้ว, เรื่องคุณภาพของผู้ชุมนุม ข้อนี้รัฐบาลก็แพ้ครับ คนที่เต็มใจมาย่อมสุขสนุกและพร้อมที่จะต่อสู้กับความเหนื่อยยากในการชุมนุมมากกว่าคนที่ถูกว่าจ้างมา ซึ่งตามธรรมชาติย่อมนั่งซังกะตายรอให้เวลาหมดไปเท่านั้น ดูได้จากม็อบเสื้อแดงที่เมืองทองธานี เมื่อ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมมามากเป็นหมื่นคน แต่มีกลุ่มคนที่กระตือรือร้นอยู่ไม่เกิน 300 คนหน้าเวที นอกนั้นนั่งหลับบ้าง, โทรศัพท์บ้าง, จับกลุ่มพูดคุยกันโดยไม่สนใจว่า “ใครจะพูดอะไรบนเวที” และองค์ประกอบสุดท้ายเรื่องใครอดทนกว่ากัน สำหรับผู้มาชุมนุม จุดเด่นของฝ่ายรัฐบาล คือ “เงินหนา” แต่ฝ่ายม็อบราชดำเนินนั้น “คนดี” ที่มาชุมนุมทุกคนต้องทำมาหากินจึงต้องสลับกันมา ดังนั้นจึงสูสีกัน แต่ “ผลที่จะเกิดต่อบุคคลในระดับแกนนำ” นั้น ผู้นำรัฐบาลจะมีความอดทนน้อยกว่าแกนนำม็อบ เพราะนายกฯ เวลาไปกินข้าวริมถนนตำรวจต้องปิดถนน, ไปเยี่ยมวัดก็ต้องจับสุนัขทั้งวัด, ขึ้นเครื่องบินก็แทบจะปิดสนามบิน ฯลฯ ถ้าเธอถูกตามล่าด้วยเสียงนกหวีดบ่อยๆ ละก็ เธอไม่ยอมแน่ๆ นอกจากนั้นการมานั่งทำงานที่ทำเนียบท่ามกลางแท่น คอ-นก-รีต นั้น นายกฯ ย่อมไม่สบายใจไม่สบายตานัก ซึ่งลูกน้องก็ต้องเอาใจลงมาจัดการกับม็อบให้เร็วขึ้น เมื่อต้องการสลายม็อบให้เร็ว ก็ต้อง “แรง” ขึ้นทุกทาง เมื่อแรงทุกทางก็จะกระตุ้นให้ “ม็อบคนดี” ออกมาหนาแน่นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วยความอดทนที่น้อยลง แกนนำม็อบก็จะไม่สามารถควบคุมได้ถ้ามีการยั่วยุจากฝั่งรัฐบาลขึ้น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดครับ

              มาถึงตอนนี้ ใครแพ้ใครชนะก็ดูออกใช่ไหมครับ ดังนั้นโอกาสที่ “ม็อบราชดำเนิน” จะชนะย่อมมีมากกว่าแน่นอน ส่วนรัฐบาลก็อย่านึกว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วประชาชนจะไล่ไม่ได้ เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยถ้าทุจริตล้างผลาญทำลายชาติแล้ว ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะทวงคืนอำนาจของตัวเองได้ตลอดเวลา ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นว่ารัฐบาลทุจริตแบบนี้ถูกประชาชนออกมาไล่ไปแล้วมากมาย แต่โอกาสที่ม็อบราชดำเนินจะแพ้ก็มี เพราะกระบวนการจัดการม็อบ “ค่อนข้างล้าหลัง” ไม่ทันสมัย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป หลายๆ คนก็จะคิดได้ว่า “มาทำไม” รอมาตอนแตกหักเลยดีกว่า ซึ่งถ้าไม่ปรับปรุง “ม็อบ” ก็มอดกลายเป็นขี้เถ้าได้เช่นกัน ข้อนี้ก็สูสีกัน ตัดสินด้วยเวลาเท่านั้น

              คนเราเมื่อได้อย่างหนึ่งก็มักจะเสียอีกอย่างหนึ่งไป เป็นกฎเกณฑ์ของโลกครับ บางคนร่ำรวยมหาศาลโดยไม่ได้ทำมาหากินอะไรอย่างจริงจังแต่ก็ได้เงินมาเรื่อยๆ แน่นอนเมื่อได้เงินประเภทนี้มาก็ต้องเสียความสุขไปบ้าง ยิ่งได้มากก็ยิ่งเสียความสุขไปมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้ไม่มีเวลาเหลือพอสำหรับมิตร แต่ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตให้แก่ศัตรู ในขณะที่เขาซื้อนาฬิกาเรือนละหลายแสนแจกให้ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นมิตร (ความจริงเป็นขี้ข้า) แต่เขาก็ไม่สามารถจะซื้อ “เวลา” ให้ตัวเองได้ เผลอไปนิดเดียวก็เข้าวัยชราแล้ว เวลาที่จะหาความสุขจาก “เงินสะสมจำนวนมหาศาล” ก็เริ่มหมดไป ตัวอย่างเหล่านี้มีอยู่ทุกประเทศครับ คนพวกนี้จึงเป็นคนที่น่าสงสาร โกงเขามากก็ไม่ได้ใช้เอง โดนหลอกไปอีกทีหนึ่ง ความสุขก็ไม่มี ไม่เคยสัมผัสมาตลอดชีวิต คติธรรมเหล่านี้อยากให้คนในรัฐบาลคิดถึงกันบ้าง แค่รู้จักการยอมรับผิด เพราะคนที่ทำงานย่อมมีการผิดพลาดกันบ้าง แม้เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเจตนาก็ตาม แต่ก็จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง “ถอนตัวออกจากม็อบ” เรื่องก็จะคลี่คลายลงไปเอง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องจำไว้เป็นบทเรียนว่า “อย่าทำอีก”

              ปัจจุบันประชาชนทั้งกรุงเทพฯ เข้าใจเป็นอย่างดีถึงระบบพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ซึ่งมี ส.ส.เป็นเสมือนลูกจ้างที่ต้องทำตามคำสั่งนายจ้างทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี นอกจากนั้น ส.ส.ลูกจ้างเหล่านี้ยังต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ “นายถูกใจ” ให้ได้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะการหาตังค์จากนายในยามที่นายมีปัญหาขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ลูกจ้าง” ทุกคนกระตือรือร้นกันเป็นพิเศษ ประเด็นนี้จึงเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลที่จะทำให้ “อารยะขัดขืน” ของม็อบราชดำเนินได้ผลมากขึ้นๆ จนอาจนำไปสู่จุดจบของรัฐบาลได้ในที่สุด ในเวลาอีกไม่เกิน 10 วัน ถ้าม็อบราชดำเนินปรับรูปแบบได้ทัน รัฐบาลก็ไป แต้ถ้าปรับไม่ทัน ม็อบก็ไป ไปแบบเสียผู้เสียคนด้วยครับ