ข่าว

"สุเทพ"บ่นน้อยใจเป็นหลังพรรคร่วมของบเพิ่ม

"สุเทพ"บ่นน้อยใจเป็นหลังพรรคร่วมของบเพิ่ม

16 มิ.ย. 2552

“สุเทพ” บ่นน้อยใจเป็นเหมือนกัน พรรคร่วมบ่นได้งบฯน้อย ลั่น ไม่ใช่เอามาหารมาแบ่งกัน แต่เลือกตามความจำเป็น หลังจาก พผ.บี้หนักบีบ"อภิสิทธิ์"เพิ่มงบ ก.อุตฯ “นายกฯ”ระบุการจัดสรรงบฯไม่มีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง

 (16 มิ.ย.)นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเสียงบ่นน้อยใจ จากพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อแผ่นดินที่บอกว่า งบประมาณที่ได้น้อย แต่ไปทุ่มให้กับพรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จะมีการทำความเข้าใจหรือไม่ว่า เขาก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกันว่า บ่นกันบ่อยเหลือเกิน

 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ คงต้องมีการทำความเข้าใจกัน ทุกคนอยู่บนหลักของเหตุผลไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ เรื่องงบบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องเอามาหารแบ่งกันไปตามใจชอบ เราทำงบประมาณเพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชน การแก้ไขปัญหาของประชาชน การแก้ไขปัญหาของประเทศโดยส่วนร่วม

 "ไม่มีว่า ต้องให้นายก. นายข.และนายค. เท่า ๆ กัน ไม่ใช่ อยู่ที่ว่างานของใครมีความจำเป็นมากน้อยกว่ากัน งานบางอย่าง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ จะเอางบไปมากกว่าเพื่อนได้อย่างไร"

 เมื่อถามว่า ที่มีการเพิ่มงบให้กับกระทรวงการกีฬาและท่องเที่ยว และกระทรวงมหาดไทย จำนวน 4,000 กว่าล้านบาท มีที่มาที่ไปอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า เขาจำไม่ได้ ต้องไปถามเจ้ากระทรวงทั้งสองดีกว่า เพราะเขาก็ไม่ได้ทราบทุกเรื่องในรายละเอียด

 เมื่อถามว่า นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน บ่นว่า ถูกมองข้ามไม่เห็นหัวกัน อาจจะต้องหันหลังให้รัฐบาล นายสุเทพ กล่าวว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะนายชาญชัย ไม่เคยพูดกับเขาอย่างนั้น ถ้าเขาหันหลังให้ ก็จะทำเขาหันหน้ากลับมา ทั้งนี้ คงไม่ต้องคุยกัน เพราะไม่มีอะไรเลยที่เป็นปัญหาขณะนี้ ยังไม่มี

 ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่มีเค้าลางอะไรใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าเป็นแล้วจะบอก

พผ.บี้หนักบีบ"อภิสิทธิ์"เพิ่มงบ ก.อุตฯ

เมื่อเวลา 13.30 น.นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม และหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวหลังประชุม ครม.กรณีที่จะยื่นของบประมาณเพิ่มเติมให้กระทรวงอุตสาหกรรมว่า วันนี้วาระการประชุมมีเยอะมาก ตนได้พูดเรื่องนี้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นิดหน่อยว่า หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าก็จะต้องของบประมาณเพิ่มให้กับของกระทรวงอุตสาหกรรม

 "งบกระทรวงอุตสาหกรรมมีน้อย อย่างไรก็จะขอเพิ่มท่านนายกฯบอกว่าเดี๋ยวค่อยคุยกัน โดยผมจะไปคุยกับท่านนายกฯที่รัฐสภาในการประชุมร่างพ.ร.บ.เงินกู้"

 เมื่อถามว่า จะของบเท่าใดและใช้ผลักดันโครงการใดบ้าง นายชาญชัย กล่าวว่า จะใช้ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมตั้งแต่รากหญ้า ขนาดกลางและขนาดใหญ่ การขับเคลื่อนตรงนี้ต้องทำให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจ และที่ผ่านมาเคยเสนอแผนงบกลางปีไปหลายครั้งและแผนในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 วงเงิน 18,000 ล้านบาท งบประมาณนี้มันครบวงจร แต่กระทรวงกลับได้งบเพียง 5,000 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีงบกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง

