
'ทูตวีรชัย'ยันไม่โกรธ'ศิริโชค'
'ทูตวีรชัย' ยันไม่โกรธ 'ศิริโชค' ปม 'พระวิหาร' มองเป็นเรื่องดีได้รับฟังความเห็นต่าง ระบุ ปม 4.6 ตร.กม.ให้ขุดหลุมฝั่งได้เลย ยันไทยไม่เสียดินแดน
15 พ.ย.56 นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการดำเนินการทางกฎหมายคดีพระวิหาร กล่าวภายหลังการชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะมีความเข้าใจมากขึ้น และการรับฟังความคิดเห็นสมาชิกรัฐสภา นับว่ามีประโยชน์ เพราะในอีกแง่หนึ่ง ถือว่าได้รับฟังจากประชาชนทุกคน เนื่องจากสมาชิกเป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทูตวีรชัยออกอาการไม่พอใจต่อกรณีนายศิริโชคอภิปรายคดีพระวิหารในสภา โดยทูตวีรชัย กล่าวยืนยันว่า ไม่รู้สึกถือโทษโกรธนายศิริโชคแต่อย่างใด มองว่าเป็นเรื่องดีที่ได้ฟังความคิดเห็นของคนที่คิดต่างกันไป ทั้งนี้ไม่ขอพูดเรื่องที่ยังไม่แน่ชัด เพราะการที่เป็นนักการทูต คำพูดใดๆที่ออกจากปากไปจะเป็นความผูกพันของประเทศในอนาคต
"มีคำกล่าวว่า งานที่ยากที่สุดในโลก คือการเป็นโค้ชทีมฟุตบอลบราซิล แต่ตอนนี้ผมว่าเป็นตัวแทนรัฐบาลในคดีนี้นั้นยากกว่า ส่วนขั้นตอนต่อจากนี้ คือ การหารือภายในประเทศที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและประชาชน เพื่อที่จะได้ไปเจรจากับกัมพูชา ในการหาคำตอบเรื่องพื้นที่พิพาทว่า เป็นส่วนไหน ขนาดเท่าไหร่ โดยย้ำว่า ทีมงานในไทยและต่างประเทศเอง ตอนนี้ก็ทำงานอย่างหนัก เพื่อหาแนวทางออกในเรื่องนี้อย่างรอบคอบและโปร่งใส"
ด้านนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลโลกนั้นมีส่วนที่เป็นประโยชน์กับไทย ส่วนเรื่องของพื้นที่รอบปราสาทเป็นสิ่งที่ต้องไปเจรจาต่อไป ตนเชื่อว่าหากใช้ความสามารถในการเจรจา ผลอาจจะออกมาเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายได้ เพราะศาลไม่ได้กำหนดพื้นที่มา แต่ให้สองประเทศได้ไปเจรจากันต่อ โดยขอยืนยันว่า ทุกขั้นตอนจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายของไทย
ระบุปม 4.6 ตร.กม.ให้ขุดหลุมฝั่งได้เลย ยันไทยไม่เสียดินแดน
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เบื้องหลังคดีตีความปราสาทพระวิหาร” โดยมี ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะดำเนินการทางกฎหมายฝ่ายไท คดีปราสาทพระวิหาร นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม โดยมี ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
นายวีรชัย กล่าวถึงผลการตัดสินคดีในครั้งนี้ที่ศาลโลกระบุชัดเจน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ภูมะเขือ (Phanom Trap) ไม่รวมอยู่ในคำพิพากษาปี 2505 ตามคำกล่าวอ้างของกัมพูชาในปัจจุบันนั้น หมายถึงว่าภูมะเขือไม่ใช่ของกัมพูชาแน่ๆ ขณะเดียวกันศาลเองก็ไม่ได้ตัดสินว่าเป็นของไทยเหมือนกัน เพราะศาลไม่มีอำนาจชี้ชัดเรื่องเขตแดน และเท่าที่ทราบก็ไม่มีประเทศใดในโลกอ้างสิทธิเป็นเจ้าของภูมะเขือ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติก็ต้องเป็นของเรา ดังนั้นในส่วนนี้เวลาไปเจรจาก็พูดให้ชัดเป็นเสียงเดียวว่าเป็นของเรา
2. เส้นบนแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนที่กัมพูชาถ่ายทอดเกินไปถึงพื้นที่ 4.6 ตร.กม.นั้น แต่วันนี้ถูกปัดตกไปแล้ว ศาลรับว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไม่มีอยู่ในแผนที่ดังกล่าว ทำให้จุดนี้ไม่มีการเจรจากันต่อ และขุดหลุุมฝั่งไปได้เลยว่าจะไม่มีการพูดประเด็นนี้กันอีกต่อไป และ 3. เส้นในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนที่กัมพูชาอ้างว่า ผูกพันกับไทย หรือใช้มัดคอเรามาตลอดตามคำตัดสินปี 2505 นั้น แต่วันนี้ ชี้ขาดแล้วว่า เส้นนี้ผูกพันไทยเพียงแค่บริเวณ “promontary” ที่เป็นบริเวณเท่าไหร่เวลานี้ยังต้องมาดูกัน นอกนั้นไม่สามารถมาอ้างได้อีกแล้ว อะไรนอกเหนือจากบริเวณนี้ต้องกลับไปยังสนธิสัญญา และสันปันน้ำกลับเข้ามาได้ แต่ต้องเจรจา และต้องเลิกหลบไม่เจรจา กัมพูชาไม่สามารถตะแบงได้แล้ว
