
โฆษกมส.ฟันธงฆ่าพระใต้ข่มขวัญไม่ให้ไปจำพรรษา
คนร้ายวางระเบิดดักทำร้ายชุดคุ้มครองครูระแงะ ระหว่างเดินกลับบ้านพักโชคดีเก็บกู้ได้ทันก่อนคณะครูจะผ่าน โฆษกมส.ฟันธงฆ่าพระใต้เพื่อข่มขวัญไม่ให้มีพระกล้าลงไปจำพรรษาในพื้นที่ นายกฯเห็นใจมท.3ที่ต้องรับมือกับไฟใต้ยันไม่คิดเปลี่ยนตัว สุเทพ เชื่อ แผนแบ่งแยกดิ
เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 16 มิ.ย. 52 พ.ต.อ.ประสิทธิ์ เผ่าชู ผกก.สภ.ยี่งอ และ พ.ต.อ.นิตินัย หลังยาหน่าย ผกก.สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้ง 2 สถานี เข้าตรวจสอบเหตุคนร้ายลอบโปรยตะปูเรือใบ และวางกล่องวัตถุต้องสงสัยเป็นวัตถุระเบิดไว้บนถนนสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างอำเภอใน 3 อำเภอ คือ อ. ระแงะ, อ.ยี่งอ และอ.รือเสาะ เส้นทางระหว่างบ้านปูลาไทร-ยี่งอ บ้านปูลาไทร อ.ยี่งอ ทำให้รถยนต์ของชาวบ้านยางแตกเสียหายไปหลายคันและนอกจากนี้รถของเจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์ 6 ล้อ และเป็นรถกวาดตะปูเรือใบของเจ้าหน้าที่ได้เหยียบตะปูเรือใบทั้งยางล้อหน้าและยางล้อหลัง
เจ้าหน้าที่จึงได้ขอกำลังเสริม จาก สภ.ยี่งอ เพื่อมาช่วยคุ้มกัน เพื่อเร่งเปลี่ยนยางรถยนต์ ภายหลังเปลี่ยนยางรถยนต์เสร็จเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังไปตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ที่บริเวณสวนปาล์ม บ้านคอลอแว หมู่ 6 ต.ยีงอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส จากการตรวจสอบพบว่า เป็นระเบิดปลอม 1 ลูก และระเบิดจริง 1 ลูก ซึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุไว้ในท่อ พีวีซี สีน้ำเงิน เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 10 กก.จุดฉนวนด้วยสลัก ทำให้ยากต่อการเก็บกู้ ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ. ตำรวจภูธร นราธิวาส ได้ใช้หุ่นยนต์ยิงทำลายทันที คาดว่าคนร้ายต้องการที่จะลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูและคณะครูที่จะผ่านเส้นทางดังกล่าวออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านพัก แต่เจ้าหน้าที่สามารถยิงทำลายได้ทัน จึงไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
โฆษกมส.ฟันธงฆ่าพระใต้เพื่อข่มขวัญ
พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลอบยิงพระสงฆ์ขณะบิณฑบาตจนมรณภาพนั้น อยากให้ทางภาครัฐหันมาให้ความสนใจความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เพราะขณะนี้ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ในชายแดนภาคใต้ต้องอยู่ด้วยความยากลำบากมาก นอกจากนี้เชื่อว่าการที่มีการยิงพระสงฆ์จนมรณภาพ เพื่อต้องการข่มขวัญไม่ให้มีพระกล้าลงไปจำพรรษาในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึง และจะส่งผลกระทบต่อจำนวนพระที่จะมาเข้าร่วมโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่จะรับสมัครพระ เพื่อไปจำพรรษาที่วัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเข้าพรรษา โดยต้องการให้แต่ละวัดมีจำนวนพระสงฆ์ที่จะสามารถรับกฐินในช่วงวันออกพรรษาได้
นายกฯเห็นใจมท.3ที่ต้องรับมือกับไฟใต้ยันไม่คิดเปลี่ยนตัว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้ก่อเหตุมุ่งสังหารประชาชนมากขึ้น ว่า ส่วนแรกได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปรับแผนในการเฝ้าระวังให้เป็นไปตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งตนได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงแล้ว และส่วนที่สองต้องยอมรับว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบอารมณ์ความรู้สึก ตรงนี้เรากำลังเร่งรัดในการแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมที่รัฐบาลจะดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ตนก็เป็นห่วงว่าเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นจะมีการตอบโต้กันไปมาซึ่งจะเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงต้องการให้เกิดปัญหานี้ จึงได้ย้ำว่าขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับแนวทางที่จะนำความสันติกลับคืนมา เพราะถ้ายิ่งมีความหวาดระแวงในหมู่ประชาชนคนไทยด้วยกันจะยิ่งไม่สงบ จึงขอว่าอย่าตกเป็นเหยื่อเพราะถ้าไม่สงบแล้วจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกคนก็สูญเสียหมด