 เมื่อถามว่า งบที่จะขอใหม่นั้นอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 หรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่า มีอยู่นิดหน่อย วันนี้ได้แต่เพียงร้องเพลงน้อยใจรัก หากตนไปร้องเพลงนี้คิดว่านายอภิสิทธิ์น่าจะร้องเพลงว่ารักแล้วรอหน่อย

 เมื่อถามว่าหากไม่ได้งบเพิ่มเติมพรรคเพื่อแผ่นดินจะทำอย่างไรต่อไป นายชาญชัย กล่าวว่า เราเพียงได้แต่บอกประชาชนว่า ได้รับงบเท่านี้ก็ต้องทำเท่านี้

 เมื่อถามว่าจะไปหารือกับนายอภิสิทธิ์ อีกกี่ครั้ง นายชาญชัยกล่าวว่า พรรควิเคราะห์เเล้วและจะปรึกษากับนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง ลูกผู้ชายพูดครั้งเดียวก็พอแล้ว ตอนนี้ยังหันหน้ากอดกันอยู่ยังไม่ได้นอนหันหลังให้กัน

 “นายกฯ”ระบุการจัดสรรงบฯไม่มีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง

 
 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนสถานที่แถลงข่าวหลังประชุม ครม.จากหน้าตึกสำนักเลขาธิการ ครม.มาเป็นที่ตึกนารีสโมสร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการภายหลังที่สภาผ่านความเห็นขอบ พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า ในส่วนของการเดินหน่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เมื่อ พ.ร.ก.ได้รับความเห็นชอบจากสภาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ขณะนี้ประธานรัฐสภาไดนัดปรชุมแล้วในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ และเมื่อทางวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว การดำเนินการต่อไปกระทรวงการคลังก็จะดำเนินการในเรื่องของการกู้เงินซึ่งจะดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ ส่วนแรกคือการออกพันธบัตรที่จะมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาซื้อได้ โดยจะมีการกำหนดขั้นตอนเช่น ให้ผู้สูงอายุมีโอกาสก่อน ในส่วนที่สองคือจะเป็นการกู้ยืมในระบบธนาคาร เพื่อผสมผสานระหว่างกัน และที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนถึงเรื่องของอัตราดอกเบี้ยในตลาดมากจนเกินไป “ และเท่าที่สอบถามดูเหมือนการออกพันธบัตรรอบแรกจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการใช้จ่ายเงินนั้น ขณะนี้มีโครงการที่มีความพร้อมอยู่ก็จะดำเนินการไปทันที โดยให้คณะกรรมการฯชุดของนายพนัส สิมะเสถียร ที่มีหน้าที่ติดตามกำกับการใช้จ่ายเงิน เข้าไปดูแลติดตามดำเนินการในเรื่องของการใช้จ่ายและจะมีการเปิดเผยข้อมูลในโครงการต่างๆซึ่งผ่านความเห็นชอบ เมื่อถามว่าคิดว่าเงินจะลงไปถึงมือประชาชนได้เมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าการดำเนินโครงการน่าจะเริ่มได้ไม่น่าจะเกินเดือน ส.ค.เป็นต้นไป

เมื่อถามถึงแนวทางการออกพันธบัตรจะทำอย่างไรไม่ให้กระทบกับโครงการในส่วนของภาคเอกชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าออกเป็นจำนวน 3 หมื่นล้าน เมื่อเทียบกับสภาพคล่องส่วนเกิน 9 แสนล้าน ตนคิดว่าไม่มีปัญหา เพราะโครงการในวงเงิน 4 สนล้านบาท คงไม่ได้ทำพร้อมกันทีเดียว “ ผมมั่นใจถึงแม้จะเป็นเงิน 4 แสนล้านก็ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาพคล่องส่วนเกิน ปัญหาเวลานี้ผมมั่นใจว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำโครงการนี้ เงินส่วนนี้ก็ไม่ได้ไปไหน จะอยู่ในระบบธนาคารเฉยๆ ”
 
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่าในไตรมาสสุดท้ายเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นยังยืนยันหรือไม่และคาดว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะให้คำนวนตัวเลขคงยากเพราะจะมีงบประมาณประจำด้วย แต่เชื่อว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ในยอดของ พ.ร.ก.จะลงไปได้ค่อนข้างมาก และในส่วนของงบลงทุนที่อยู่ในงบปี 2553 ก็กำชับไปแล้วว่าให้ลงได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2553 หรือไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