ขณะเดียวกัน นายวีรชัย ระบุว่า สิ่งที่เราเสียไปจากคำตัดสินคดีตีความคือ เส้นมติคณะรัฐมนตรีปี 2505 แต่ไม่ใช่เพราะเส้นนี้พื้นฐานไม่ดี แต่ศาลให้เหตุผลไว้ 2 ประการคือ มีการค้นพบหลักฐานในคดีเก่าว่า มีที่ตั้งของตำรวจตระเวนชายแดนของไทยตั้งอยู่ และทนายของไทยสมัยนั้น พูดว่าที่ตั้งตำรวจอยู่เหนือสันปันน้ำ เหนือเส้นมติคณะรัฐมนตรีของเรา ในกรณีนี้ ศาลจึงบอกว่าเส้นนี้จึงต้องตกไป ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ อันที่จริงกัมพูชาเองก็ไม่เห็นในเรื่องนี้ แต่ศาลในวันนี้เห็น ซึ่งทางคณะสู้คดีเองก็ได้พยายามตามหาตัวทนายของเราในตอนนั้นก็ยังยืนยันประเด็นนี้ ดังนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่าเส้นมติคณะรัฐมนตรีที่ตกไปเป็นมรดกของคดีเก่า
"กระทรวงการต่างประเทศถูกดึงไปยืนอยู่ตรงกลางสังคมประชาธิปไตย ระหว่างความจำเป็นที่ประชาชนต้องรับทราบ กับเรื่องที่จะต้องรักษาท่าทีการเจรจาเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดแก่ปะเทศชาติและประชาชน ถ้าเปิดมากเกินไป ท่าทีเราก็อ่อน ถ้าปิดก็ขาดเสียงจากประชาชน ณ วันนี้ยังไม่ทราบ และยังพูดอะไรไม่ได้ เมื่อไหร่พูดได้ก็จะทำหากได้รับอนุญาตจากรัฐบาล จนกว่าจะถึงวันนั้นหากจะด่าว่าผมปิดบังข้อมูลประชาชนก็ด่าไป เพราะผมคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติก่อน ด่าผมผมไม่เจ็บ ผมรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติแล้วโดนด่าเชิญได้เลย" นายวีรชัยกล่าว
นายวีรชัย ชี้ว่าการค้นคว้าหาหลักฐานทั้งหมดได้มาด้วยหยาดเหงื่อ และน้ำตา ขอให้รักษาเอาไว้ให้ดี เพราะเชื่อว่าเจเนอเรชั่นนี้อาจจะยังเจรจาไม่เสร็จ โดยเจเนอเรชั่นถัดไปจะต้องไปเจรจาต่อ โดยขอให้ยึดวรรค 99 นี้เอาไว้ เพราะวรรค 99 นี้เองถือเป็นวรรค "ตอกฝาโลง" ว่า เส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 ตกไป เนื่องจากเป็นเส้นเดียวในคดีที่มีการถ่ายทอดตามแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งไทยก็คัดค้านมาตลอด และวันนี้ศาลปัดตกไปเรียบร้อย
"วรรค 99 นี้เป็นผลงานของคณะแผนที่ของเราที่คุณอลินา มิรอง เป็นผู้นำเสนอ สามารถต่อสู้จนสำเร็จว่าศาลรับทราบข้อต่อสู้ของไทยเกี่ยวกับความยากในการถ่ายทอดเส้นแผนที่ภาคผนวก 1 (แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน) คำพิพากษาปี 1962 ไม่ได้ทำสิ่งนี้ ดังนั้นศาลในวันนี้จึงทำไม่ได้ ศาลบอกว่าต้องไปเจรจากันโดยสุจริต (good faith) ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศคือ ต้องเจรจาด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการหาทางออกร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่มานั่งย้ำความต้องการของตัวเอง โดยไม่ยอมฟังอีกฝ่าย กล่าวคือ เจรจาโดยไม่พาล และทำฝ่ายเดียวไม่ได้" นายวีรชัย กล่าว
สำหรับการเจรจาโดยสุจริตนั้น นายวีรชัย ระบุว่า ศาลไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเสร็จภายในเมื่อไหร่ และธรรมนูญศาลโลกไม่มีกำหนดระยะเวลาปฏิบัติ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ถ่วงเวลา แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ค่อยคิดค่อยทำ ต้องเคารพกระบวนการภายใน เคารพกระบวนการเจรจาภายนอก ทำให้ถูกต้อง ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องลุกลี้ลุกลน ตราบใดที่การเจรจายังไม่จบ ไม่มีใครมาเอาแผ่นดินไปจากเราได้ ดังนั้นจะรีบด่วนสรุปว่าเราเสียเท่าไหร่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อโต๊ะเจรจา โดยเฉพาะหากคนที่ประเมินเป็นคนในภาครัฐไม่ว่าจะฝ่ายบริหารนิติบัญญัติ หรือตุลาการ
