
'แบงก์-ลูกค้า'ร่วมป้องกันดูดข้อมูล'ATM'
ป้องกันเสี่ยงดูดข้อมูลเอทีเอ็ม 'แบงก์-ลูกค้า' ร่วมระวัง-เปลี่ยนใช้บัตรฝังชิพ : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน
กลับมาอาละวาดจนเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้งกับแก๊ง "สกิมเมอร์" ที่ดูดข้อมูลบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารต่างๆ จนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่า แก๊งอาชญากรยังสามารถพัฒนารูปแบบการโจรกรรมได้อย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นหนทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การระมัดระวังการใช้งานบัตรเอทีเอ็มให้มากขึ้น เพราะแม้แต่นายแบงก์ก็ยอมรับว่าจะไม่รู้ตัวว่าถูกดูดข้อมูลไปแล้ว จนกว่าเงินในบัญชีจะมีการเคลื่อนไหวผิดปกติหรือถูกถอนออกไป แล้วเราจะช่วยกันป้องกันได้อย่างไร?
แบงก์ป้องได้ระดับหนึ่ง-โจรไม่หยุดพัฒนา
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในธนาคารที่มีลูกค้าเจอปัญหาดังกล่าว ยอมรับว่ามีลูกค้าของธนาคารโดนคัดลอกข้อมูลไปทั้งสิ้น 117 บัตร แต่ธนาคารสามารถอายัดได้ทัน 70 บัตร โดยมีผู้ได้รับความเสียหายหรือถูกถอนเงินออกไปก่อนแบงก์จะอายัดบัตร 41 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2.8 แสนบาท ซึ่งธนาคารได้ชดใช้เงินให้แก่เจ้าของบัตรแล้วทุกราย
“กรณีความเสียหายจากการถูกคัดลอกข้อมูลไปกดเงินสดนั้น แบงก์เจ้าของบัตรทุกแห่งจะรับผิดชอบชดใช้เงินที่ถูกถอนออกไปให้ทุกรายอยู่แล้ว ลูกค้าของแบงก์ไม่ต้องเป็นกังวล และครั้งนี้ถือว่าอายัดบัตรได้ทันจำนวนมาก เพราะแบงก์มีระบบตรวจสอบการเคลื่อนไหวของบัญชีลูกค้าได้ทันท่วงที หากเห็นมีการโอนเงิน หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น โอนไปประเทศปลายทางที่ต้องสงสัยก็จะตรวจสอบก่อน” นายปกรณ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัญหาดังกล่าวเป็นระยะๆ แต่ลูกค้าไม่ต้องกังวลจนไม่กล้าใช้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต โดยธนาคารยืนยันว่าเครื่องเอทีเอ็มทุกเครื่องจะมีการป้องกันการคัดลอกข้อมูลด้วยเครื่องสกิมเมอร์ที่แก๊งคนร้ายนำมาใช้อยู่แล้ว เพราะในช่วง 5 ปี ก่อนปัญหาดังกล่าวก็ระบาดมาก ทำให้ทุกแบงก์เจอกับปัญหานี้กันหมด มีลูกค้าเสียหายจำนวนมากและเม็ดเงินหลายล้านบาท จึงมีการติดตั้งเครื่องมือป้องกันและทำให้ปัญหาการดูดข้อมูลและปลอมแปลงบัตรหายไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเกิดเรื่องขึ้นครั้งล่าสุด ทางแบงก์เจ้าของเครื่องคงต้องกลับไปดูว่าทำไมผู้ร้ายจึงสามารถติดตั้งเครื่องคัดลอกข้อมูลออกไปได้ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าคนร้ายมีการพัฒนาเครื่องมือในการคัดลอกข้อมูลขึ้นไปอีกระดับหนึ่งที่สามารถทำงานได้ โดยที่เจ้าของบัตรไม่มีทางรู้ตัวว่าถูกก๊อบปี้ข้อมูลไปแล้ว
นายปกรณ์ยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นอีก เพราะไม่ว่าแบงก์จะพัฒนาระบบป้องกันตัวมากแค่ไหนคนร้ายก็มีวิวัฒนาการในการโจรกรรมข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีแก๊งปลอมข้อมูลบัตรเครดิตที่อาละวาดหนักทำให้แบงก์เปลี่ยนบัตรเครดิตเป็นระบบฝังชิพข้อมูลส่วนตัวลูกค้าแทนการใช้แถบแม่เหล็ก ทำให้ปัญหาการคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตหมดไป
