
แฉเล่ห์โจรไฮเทคกับ6วิธี'ล้วงรหัสเอทีเอ็ม'
แฉเล่ห์โจรไฮเทคกับ6วิธี'ล้วงรหัสเอทีเอ็ม' : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน
เงินเก็บของประชาชนไม่ต่ำกว่า 86 รายที่อยู่ในบัญชีธนาคาร 5 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท ถูกแก๊งโจรไฮเทคโจรกรรมข้อมูลไปใช้ถอนเงินออกไปจากบัญชี โดยผู้เสียหายทั้งหมดเคยไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร 2 แห่งที่ตั้งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ย่านถนนวิทยุ พื้นที่ สน.ลุมพินี และที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง ย่านถนนศรีอยุธยา พื้นที่ สน.พญาไท
แม้ว่าการก่ออาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ลักษณะนี้จะเป็นภัยสังคมที่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุก็สร้างความเสียหายต่อประชาชนไม่ใช่น้อย เพราะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเงินที่ถูกขโมยไปเท่านั้น แต่ในแง่จิตวิทยายังก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หวาดระแวงต่อระบบรักษาความปลอดภัยของสถาบันการเงินซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตามมาอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น อาชญากรรมไฮเทคยังส่งผลกระทบต่อการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากพบว่า คนร้ายได้พัฒนากลวิธีใหม่ๆ มาก่อเหตุแทบจะทุกครั้ง ที่สำคัญในการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มขบวนการเครือข่ายที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศนั้นทำได้ยากลำบาก อย่างเก่งก็จับกุมได้เพียงม้าใช้ปลายแถวเท่านั้น
ดังเช่นพฤติการณ์ก่อคดีที่เป็นข่าวในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คดีที่ สน.ลุมพินี ตำรวจตรวจสอบพบการติดตั้งเครื่องสกิมเมอร์ คัดลอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย โดยคนร้ายได้นำข้อมูลส่วนตัวผู้เสียหายไปลักลอบเข้าบัญชีเพื่อโอนเงินผู้เสียหายไปบัญชีที่คนร้ายเตรียมไว้ที่ประเทศยูเครน และรัสเซีย ขณะที่อีกหนึ่งที่ สน.พญาไท ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนร้ายใช้อุปกรณ์ชนิดใดก่อเหตุ
ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) อธิบายว่า วิธีโจรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีหลายรูปแบบ กล่าวสำหรับการใช้เครื่องสกิมเมอร์นั้นมีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ แบบที่สามารถคัดลอกเก็บข้อมูลบัตรของประชาชนไว้ที่ตัวสกิมเมอร์ได้เลย อีกรูปแบบคือ สกิมเมอร์จะมีหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่องปลายทางเพื่อเป็นการถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมาก ตอนนี้เราจำเป็นต้องตรวจสอบว่าเป็นสกิมเมอร์ในลักษณะไหน เพื่อคิดหาวิธีป้องกันได้อย่างถูกต้อง
สอดคล้องกับแหล่งข่าวชุดสืบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ และชุดสืบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ที่เชื่อว่าแก๊งคนร้ายได้นำอุปกรณ์ที่สามารถส่งข้อมูลผ่านทาง WIFI มาประยุกต์ใช้ด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าการเปลี่ยนรหัสผ่านเพื่อป้องกันการนำรหัสผ่านไปใช้นั้นอาจไม่ได้ผลเพราะรหัสที่ป้อนเข้าไป ได้ถูกดักเก็บและส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ที่คนร้ายใช้รับข้อมูลแล้ว
ทีมงานไทยเซิร์ต หรือ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย เผยแพร่บทความเรื่อง “ATM Skimmer และข้อควรระวังในการใช้งานตู้ ATM” ผ่านเว็บไซต์ ThaiCERT.or.th
ส่วนข้อควรระวังในการใช้งานตู้เอทีเอ็ม รวมทั้งแนวทางปฏิบัติหากเกิดเหตุนั้นทีมงานไทยเซิร์ตได้แนะนำไว้ว่า ให้สังเกตความผิดปกติของตู้เอทีเอ็ม เช่น ปุ่มกดนูนผิดปกติ หรือช่องเสียบบัตรไม่มีแสงไฟกะพริบ หากมีป้ายโฆษณาหรือกล่องใส่โบรชัวร์มาแปะอยู่ข้างๆ ตู้ให้สันนิษฐานว่าอาจจะมีการซ่อนกล้องไว้แล้วเอาของอย่างอื่นมาบัง หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับตู้ก็ไม่ควรใช้งานและรีบแจ้งธนาคารเจ้าของตู้ทันที
สำหรับการเลือกใช้งานตู้เอทีเอ็ม ควรเลือกตู้ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน เพราะอาชญากรจะนำอุปกรณ์มาวางไว้ได้ยาก และในขณะที่กดรหัสควรใช้มือบัง
