ข่าว

อภิปรายพรบ.กู้เงิน(1):“เฉลิม”ชี้พ.ร.บ.กู้เงิน4แสนล้านไม่มีแผนงานที่ชัดเจน

อภิปรายพรบ.กู้เงิน(1):“เฉลิม”ชี้พ.ร.บ.กู้เงิน4แสนล้านไม่มีแผนงานที่ชัดเจน

16 มิ.ย. 2552

"วรวัจน์" ชี้รบ.ออกพรก.-พรบ.กู้เงินฯ 8 แสนล้าน สร้างหนี้ให้คนไทยต้องตามใช้ถึง 100 ปี ระบุเข้าข่ายผิดรธน. 196 สามารถยื่นถอดถอนได้ “เฉลิม”พท.ต้านร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยกเหตุไม่มีแผนงานที่ชัดเจน เชื่อฝ่ายค้านวอล์กเอาว์ไม่ร่วมด้าน“สุนัย”แฉมีรมต.-ขร

 (16มิ.ย.)เมื่อเวลา 13.30 น.ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ค้างการพิจารณาเมื่อคืนวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็มีแต่การกู้เงิน โดยเมื่อวันที่ 10 มี.ค.52 ขอเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ 7 หมื่นล้านบาท มาเดือนพ.ค.52 ก็ทำเรื่องกู้เพื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินอีก 5 หมื่นล้านบาท และสายหัวลำโพง-ท่าพระอีก 2 หมื่นล้านบาท โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนก.พ.ได้ขอกู้เงินเพื่อสร้างรถไฟฟ้าสายบางซื่อ-รังสิต 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหนี้ปัจจุบันรวมแล้วประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท และเมื่อรวมหนี้ที่จะเกิดจากโครงการไทยเข้มแข็งอีก 1.43 ล้านล้านบาท รวมเป็นหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกว่า 5 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลมีกำลังใช้หนี้เพียงปีละ 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นเมื่อดูจากยอดหนี้รวม 5 ล้านล้านบาทเราจะต้องใช้หนี้ถึง 100 ปี เป็นการสร้างหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน

 นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่า การขอกู้เงินจากพ.ร.ก.และพ.ร.บ.2 ฉบับรวม 8 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาดำเนินการในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน เป็นเรื่องของภาคการผลิต การเกษตรและการท่องเที่ยว กลับได้รับเจียดจ่ายน้อยมาก การกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ 8 แสนล้านบาท ขณะที่สภาพคล่องมีเพียง 9 แสนล้านบาท จึงไม่เหลือสภาพคล่องให้ภาคเอกชน ที่ขณะนี้ธุรกิจต่าง ๆจะทยอยเจ๊งเป็นหนี้เอ็นพีแอลกันหมดแล้ว แต่ท่านก็ไม่คิดช่วยต่อลมหายใจของเขา เราไม่ได้ขวางการกู้เงินของรัฐบาล แต่ต้องรู้ว่ากู้แล้วเอาไปทำอะไร แต่เอกสารที่รัฐบาลส่งมาให้เป็นเพียงแผนการใช้เงิน แต่ไม่มีแผนบริหารจัดการให้สอดคล้องกัน ซึ่งท่านกำลังจะทำผิดวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรง และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีการจัดทำแผนการชำระหนี้ว่าจะเอาเงินจากไหนมาใช้หนี้ที่รัฐบาลชุดนี้สร้างขึ้น ซึ่งจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 และหากรัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ 270 วุฒิสภาสามารถยื่นเรื่องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

 นายวรวัจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตอีกว่ากรณีธนาคารสินเอเชีย (เอซีแอล) ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกรุงเทพถือหุ้น 19 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมีข่าวว่าธนาคารไอซีบีซี จากประเทศจีนจะเข้ามาซื้อหุ้น ซึ่งเมื่อเดือนเม.ย.ราคาหุ้นเพียง 2.06 บาท พอมีข่าวว่าไอซีบีซีจะขอซื้อ คนในก็รู้ข้อมูลอินไซด์เตอร์ว่ามีราคาเป้าหมายหุ้นละ 8 บาท จึงมีการไล่ซื้อหุ้นจากเดือนเม.ย.จนถึงขณะนี้อยู่ที่หุ้นละ 5.45 บาทเพิ่มขึ้น 147 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีการตั้งเป้าว่าราคาจะสูงขึ้นถึง 8 บาท ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจะทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น 288 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการทำกำไรที่มหาศาล จึงกลายเป็นที่เคลือบแคลงว่าการนำคนจากโบรกเกอร์เข้ามาทำงานให้กระทรวงการคลัง ในขณะที่ภาพลักษณ์ก็ล้มเหลวจากการเล่นหุ้นที่ทำให้ทรัพย์สินส่วนตัวหายไปจำนวนมาก ตรงนี้จึงมีความถามถึงความโปร่งใสมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีส.ว.หญิงคนหนึ่งพูดถึงเรื่องเงินปากถุง ซึ่งหากเงินกู้ 8 แสนล้านบาทได้เงินปากถุงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ก็จะได้ปีละ 8 พันล้านบาท 10 ปีก็จะได้ 8 หมื่นล้านบาท ตนก็ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ข่าวออกมาหนาหูเหลือเกิน ซึ่งท่านจะต้องชี้แจง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ไว้ใจให้เอาเงินไปใช้ได้อย่างไร และคนไทยจะเชื่อถือได้อย่างไร ซึ่งตนจะไม่ให้งบผ่านสภาแน่นอน และถ้าหากรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ตนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสภาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร

 ขณะที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า รู้สึกผิดหวังที่ไม่หาข้อมูลให้มากกว่านี้ น่าจะทำการบ้านได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอาข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ฉบับเดียวที่รายงานข่าวดังกล่าว แต่สุดท้ายบก.ของหนังสือพิมพ์นี้ก็ได้โทรศัพท์มาขออภัยในความคาดเคลื่อนของข่าวที่ลงไป ซึ่งตนก็ไม่ได้ติดใจ และไม่คิดว่าจะมีใครยกข่าวนี้มาพูดสภา และหากยังสงสัยก็สามารถยื่นฟ้องหน่วยงานต่าง ๆได้เลย ส่วนกรณีเงินปากถุงขอยืนยันว่ากระบวนการกู้เงินเป็นไปอย่างโปร่งใส การออกมากล่าวหาเช่นนี้สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และควรมีหลักฐานมากกว่านี้ ขณะที่มองว่าการกู้เงินจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เรื่องนี้มีการศึกษาและหยิบยกพ.ร.บ.วิธีพิจารณางบประมาณมาตรา 23 วรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้ใช้เงินด้วยวิธีการอื่นได้
อย่างไรก็ตามนายวรวัจน์ ได้ลุกขึ้นตอบโต้ทันทีว่า ที่บอกว่ากฎหมายวิธีการงบประมาณให้มีข้อยกเว้นนั้นรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดจะเอากฎหมายเล็กกว่ามาหักล้างไม่ได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญมีกรอบไว้แต่รัฐบาลไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ เรื่องเงินปากถุง มีธนาคารพาณิชย์ที่ประชาชนกำลังจับตาได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 1% และมีการให้เงินปากถุง ซึ่งตนจะเสนอเรื่องนี้ให้คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สภาผู้แทนราษฎรให้ตรวจสอบเรื่องนี้ และตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

 ต่อมานายสุนัย จุลพงศธร ส.ศ.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลชุดนี้มีข่าวทุจริตเฉลี่ยเดือนละเรื่อง ทำให้ตนไม่สามารถจะโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯนี้ได้ ขณะนี้มีข้อมูลความไม่ชอบมาพากลที่รัฐมนตรีบางคน และข้าราชการบางกลุ่ม ได้ไปนัดพบเจรจากันเมื่อวันที่ 21 - 23 พ.ค.2552 ที่สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์ส ได้มีการพูดคุยกันถึงโครงการที่อยู่ในส่วนของงบประมาณ กรมอาชีวะศึกษา ซึ่งอยู่ในส่วนของงบกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมีการเจรจากันแล้ว 6 บริษัท มีการวางมัดจำกันแล้ว 30 ล้านบาท ต่อมามีหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ทำให้รมช.ศึกษาธิการทำหนังสือแจ้งไปยังนายกฯว่า ได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2552 ซึ่งการตั้งกรรมการสอบแสดงว่าต้องมีมูลทุจริตเกิดขึ้นแล้ว ขอตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้ทำให้บางคนในกรมอาชีวะศึกษาเข้มแข็งขึ้นหรือไม่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการอภิปรายนายสุนัย ได้โชว์ภาพที่มีรัฐมนตรีหญิง 2 คน ที่ลงในหน้าหนังสือพิมพม์กำลังพูดคุยกัน โดยคนหนึ่งกำลังถือดินสออยู่ ซึ่งนายสุนัยได้กล่าวเปรียบเปรยว่า ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีคุยกันเหมือนกับมือที่กำลังถือตะเกียบเพื่อแบ่งกันกินหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าตามที่ครม.มีมติจัดงบประมาณให้กับกระทรวงของพรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนาจำนวน 4.4 พันล้านบาท เพื่อแลกกับการโหวตผ่านพ.ร.ก.ฯและพ.ร.บ.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับนี้หรือไม่

 จากนั้นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายว่า ถามว่ากู้เงินจากไหน เอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ รัฐบอกไม่ได้เลย บอกแค่ว่าเศรษฐกิจไม่ดีต้องกู้เงินมาสร้างความเข้มแข็ง ซึ่งได้เทงบประมาณไปที่กระทรวงคมนาคมถึง 480,000 ล้าน อยากให้รัฐบาลบอกมาว่าเงินกู้ที่จะกู้นั้นมาจากไหน กลับไปทำเป็นแผนมาได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่แผนไม่มีรายละเอียดฝ่ายค้านก็ต้องวอล์กเอาว์ไม่ลงคะแนน อย่างไรก็ตามวันนี้ตนยังไม่ลงในรายละเอียดแต่จะพูดจริงในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ในวันพรุ่งนี้

 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะเงินกู้ 8 แสนล้านบาท ไปอยู่ที่กระทรวงคมนาคมถึง 4.7 แสนล้าน แต่เรื่องเกษตรกร และการท่องเที่ยว ไม่เคยพูดถึง ซึ่ง รมว.คลัง เคยทำงาน เจพี มอร์แกน เป็นบริษัทโบรกเกอร์ แล้วจะมาแก้เศรษฐกิจอย่างไร เพราะเอาแต่เก็ง แถมการกู้เงินครั้งนี้ก็ผูกหันหลายปี วินัยการเงินการคลัง ไปไม่ได้ ประชาชน ยังเป็นหนี้

 "ถ้าฝ่ายค้าน ใครเห็นชอบ ออกไปหาเสียงไม่ได้แน่ ถามว่าไม่มีแผนรายละเอียด ตอนลงมติแล้วฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ หรือตอนตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แล้วฝ่ายค้านไม่เอาด้วยจะทำอย่างไร ก็ไปไมได้แน่" ประธาน ส.ส.เพื่อไทย ย้ำ