จนคนร้ายหันมาใช้เครื่องสกิมเมอร์กับบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแทน เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นระบบใช้แถบแม่เหล็กที่ดูดข้อมูลง่ายอยู่ โดยคนร้ายเพียงนำอุปกรณ์ไปติดที่ตู้เอทีเอ็มบริเวณที่เสียบบัตรเพื่อคัดลอกข้อมูลแถบแม่เหล็ก ซึ่งในอดีตมีคนร้ายคอยมองรหัสด้วย เพราะแม้จะมีข้อมูลบัตรก็ไม่สามารถกดเงินได้ แต่ปัจจุบันมีการก๊อบปี้รหัสไว้หรือมีการถ่ายรูปช่วงกดรหัสบัตรไว้ด้วยซ้ำ ทำให้การทำบัตรปลอมและนำไปถอนเงินในต่างประเทศทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
"แบงก์-ลูกค้า"ต้องร่วมมือกันระแวดระวัง
อย่างไรก็ตาม สมาคมธนาคารไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว ได้ประสานความร่วมมือในการร่วมกันตรวจสอบตู้เอทีเอ็มทั้งของแบงก์ตัวเองและของแบงก์อื่นในบริเวณใกล้เคียงกันว่ามีเครื่องสกิมเมอร์ติดตั้งอยู่หรือไม่ โดยปกติแต่ละแบงก์จะส่งเจ้าหน้าที่ไปเติมเงินที่ตู้เอทีเอ็มทุก 2-3 วันอยู่แล้ว ในระยะนี้จึงขอให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด โดยเบื้องต้นทุกธนาคารมีข้อตกลงร่วมกันในการช่วยกันสอดส่องดูแลและแจ้งความเคลื่อนไหวของบัญชีผ่านเอสเอ็มเอส
ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนลูกค้าสมัครแจ้งความเคลื่อนของบัญชีผ่านช่องทางดังกล่าว เพื่อให้รู้ความเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาได้ทัน โดยหากลูกค้าพบความผิดปกติให้แจ้งที่คอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร เพื่ออายัดบัตรและแจ้งความทันที ขณะที่แบงก์ก็จะมีระบบตรวจสอบภายในที่จะช่วยสกัดและป้องกันอีกทางหนึ่ง แต่คงไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด
“ถือเป็นมาตรการสอดส่องดูแลให้มากขึ้น เพราะเราไม่มีโอกาสรู้ว่าคนร้ายจะนำเครื่องสกิมเมอร์ไปติดตั้งที่ใด เพราะตู้เอทีเอ็มมีเป็นแสนๆ ตู้ แต่เท่าที่สังเกตจะเป็นแหล่งชุมชน ย่านออฟฟิศหรือย่านการค้า เพื่อให้ได้ข้อมูลไปมากที่สุด” นายปกรณ์กล่าวและว่า การดูแลตู้เอทีเอ็มเป็นหน้าที่ของผู้ขายเครื่องต้องไปตรวจสอบและหามาตรการหรืออุปกรณ์ในการป้องกันใหม่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก
นายปกรณ์กล่าวด้วยว่า หนทางที่ดีที่สุดลูกค้าต้องป้องกันตัวเองด้วย โดยการทำธุรกรรมหรือกดเงินขอแนะนำให้ลูกค้าใช้มือบังแป้นคีย์บอร์ดขณะกดรหัส ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้ถือบัตรเอทีเอ็มส่วนใหญ่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ แต่เมื่อมีกระแสข่าวการฉกเงินจากบัญชีครั้งนี้น่าจะสร้างกระแสตื่นตัวกันมากขึ้น รวมทั้งควรระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นทราบรหัสบัตร โดยหมั่นเปลี่ยนรหัสบัตรเป็นประจำ ที่สำคัญควรสังเกตเครื่องเอทีเอ็มและบริเวณที่เครื่องเอทีเอ็มติดตั้งอยู่ว่ามีวัสดุอุปกรณ์แปลกปลอมติดอยู่หรือไม่ ก่อนที่จะใช้บัตรที่เครื่องดังกล่าวและหมั่นตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีเป็นประจำก็น่าจะช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่ง
ส่วนในระยะยาวหลายธนาคารเริ่มตระหนักในการเปลี่ยนรูปแบบบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตจากแถบแม่เหล็กให้เป็นชิพอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ยากต่อการคัดลอกข้อมูลจากบัตร แต่การเปลี่ยนทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะทั้งระบบมีบัตรเอทีเอ็มมากกว่า 10 ล้านใบ คงต้องใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี อีกทั้งแต่ละธนาคารต้องเพิ่มซอฟต์แวร์หรืออัพเกรดตู้กดเงินหรือเครื่องเอทีเอ็มด้วย ซึ่งต้องลงทุนอีกไม่น้อย
กระตุ้นลูกค้าเปลี่ยนบัตรใช้แบบฝังชิพ