อย่างไรก็ตาม หากตกเป็นเหยื่อได้รับความเสียหายแล้วควรรีบติดต่อกับธนาคารเจ้าของบัตรเพื่อทำการอายัดบัตรโดยเร็ว และเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทันที
หากถอยออกมาพิจารณาในภาพกว้างของภัยออนไลน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบออนไลน์ก็จะพบว่ายังมีอีก 3 รูปแบบด้วยกัน ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย ซึ่งตำรวจบก.ปอศ. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อควรปฏิบัติเพื่อเตือนภัยประชาชนเอาไว้ คือ
1.แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหลอกลวงผู้เสียหายให้ไปกดตู้เอทีเอ็ม แต่แท้ที่จริงคือการหลอกให้กดโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายไปเข้าบัญชีที่คนร้ายเปิดรอไว้
2.การสร้างข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบริษัท หรือข้อมูลปลอมอื่นๆ ขึ้นมา (Scam mail) เพื่อหลอกลวงเหยื่อในโลกออนไลน์ให้หลงเชื่อสนิทใจ จากนั้นได้หลอกเหยื่อว่าส่งสินค้าหรือเงินจำนวนมากมาให้แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการนำสิ่งของหรือเงินดังกล่าวออกมาได้ และ
3.โจรกรรมข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง ด้วยวิธีการสร้างหน้าเว็บไซต์ปลอมให้เหมือนกับเว็บไซต์จริงทุกประการเพื่อดักเก็บข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป หรือ Phishing mail / website หรือลักลอบฝังโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์เพื่อเจาะระบบและดักเก็บข้อมูล
ด้วยกลวิธีหลากหลายรูปแบบที่คนร้ายใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำไฮเทคโนโลยีมาช่วยล้วงข้อมูลนั้นทำให้เจ้าหน้าที่จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน เข้าลักษณะวัวหายล้อมคอกทุกครั้งไป แม้ว่าหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหามาตรการป้องกันและปราบปรามแก๊งคนร้ายประเภทนี้ แต่ที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสียเป็นส่วนใหญ่ เงินที่ถูกขโมยไปก็แทบไม่มีความหวังว่าจะได้คืน จึงทำได้เพียงระงับเหตุให้ทุเลาเบาบางลงเท่านั้น แต่เมื่อใดที่เราเผลอหรือเจ้าหน้าที่ผ่อนความเข้มงวดลง ก็จะเปิดโอกาสให้คนร้ายกลับมาก่อเหตุได้ทุกเมื่อดังเช่นคดีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนอย่างเราๆ จะต้องระลึกเสมอเมื่อเข้าไปสู่โลกไซเบอร์เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม คือ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ก่อนจะทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดควรตรวจสอบข้อมูลในช่องทางอื่นๆ ด้วยเพื่อให้แน่ชัด ไม่ใช่คลิกค้นหาแต่ในอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว และหากสงสัยหรือไม่แน่ใจควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะสายเกินแก้เพราะหากปล่อยไปอาจแย่จนแก้ไม่ทัน
ทำความรู้จักสกิมเมอร์
โดยปกติทั่วไป สกิมเมอร์(Skimmer) คืออุปกรณ์ที่ใช้อ่านข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทการ์ด บัตรเครดิต หรือบัตรเอทีเอ็ม แต่มีผู้ไม่หวังดีหรือก็คืออาชญากร นำอุปกรณ์ที่มีความสามารถดังกล่าวนี้มาใช้ในการขโมยข้อมูลจากผู้ใช้บริการตู้เอทีเอ็ม การกระทำแบบนี้เรียกว่า เอทีเอ็ม สกิมมิ่ง
การทำ เอทีเอ็ม สกิมมิ่ง จะมีองค์ประกอบหลักๆ อยู่ 2 อย่าง คือดักข้อมูลบัตรเอทีเอ็ม และดักรหัสบัตร โดยอาจจะใช้วิธีการทำปุ่มกดปลอมและเครื่องอ่านบัตรปลอมไปประกบทับกับอุปกรณ์ของจริงบนตัวเครื่อง
เครื่องอ่านบัตรปลอมจะอ่านข้อมูลจากแถบแม่เหล็กบนตัวบัตรแล้วคัดลอกข้อมูลลงในชิปหน่วยความจำ อุปกรณ์ดังกล่าวนี้อาชญากรจะทำให้มีขนาดเล็กและใกล้เคียงกับเครื่องอ่านบัตรจริงของตู้เอทีเอ็ม เพื่อจะได้เอาไปประกบกันได้อย่างแนบเนียน โดยอาจจะทำเป็นฝาพลาสติกไปครอบทับบนเครื่องอ่านบัตรของจริงอีกที เนื่องจากต้องการซ่อนอุปกรณ์ดักข้อมูลที่อยู่ข้างใน เครื่องอ่านบัตรปลอมที่ทำจึงจะมีลักษณะทึบแสง
ตู้เอทีเอ็มสมัยใหม่แก้ปัญหาโดยการทำไฟกะพริบที่เครื่องอ่านบัตร ถ้ามีอาชญากรหรือผู้ไม่หวังดีนำฝาพลาสติกมาครอบ ตรงบริเวณเครื่องอ่านบัตรจะไม่มีแสงไฟกะพริบ
.....................
(หมายเหตุ : แฉเล่ห์โจรไฮเทคกับ6วิธี'ล้วงรหัสเอทีเอ็ม' : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน)