"ความยุติธรรมกับโอกาสเท่านั้นที่จะเป็นหัวใจลดความรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่แล้ว ส่วนความยุติธรรมก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเร่งรัดนำตัวคนผิดมาลงโทษ แต่ต้องยอมรับว่ามันต้องมีขึ้นตอน เช่น แผนการใช้จ่ายงบประมาณทั้งหมดต้องรอกฎหมายการเงินผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ส่วนเรื่องความยุติธรรมไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพยานหลักฐานในหลายกรณีไม่สามารถทำให้ไปจับกุมได้เร็วแต่จะพยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุดโดยจะไม่ให้กระทบกับความเที่ยงธรรมในการทำงาน " นายอภิสิทธิ์ ระบุ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ส.ส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้ปรับโครงสร้างฝ่ายปกครองและเร่งรัดให้ออกพ.ร.บ.สำนักบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว(สบ.ชต.) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กำลังดำเนินการอยู่ สำหรับข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดที่อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส นั้น จากการที่ตนติดตามงานด้านการข่าวเชื่อว่าน่าจะเร่งรัดให้รู้ตัวผู้กระทำความผิด และกำลังดูความรัดกุมในการเก็บพยายานหลักฐานต่างๆเพื่อจะได้ไม่มีข้อสงสัย ทั้งนี้เรื่องความน่าเชื่อถือจะพิสูจน์ได้จากหลักฐานต่างๆ
ส่วนที่มีความไม่พอใจกับการทำงานของนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทยนั้น นายกรัฐมนตรีบอกว่า เมื่อเกิดเหตุนายถาวรไปถึงพื้นที่ก่อนคนแรก ตนเห็นใจนายถาวรเพราะเรื่องนี้ไม่ใช้งานที่ง่ายและตนได้ติดตาม นายถาวรเป็นคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องนี้มากที่สุด และนายถาวรได้ลงพื้นที่บ่อยที่สุด ไม่ได้ทำงานแบบลอยตัว อีกทั้งงานที่นายถาวรรับผิดชอบคือเรื่องศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)และงานด้านพัฒนาซึ่งนายถาวรทำเต็มที่ ส่วนที่เกินเลยมาก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยเข้าไปช่วยในเรื่องความมั่นคงทำให้สถานการณ์เย็นลง คิดว่านายถาวรทำงานค่อนข้างชัดเจนเป็นคนหนึ่งที่เอาจริงเอาจังกับงาน เมื่อถามว่า จะมีปรับเปลี่ยนตัว รมช.มหาดไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังมองไม่เห็นเหตุผล
เมื่อถามถึงการที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ตั้งคณะทำงานติดตามและวิเคาระห์สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาจะช่วยให้การแก้ปัญหาดีขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็รับฟังรอบด้าน และในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ก็มีส..ส.จากพรรคอื่นให้คำแนะนำเราก็รับฟังหมด ซึ่งทุกเสียงสะท้อนมีความหมายต่อการแก้ปัญหา ต่อข้อถามว่า นายกฯจะลงพื้นที่ภาคใต้ได้เมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า น่าจะเป็นช่วงเวลาปลายเดือนมิ.ย.นี้หรือต้นหน้าคงจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง
เมื่อถามว่า ทางกองทัพจะมีการนำบอลลูนตรวจการทางอากาศไปปฏิบิตการในพื้นที่จะทำให้เหตุการณ์ไม่สงบลดลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางทหารได้ขออนุมัติไปแล้วก็ต้องทำเป็นการเพิ่มเครื่องมือในการสอดส่องดูแล ต่อข้อถามว่า ยังมั่นใจหรือไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถคืนสันติสุขกลับคืนสู่ภาคใต้ได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระบวนการคืนสันติกลับมานั้นต้องใช้เวลา เราบอกไม่ได้เพราะวาระของรัฐบาลยังเหลือไม่เกิน 2 ครึ่งซึ่งหากรัฐบาลอยู่ครบวาระก็ยังคงยากจะสงบเรียบร้อยเลยทีเดียว เพราะสมัยรัฐบาลนายกฯชวนปีสุดท้ายก็ยังมีการก่อเหตุอยู่เพียงแต่น้อยลง แต่ไม่ถึงขั้นสงบดังนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลา ตนยืนยันได้อย่างเดียวว่าไม่ว่าใครจะมายุแหย่ให้ใช้ความรุนแรงตนจะไม่ทำ และตนอยากเชิญชวนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนากับการคืนความยุติธรรมออกมาสนับสนุน