ด้านธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ธนาคารอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าบัตรเอทีเอ็มที่มาใช้บริการที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารถูกดูดข้อมูลไปได้อย่างไร แต่เสียดายที่คนร้ายถอดเอาเครื่องสกิมเมอร์ออกไปก่อน โดยยืนยันว่าตู้เอทีเอ็มส่วนใหญ่ของแบงก์มีระบบป้องกันการคัดลอกข้อมูลอยู่แล้ว แต่เข้าใจว่าผู้ร้ายมีกรรมวิธีใหม่ๆ มาใช้จนทำให้เครื่องไม่สามารถป้องกันตัวได้ แต่ลูกค้าไม่ต้องกังวล หากตรวจสอบพบว่าเงินหายไปจากบัญชีด้วยกรณีดังกล่าวแบงก์ยินดีรับผิดชอบความเสียหายให้ทั้งหมด โดยครั้งล่าสุดก็มีลูกค้าโดนไปหลายรายและมีการชดใช้เงินคืนให้หมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารมองเห็นปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน จึงได้มีการพัฒนาบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็ก มาเป็นฝังชิพแทนเหมือนกับบัตร แต่ในช่วงที่ผ่านมายอมรับว่ายังมีลูกค้าที่มาเปลี่ยนบัตรค่อนข้างน้อย จากจำนวนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของแบงก์กรุงเทพกว่า 17 ล้านใบ มีลูกค้าที่มาเปลี่ยนบัตรแล้วจำนวน 2.5 ล้านใบเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อเปลี่ยนเป็นชิพการ์ดจะสามารถใช้ได้กับเครื่องรับบัตร หรือตู้เอทีเอ็มของแบงก์กรุงเทพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ได้กับตู้เอทีเอ็มของแบงก์อื่น เนื่องจากเครื่องเอทีเอ็มของแบงก์อื่นๆ ยังไม่ได้มีการปรับระบบซอฟต์แวร์ให้รองรับบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเดบิตที่ติดชิพการ์ด เพราะต้องมีการลงทุนปรับระบบตู้เอทีเอ็มใหม่ทั้งหมด ซึ่งของแบงก์กรุงเทพได้ปรับใหม่เกือบหมดแล้วและน่าจะเป็นเพียงธนาคารเดียว
“ก่อนหน้านี้แบงก์ก็รณรงค์ให้ลูกค้าที่บัตรเอทีเอ็มหมดอายุเปลี่ยนไปใช้ชิพการ์ด โดยแบงก์จะรับต้นทุนเองและเปลี่ยนให้ลูกค้าฟรี แต่อาจเป็นเพราะลูกค้าส่วนใหญ่ยังต้องการความสะดวกในการกดเงินสดได้ทุกตู้แทนที่จะกดเฉพาะตู้เอทีเอ็มของแบงก์ และบางส่วนบัตรไม่ครบอายุการใช้งานก็มักไม่เปลี่ยนใหม่ยกเว้นบัตรหาย ขณะนี้คงมีบัตรรุ่นใหม่ที่ใช้ชิพ ซึ่งปลอมแปลงข้อมูลยากค่อนข้างน้อย แต่หลังจากมีข่าวเรื่องแก๊งชาวชาติอาละวาดถอนเงินจากบัตรเอทีเอ็มไปได้จำนวนมาก น่าจะทำให้ลูกค้าตื่นตัวมาขอเปลี่ยนบัตรใหม่มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้แบงก์ก็จะเปลี่ยนให้ฟรีไม่คิดค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด”
นอกจากนี้ธนาคารยังแนะนำผู้ใช้เครื่องเอทีเอ็มให้สังเกตก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง หากรู้สึกถึงความผิดปกติ หรือมีอุปกรณ์บางอย่างที่ไม่คุ้นเคย เช่น ช่องสอดบัตร แป้นพิมพ์ หรือสิ่งที่อาจเป็นกล้องวิดีโอขนาดจิ๋วให้หลีกเลี่ยงเครื่องนั้น และแจ้งธนาคารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า การที่สถิติการโดนคัดลอกบัตรเอทีเอ็มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะปัจจุบันการดำเนินธุรกรรมทางการเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงต่อเรื่องนี้มีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการป้องกันตัวเองในการกดตู้เอทีเอ็มขอให้เอามือปิดบังรหัสบัตรเอทีเอ็มเอาไว้ เพราะถ้าโดนคัดลอกข้อมูลไป แต่ไม่มีรหัสบัตรเอทีเอ็มก็ไม่สามารถโจรกรรมได้
----------------------
(ป้องกันเสี่ยงดูดข้อมูลเอทีเอ็ม 'แบงก์-ลูกค้า' ร่วมระวัง-เปลี่ยนใช้บัตรฝังชิพ : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)