เมื่อถามว่างบประมาณ 4 พันล้าน ที่ครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.อนุมัติเพิ่มนั้นอยู่ในส่วนไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเงินที่อยู่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเงินส่วนนี้เข้าไปเติมในแผนรวมและส่วนไหนที่พร้อมก็จะอยู่ในเงินยอดแรก แบ่งเป็น 2 เรื่อง ซึ่งทั้ง 2 เรื่องที่มีการวิพากวิจารณ์กันมากนั้นความจริงมีที่มาจากตน เหตุผลคือโครงการแรกในเรื่องของศูนย์เด็กเล็กที่ตนย้ำในเชิงนโยบายหลายครั้ง แต่ปรากฎว่าในช่วงที่ทำแผนนั้นเรื่องเด็กเล็กนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงานมาก ทั้งกระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาและแม้แต่กระทรวงแรงงาน ทำให้หลุดออกไป

ตนจึงปรารภว่าเรื่องเด็กเล็กเป็นนโยบายสำคัญขอให้ไปรวบรวมทำมา อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งตนได้ปรารภในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจว่าปัญหาการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวมีปัญหาว่าสิ่งที่จะเข้าไปฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยว เวลาที่เราต้องการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวจริงกลับไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงท่องเที่ยวฯ ตนจึงกลัวว่าจะไม่เชื่อมโยงระหว่างกันในการฟื้นฟู ก็ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กลับไปดูในแง่โครงการการฟื้นฟูท่องเที่ยวที่อาจไปอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของกระทรวงอื่นแต่ขอให้ทำแผนเสนอมา ซึ่งการประชุม ครม.นัดพิเศษก็มีการเสนอกรอบที่จะเสนอเข้าสภามา ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองอะไรเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ว่าระหว่างการพิจารณาในชั้นของวุฒิสภาอาจมีอุปสรรคเกิดขึ้น เพราะท่าทีของกลุ่ม 40 ส.ว.ก็ยังมีท่าทีที่จะขัดขวางการผ่านร่างพ.ร.ก. ดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจงทำความเข้าใจ ตรงไหนที่จะสามารถมาทำความเข้าใจกันได้ตนก็ยินดี ก็เป็นธรรมดาเดป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่เขาต้องตรวจสอบ เมื่อถามว่า ส.ว.ไม่มั่นใจว่าโครงการไทยเข้มแข็งที่ราฐบาลอ้างจะทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมาแลกเปลี่ยนกันในรายละเอียด เพราะกรอบการใช้เงินเพิ่งส่งไปให้สภาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ซึ่งก็ต้องรอส่งให้ทาง ส.ว.ด้วยก็จะได้เห็นว่า 6 พันโครงการที่มีอยู่ทั้งเรื่องชลประทาน ถนนหนทาง โรงเรียน สถานีอนามัย หรือ การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว สามารถสร้างงานสร้างอาชีพได้จริงและเป็นประโยชน์อย่างไร

เมื่อถามว่าเวลาที่จะชี้วัดได้ว่ามาตรการของรัฐบาลทำได้จริงนั้นควรอยู่ที่เท่าไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องติดประเมินตลอดเพราะจะต้องมีการเร่งรัดให้เงินออกไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันงานตามนโยบายก็จะสามรถดูได้ง่ายเพราะเพราะเห็นเป็นรูปธรรม เวลาที่ทำงานก็จะเห็นชัดเจน

ต่อข้อถามว่าตั้งข้อสังเกตหรือไม่ความเห็นที่ไม่ตรงกันขณะนี้มาจากเรื่องการเมืองหรือมาจากสาเหตุอื่น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่ามีเรื่องการเมือง แต่เท่าที่ฟังดูส่วนหนึ่งก็อาจมีความคิดที่แตกต่างในเรื่องของเศรษฐกิจก็ถือเป็นเรื่องปกติ อีกส่วนก็อาจจะเป็นเพราะมีความห่วงใยว่าเงินที่เอามานั้นจะเอามาทำอะไร การใช้จ่ายมีขั้นตอนวิธีการในการติดตามตรวจสอ บอย่างไร ซึ่งรัฐบาลก็ยินดีที่จะรับฟังและแลกเปลี่ยนหากมีข้อเสนอแนะมาว่าจะเพิ่มการมีส่วนร่วมรัฐบาลก็ยินดีรับฟัง แต่บางครั้งเท่าที่ฟังดูก็มีการนำไปผูกกับบางโครงการที่ ส.ว.ไม่เห็นด้วย และความจริงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูตรงนี้

เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน นายชาญชัย ชัยรุ่งเรื่องหัวหน้าพรรค ระบุว่าเสียความรู้สึกจากการจัดงบประมาณต้องการให้มีการจัดสรรเพิ่มในส่วนของกระทรวงอ ตสาหกรรม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ก็อย่าไปคิดเป็นเรื่องการเมือง ก็คิดไปตามข้อเท็จจริงที่ผมได้ชี้แจงไปแล้ว เพราะทั้ง 2 เรื่องผมเป็นคนปรารภเองจริงๆ ทั้งในที่ประชุม ครม.ปกติและ ครมงเศรษฐกิจ ”

ต่อข้อถามว่าต้องมีการทำความเข้าใจกับนายชาญชัยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เมื่อเช้าก็พูดคุยกันดี ไม่มีอะไร วันนี้หลายกระทรวงก็ยังอยากได้งบประมาณมากกว่านี้ตนเองก็เข้าใจ ซึ่งถ้ามีความจำเป็นอะไรก็จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและมีโอกาสในชั้นของกรรมาธิการฯในสภาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่นายชาญชัยระบุว่าในที่ประชุม ครม.นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมคุยด้วย และจะขอไปพบนายกฯ เพราะเจรจาอีกครั้งและจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีมาตรการอื่นออกมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีว่า “ จะคุยมาตราการอะไร ” เมื่อผู้สื่อข่าวระบุจะไปขอคุยเรื่องการจัดสรรงบประมาณใหม่ นายอภิสิทธิ์ ชักสีหน้าทันทีแต่ไม่ตอบว่าอะไร

เมื่อถามว่าในส่วนของนายกฯ จะมีการลงพื้นที่ตามโครงการหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะมีการลงพื้นที่เป็นระยะๆเหมือนที่ตนลงพื้นที่ไปดูโครงการ ที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้กำลังเตรียมในส่วนของโครงการอื่นๆด้วย “ และผมยังยืนยันว่ามาตรการต่างๆที่ทำนี้จะช่วยดึงเศรษฐกิจให้ฟื้นมาอยู่ในแดนบวกในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ”

"สุขุมพันธุ์"ฉุนรบ.หั่นงบฯลงกว่าครึ่งแถมแบก2ภารกิจยักษ์

ที่ศาลาว่าการ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลปรับลดงบสนับสนุน กทม. จากที่กทม.ของตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จำนวน 26,535 ล้านบาท แต่ได้รับงบอุดหนุนเพียง 13,100 ล้านบาท ว่า เนื่องจากปัจจุบัน กทม.รับภาระกิจจากรัฐบาล 2 รายการ ประกอบด้วย โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และโครงการขยายการศึกษาฟรี 15 ปี ซึ่งเดิมรัฐบาลให้งบอุดหนุน 100% คิดเป็นงบประมาณรวม 2,498 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป กทม.จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบาก และส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของ กทม. ขณะที่เงินกู้ของรัฐบาลจำนวน 8 แสนล้านบาทนั้น ไม่มีการจัดสรรให้ กทม.แม้แต่บาทเดียว

 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้กทม.จะตั้งคณะกรรมการโดยมีนางนินนาท ชลิตานนท์ รองปลัดกทม. เป็นประธาน รวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยื่นเสนอแปรญัตติในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป เพื่อของบประมาณในส่วนที่ขาดหายไปกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนได้เคยปรึกษาปัญหาดังกล่าวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปบ้างแล้ว แต่เนื่องจากภารกิจของนายกฯ มีมาก จึงอาจลืมไปว่ามีกทม.อยู่ นอกจากนี้ตนยังรู้สึกแปลกใจที่กทม.ถูกตัดงบประมาณด้านการท่องเที่ยวทั้งหมดวงเงิน 900 ล้านบาท