ต่อข้อถามว่า ยังยืนยันหรือไม่ว่าเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องภายในของไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังยืนยันเป็นเรื่องภายในประเทศ และได้พูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วและเขายอมรับแนวทางนี้ เมื่อถามว่า แต่การก่อเหตุเหมือนกับต้องการยกระดับให้เป็นปัญหาระดับนานาชาติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถูกต้องแต่เราได้ทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน และจากการที่ตนได้เดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ไปชี้แจงทำความเข้าใจไปแล้ว รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศไปชี้แจงกับองค์กรมุสลิมโลก(โอไอซี) ทั้งนี้ประเทศเพื่อนบ้านพร้อมให้การสนับสนุนเมื่อเราร้องขอคามร่วมมือแต่ตอนนี้เขาถือว่าเป็นเรื่องภายในของเรา
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรับมืออย่างไรกับปัญหาเฉพาะหน้าที่มีการฆาตกรรมรายวัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการเฝ้าระวังที่เข้มข้นขึ้นและเร่งสะสางปมที่เป็นเงื่อนไขของการเพิ่มรุนแรงในปัจจุบัน
"สุเทพ"ซัดแผนแบ่งแยกดินแดนป่วนใต้มั่นใจ2-3ด.เห็นผล
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภาคใต้ที่มีความรุนแรงมากขึ้นว่า ทุกอย่างไม่ดีขึ้นภายในวันเดียว เพราะสื่อถามทุกวัน
เมื่อถามย้ำว่า แต่เหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจาน นายสุเทพ กล่าวว่า อย่างที่เคยบอกว่า เมื่อเห็นว่าฝ่ายรัฐบาลได้ใจประชาชนมากขึ้น ประชาชนหันเหมาทางรัฐบาล ฝ่ายผู้ก่อการร้ายพยายามแสดงอำนาจบาตรใหญ่ให้เห็นว่า เขายังมีอำนาจอยู่ ยังมีอิทธิฤทธิ์
ทั้งนี้ เขาพยายามกวดขันเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มมาตรการในการตรวจตรา ตั้งด่านสกัด และดูความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น แต่พื้นที่กว้างยังมีเผลออยู่ เขาจะต้องให้เจ้าหน้าที่ทำงานหนักมากยิ่งขึ้น เดี๋ยวก็ต้องลงไปอีก ซึ่งคราวนี้จะไปนอนค้างคืนด้วย แต่จะดูเวลาอยู่ว่า จะลงไปตอนไหน เพราะตอนนี้ติดเรื่องงบประมาณให้ผ่านเรื่องนี้ไปก่อน
เมื่อถามว่า ทางพระภิกษุได้มาร้องขอชุดคุ้มครอง นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องจัดให้ทั้งวัด ทั้งมัสยิด เห็นแล้วว่า ทั้งพระ ทั้งโต๊ะอิหม่าม ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เราต้องช่วยเหลือท่าน
อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการเสริมกำลังเข้าไป แต่กำลังที่มีจะต้องแบ่ง และขอให้มีอาสามัครในพื้นที่มากขึ้น มีประชาชนที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งในที่ประชุมครม.วันนี้ ก็อนุมัติเรื่องการเพิ่มกำลังอาสาสมัครในพื้นที่ 200-300 คนแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา แต่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นสาเหตุเกิดจากอะไร นายสุเทพ กล่าวว่า สาเหตุอย่างที่รู้กัน คือกระบวนการที่เขาแบ่งแยกดินแดนมีจริง และพยายามทุกอย่างที่จะทำให้สถานการณ์รุนแรง เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายของเขา แต่รัฐบาลไม่ได้คิดจะไปเข่นฆ่าบรรดาผู้ก่อการร้าย เราดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย เราคำนึงถึงเรื่องความรู้สึกของประชาชนทั่วไปเป็นสำคัญ ที่รัฐบาลทำใช้ทางการเมืองเป็นหลักคือ ยึดแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง การเข้าใจ เข้าถึง และ การพัฒนา