"การต่อสู้คดีเป็นเรื่องดินแดนที่มีความอ่อนไหวในความรู้สึกของคนไทย ถ้าคนในภาครัฐพูดอะไรมันสามารถถูกนำไปอ้างเป็นนัยได้ ถึงแม้จะตัดความผูกพันทางกฎหมายออกไป แต่ยังมีความผูกกันทางศีลธรรมจิตวิทยา ต่อให้เป็นเอกชน นักวิชาการ บอกว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลแต่นั่นก็คือคนไทย อาจจะถูกนำไปอ้างว่าคนไทยยังคิดแบบนี้ว่า 30 ไร่ 40 ไร่ เวลาเข้าเจรจามันก็ถ่วงหลังคนไปเจรจา" ทูตวีรชัย กล่าว
เมื่อถามว่า เราเสียดินแดนหรือไม่นั้น นายวีรชัย ตอบว่า ผลของคำพิพากษาไม่ผูกพันเรื่องดินแดน สิ่งที่เราเสียจากคำพิพากษาผลคือ ต้องไปเจรจาซึ่งวันนี้ยังไม่ทราบ ไม่ใช่การตอบเล่นลิ้นแบบนักการทูต แต่ที่ได้ 3 อย่างนั้นได้แน่ไม่ต้องเจรจา และหากถามว่ามีโอกาสเสียดินแดนหรือไม่นั้น นายวีรชัย ไม่ขอตอบคำถามนี้เพราะตนมาจากหน่วยงานที่ต้องไปเจรจา การตอบคำถามนี้เป็นเหมือนการเอาหินไปผูกหลังหน่วยงานตัวเอง ซึ่งจะหาปิดบังข้อมูลประชาชนหรือไม่ให้พิจารณาเอาเอง
เมื่อถามถึงข้อกังวลว่า จะมีฝ่ายไทยไปเจรจาลับแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนในภายหลังได้ นายวีรชัย กล่าวว่า ในทางกฎหมายระหว่างประเทศจะพิจารณาเอกสารและหลักฐานที่ถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อสาธารณ ทำให้ประชาชนไทยสบายใจ และตัดเรื่องการเจรจาลับไปได้
ด้านนายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า กระทรวงต่างประเทศให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหลังจากที่ศาลมีคำตัดสินคดีตีความออกมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ ได้มีการตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการเพื่อแปลเอกสารคำพิพากษาของศาลทั้งหมดให้เป็นภาษาไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้อ้างอิงได้ ตอนนี้ร่างแรกแปลเสร็จแล้ว กำลังตรวจอยู่ คาดว่าภายในอาทิตย์หน้าจะเสร็จเรียบร้อย
"ตอนนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดในทางสาธารณะว่าพื้นที่เท่าไหร่ ภาษาชาวบ้านคือต้องลับ ถ้าเปิดไปแล้วก็ไม่ต้องเจรจาแล้ว ศาลในวรรค 99 บอกว่าวันนี้ต้องไปเจรจากันว่าพื้นที่อยู่ที่ไหน ดังนั้นเราต้องหารือ เราพร้อมเมื่อไหร่ ก็ไปเจรจา ศาลไม่ได้กำหนดเวลา"
นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศยังได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก โดยเน้นว่าคำตอบนี้ไม่ใช่ท่าทีของไทย ซึ่งต้องรอให้คณะกรรมการที่จะดูเรื่องนี้วิเคราะห์คำพิพากษาเพื่อกำหนดท่าทีก่อน ว่า การบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการ ซึ่งแผนนั้นต้องมีขอบเขตของพื้นที่โดยเฉพาะตัวปราสาท และพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทที่จะต้องนำไปนำเรียนต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในเมื่อศาลปัจจุบันนี้ได้กำหนดมาแล้วว่า Promontary มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทางกายภาพเป็นอย่างไร แต่ทั้งสองฝ่ายต้องไปหาพื้นที่นั้น ซึ่งตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าขอบเขตแค่ไหน ในเมื่อยังตกลงกันไม่ได้ในวันนี้ อย่างไรก็ต้องมาคุยกันก่อน ซึ่งในวรรคที่ 106 ของศาลเองก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกัน และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อปกป้องปราสาทในฐานะที่เป็นมรดกโลก



