ข่าว

เงินหาย!

เงินหาย!

17 พ.ย. 2556

เงินหาย! : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               เรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ที่สร้างความวิตกกังวลให้มากที่สุดตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง "เงินหาย" หลังจากที่มีข่าวแพร่สะพัดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่า เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ถูกถอนออกไป โดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้เรื่อง เป็นการถอนจากใครสักคนหรือใครหลายคนที่มีฐานะเป็น "มิจฉาชีพ"

               เป็น "มิจฉาชีพ" ที่จะทำเป็นขบวนการ หรือจะทำคนเดียว จะใช้วิธีง่ายๆ หรือจะอาศัยเทคโนโลยีขั้นเทพก็แล้วแต่ แต่ ณ ตอนนี้ แหล่ง "เก็บเงิน" ที่เราคิดว่า "ปลอดภัยที่สุด" กลายเป็น "ที่ที่อันตรายที่สุด" ไปแล้วสำหรับหลายๆ คน

                อย่าว่าแต่คนอื่นกลัวเลยค่ะ แม้แต่ตัวเองก็ต้องยอมรับว่า กลัวเหมือนกัน แม้ว่าทุกธนาคารจะยืนยันว่า หากพิสูจน์ได้ว่า เงินที่หายไปของลูกค้าเกิดจากถูกมิจฉาชีพทำการคัดลอกข้อมูลแถบแม่เหล็กบนบัตรเอทีเอ็ม หรือเอทีเอ็ม สกิมมิ่ง ธนาคารจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่ลูกค้าก็ตาม แต่ก็ไม่รู้ว่า กว่าจะพิสูจน์ กว่าจะสรุป กว่าจะคืนเงิน ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และก็ต้องยอมรับว่า บัญชีที่ใช้เอทีเอ็มส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นบัญชีเงินเดือนสำหรับกิน-ใช้ประจำวันทั้งนั้น

               ในเว็บไซต์ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชี้แจงเรื่องนี้ โดยเฉพาะมาตรการป้องกันของธนาคารต่างๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ยังหมายถึงธนาคารอื่นๆ ทั่วโลก โดยเริ่มต้นตั้งแต่กำหนดให้ผู้ผลิตเครื่องเอทีเอ็ม ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการติดอุปกรณ์สกิมมิ่งของกลุ่มมิจฉาชีพ และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบความผิดปกติต่างๆ รวมทั้งมีกระบวนในการตรวจสอบเครื่องเอทีเอ็มของทุกธนาคารอยู่เป็นประจำ และรายงานความผิดปกติให้ธนาคารเจ้าของเครื่องรับทราบทันที

                นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือระหว่างทุกธนาคารในการแจ้งเตือนภัยกรณีตรวจพบเครื่องสกิมมิ่งของคนร้ายและดำเนินการอายัดบัตรของลูกค้าของทุกธนาคารที่สงสัยว่าบัตรอาจจะถูกคัดลอกข้อมูล รวมทั้งมีการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการติดตามจับมิจฉาชีพได้หลายครั้งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

               แม้จะเข้มข้นแค่ไหน สุดท้ายก็ยังไม่พ้นมิจฉาชีพที่พัฒนาตัวเองตามมาล้วงเงินจากบัญชีออกไปจนได้ ดังนั้นแบงก์ก็ดำเนินมาตรการในส่วนของแบงก์ไป ส่วนผู้ฝากเงินก็ต้องหาวิธีคุ้มครองตัวเองเช่นกัน

               ธนาคารกสิกรไทย แนะนำวิธีป้องกันและข้อควรระวังในส่วนของลูกค้าไว้อย่างน่าสนใจ โดยให้ลูกค้าสังเกตความผิดปกติของช่องเสียบบัตรของเครื่องเอทีเอ็มที่ใช้บริการ หากพบความผิดปกติ ห้ามเสียบบัตรเข้าไป และให้รีบแจ้งธนาคารเจ้าของเครื่องโดยด่วน

               จุดสังเกตต่อมา คือ ความผิดปกติของแป้นพิมพ์ เช่น อาจจะดูหนากว่าปกติ เป็นต้น หากพบความผิดปกติ ก็ห้ามเสียบบัตร และห้ามกดรหัสเช่นกัน นอกจากนี้ ระหว่างการใช้เครื่องเอทีเอ็มควรยืนประชิดกับตัวเครื่อง และใช้มือบังป้องแผงคีย์บอร์ด ในขณะที่ใส่รหัสบัตรเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็น และป้องกันการบันทึกภาพในกรณีที่คนร้ายแอบติดตั้งกล้องรูเข็ม

               ส่วนเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ก็คือ ห้ามมอบบัตรพร้อมรหัสให้บุคคลอื่นไปทำรายการแทน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน หากมีความจำเป็นจริงๆ จะต้องรีบเปลี่ยนรหัสทันทีที่ได้บัตรคืนมา และในระหว่างที่ใช้เครื่องเอทีเอ็ม ให้ระมัดระวังคนแปลกหน้าที่อาจจะเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ หรือทำเป็นขอความช่วยเหลือในขณะที่กำลังใช้เครื่องเอทีเอ็ม เช่น กรณีบัตรติด หรือมีปัญหาการทำรายการต่างๆ

               รวมทั้งระมัดระวังบุคคลที่เข้ามาเบี่ยงเบนความสนใจในขณะที่ยืนรออยู่ที่บริเวณเครื่อง เพราะมิจฉาชีพอาจจะมีเครื่องสกิมมิ่งที่พกพาอยู่ในตัว สามารถคัดลอกข้อมูลแถบแม่เหล็กในจังหวะที่ลูกค้าเผลอ รวมถึงหลอกให้ลูกค้ากดรหัสเพื่อพยายามทำรายการ โดยคนร้ายจะจดจำรหัสไปใช้งาน

                ในกรณีที่ลูกค้าสงสัยว่าจะถูกคัดลอกข้อมูลบัตรและโดนนำบัตรไปกดเงิน ให้ลูกค้าแจ้งธนาคารผู้ออกบัตรในทันทีเพื่อทำการอายัดบัตรทันที โดยธนาคารจะทำการวิเคราะห์พร้อมตรวจสอบข้อมูลทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย และจะขยายผลการตรวจสอบไปยังลูกค้ารายอื่นที่มาใช้บริการที่เครื่องเอทีเอ็มที่ถูกติดตั้งอุปกรณ์สกิมมิ่ง

                สำหรับหลักการเรื่องความรับผิดชอบต่อความเสียหาย จะยึดหลักปฏิบัติของทุกธนาคารในปัจจุบัน ที่หากพบว่า ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์สกิมมิ่งของคนร้ายที่เครื่องเอทีเอ็มไม่ว่าจะเป็นของธนาคารใดก็ตาม จะถือว่าไม่ได้เป็นความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของลูกค้าผู้ถือบัตร ธนาคารผู้ออกบัตรจะเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น และลูกค้าสามารถติดต่อทำบัตรใหม่ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ

               มีข้อแนะนำเพิ่มเติมจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยว่า ให้หลีกเลี่ยงการใช้ตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว ถ้าสังเกตเห็นว่ามีอุปกรณ์แปลกปลอมติดตั้งอยู่ก็เปลี่ยนไปใช้เครื่องอื่นแทน หากบัตรติดอยู่ในเครื่องหรือสูญหาย ให้รีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัตรทันที ควรเก็บบัตรและธนบัตรเข้ากระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนออกจากเครื่อง และเก็บสลิปที่ทำรายการไว้ทุกครั้ง โดยหากต้องการทิ้งสลิป ก็ควรฉีกเป็นชิ้นย่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำไปใช้ในทางทุจริต

               จริงๆ แล้ว เอทีเอ็มเป็นความสะดวกสบายในการใช้บริการเบิกถอน "เงินของตัวเอง" ที่ไม่ควรต้องแลกด้วยความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ จนถึงตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารจะต้องเร่งมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ฝากเงิน เพราะผู้ฝากเงินก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก

               ทางเลือกสุดท้าย อาจจะต้องเอาเงินใส่ตุ่มฝังดิน ซึ่งใช่ว่าจะปลอดภัย เผลอๆ จะอันตรายมากกว่าเดิม

 

...........................

 (เงินหาย! : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])