“ผมได้พยายามที่จะนำเอาเม็ดเงินงบประมาณจากแผนงานต่าง ๆ ที่นายกฯกำหนดให้ไปทำให้ถึงมือประชาชนเร็วที่สุด วันนี้ ได้ซักซ้อมในครม. ตัวโครงการ แผนงาน ตัวเม็ดเงินชัดเจน และให้เจ้าหน้าที่เตรียมการ จะได้รู้ว่า เกษตรกรหมู่บ้านไหน ประชาชนชาวประมงพื้นที่ไหนเดือดร้อน เราจะได้เข้าไปช่วย ซึ่งเราไม่ต้องรอวันที่ 1 ต.ค.เพราะงบประมาณบางส่วนเป็นงบเงินกู้ ซึ่งผ่านแล้ว เพราะฉะนั้น ผมมีความหวังว่า ทุกอย่างจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว"
นายสุเทพ กล่าวว่า นายกฯมอบให้เขาลงไปกำกับดูแลเองทุกอย่าง เชื่อว่า ภายใน 2-3 เดือนจะเห็นผลทุกอย่างว่าได้ถึงมือประชาชนพี่น้องอย่างไร แต่ขณะเดียวกัน ต้องดูการรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นขึ้น เมื่อเราจะลงไป เขาก็ทำสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้มีการประชุมส.ส.ภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์ ต่อไปจะคาดหวังความร่วมมือของส.ส.ในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหา นายสุเทพ กล่าวว่า ทุกคนที่เป็นคนไทยต้องร่วมมือกัน ส.ส.ยิ่งเป็นบุคคลในสถานะพิเศษ เพราะเป็นตัวแทนของประชาชนต้องร่วมมือกัน เขาฟังข้อสรุปของเขาอยู่ ทั้งนี้ เวลาที่ลงพื้นที่ เขาก็เชิญส.ส.ไปด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นส.ส.บ่นว่า การที่รัฐมนตรีลงไป ส.ส.เป็นเพียงแค่ไม้ประดับ และมาต้อนรับอย่างเดียว แต่ไม่ได้รับฟังข้อคิดเห็นจากพวกเขา นายสุเทพ กล่าวว่า เขาก็คงบ่นไปอย่างนั้น ส.ส.บ่นมากเป็นธรรมดา เวลาเราจะทำแผนงาน โครงงานเราฟังทุกคน ทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ และ ส.ส.
เมื่อถามย้ำว่า แต่ถึงกับบ่นว่า รัฐมนตรีทำงานแบบวันแมนโชว์ นายสุเทพ กล่าวว่า เขาไม่มีหน้าที่ทะเลาะกับส.ส.
ต่อข้อถามว่า เรื่องของเขตปกครองพิเศษที่มีการพูดกัน แต่ทางพระภิกษุได้บอกว่า อย่าให้มีเพราะจะกลายเป็นการแบ่งแยก นายสุเทพ กล่าวว่า เขาเข้าใจว่า คนที่คิดในเชิงวิชาการมองไปทางหนึ่ง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มองไปอีกทางหนึ่ง เช่นบางคนเรียกร้องให้ถอนกำลังตำรวจ ทหารออก แต่ชาวบ้านก็บอกว่า ถ้าถอนออก แล้วใครจะดูแลชาวบ้านอย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องฟังทุกคน แต่เราแก้ไขโดยยึดพื้นฐานความเป็นจริงไม่ใช่ตามกระแสอารมณ์
ผู้สื่อข่าวว่า แล้วพรบ.สบ.ชต.จะออกให้เร็วที่สุดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าทำได้เร็วเท่าไหร่ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ เขาแก้ปัญหาที่อยู่ข้างหน้าดีกว่า
"ถาวร"รู้ทันพท.เสี้ยมเปลี่ยนตัวรมต.ดูแลปัญหาใต้
นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยเสนอให้ปรับคณะรัฐมนตรี โดยเปลี่ยนให้นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ มาดำรงตำแหน่งแทนตนเองว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงประชาชนพอใจการทำงานของเขาเป็นอย่างดี เขามีความหนักแน่น และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
“การเสนอให้นายนิพนธ์ มาทำหน้าที่แทนผม เป็นแค่เกมการเมืองของฝ่ายตรงข้าม ที่ต้องการยุยงให้เกิดความแตกแยก โดยพยายามไม่ให้ผมทำงานต่อ ทั้งที่ได้แก้ไขปัญหาภาคใต้มาถูกทางแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายตรงข้ามที่พูดถึงคงอ้างอิงไปถึงบุคคลที่หลายคนรู้จักในนามของ "นายใหญ่" ส่วนความเข้าใจกับส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมมีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี และผมก็ลงพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่ามากเพียงพอแล้ว” นายถาวร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการจัดทำ ร่างพรบ.จัดตั้งสำนักงานบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สบ.ชต.) รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้การทำกฎหมายอยู่ในกระบวนการ เหตุที่การทำกฎหมายมีความล่าช้า เพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณ จึงต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองก่อน
อย่างไรก็ดี โดยแนวทางปฏิบัติ ได้มีการสั่งการให้นำโครงการบางส่วน ที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกฎหมายไปปฏิบัติแล้ว โดยเมื่อกฎหมายผ่านความเห็นของชอบของสภาผู้แทนราษฏร จะสามารถสานต่อโครงการได้ทันที โดยเฉพาะโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในภาคใต้
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า กรอบนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกฏหมาย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณของกองทัพ
ครม.ไฟเขียวงบฯ3.5หมื่นล.ผลิตพยาบาลชายแดนใต้
นายศุภชัย ใจสุมทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม. ว่า ที่ประชุมครม.ได้อนุมัติเพิ่มทุนการศึกษาแก่นักศึกษาโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากเดิม 30 , 000 บาทต่อคนต่อปี เป็น 35 , 900 บาทต่อคนต่อปีของนักศึกษา จำนวน 3 , 000 คน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551-2553 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36 , 300 , 000 บาทตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
ทั้งนี้ได้มีการให้กระทรวงสาธารณสุข ปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการดังกล่าวที่ได้รับการจัดสรรไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ดำเนินการไปก่อน สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอแปรญัตติเพิ่มเติม และขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ต่อไป
ผบ.ตร.กลัวม็อบประท้วงยกเลิกร่วมงานครบ7วันมัสยิดอัลกูรกอน
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 16 มิ.ย. นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผวจ.นราธิวาส และพ.ท.ยุทธนา สายประเสริฐ ผบ.ฉก.นราธิวาส 31 ได้ร่วมกันเดินทางไปยังมัสยิดอัลกูรกอน เพื่อร่วมงานทำบุญครบรอบ 7 วันให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 10 คน โดยมีตัวแทนชาวบ้าน และนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนนับ 1,000 คน ที่ได้ทยอยเดินทางมาแสดงความเสียใจกับเครือญาติของผู้เสียชีวิต และได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อให้การช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตนอกจากนี้ยังร่วมการประกอบพิธีละหมาด ให้ผู้เสียชีวิตทั้ง 10 คน
โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า และมุมที่ชาวบ้านให้ความสนใจและเบียดเสียดกันเข้าไปดูอย่างเนืองแน่น คือ ภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตทั้ง 10 คน ที่ชาวบ้านได้นำมาติดไว้บนกระดานไม้อัด หน้าประตูทางเข้ามัสยิด เพื่อแสดงถึงความโหดเหี้ยมของกลุ่มคนร้ายที่บุกยิงได้ แม้กระทั่งชาวบ้านที่กำลังประกอบพิธีละหมาด ท่ามการ รปภ.เข้มของเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารและฝ่ายปกครอง จำนวนกว่า 300 นาย ที่กระจายกำลังกันคุ้มเข้มทั้งภายในมัสยิดและบริเวณรอบนอก
และจากการที่ชาวบ้านและนักศึกษาจำนวนนับ 1.000 คน ได้ทยอยเดินทางมาร่วมงานทำบุญครบรอบ 7 วัน ให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 10 คนนั้น ได้มีกระแสข่าวแพร่สะพัดออกไปเป็นวงกว้าง ว่า เป็นการรวมตัวเพื่อเตรียมชุมนุมประท้วงขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ในการเร่งรัดจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษ ทำให้คณะของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่มีกำหนดการจะเดินทางมาติดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่มัสยิดอัลกูรกอน อ.เจาะไอร้อง ช่วงเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกันนี้นั้น ต้องยกเลิกกะทันหัน
จากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่า เกรงจะมีมือที่ 3 แฝงตัวเพื่อก่อเหตุร้าย และสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น ในระหว่างคณะ พล.ต.อ.พัชรวาท ปฏิบัติภารกิจที่มัสยิดอัลกูรกอน และได้เดินทางไปยังพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แทน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีระเบิดที่ สภ.สายบุรี ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร



