
'นกหวีด'ออกตัวดีแต่แผ่วปลาย
'นกหวีด'ออกตัวดีแต่แผ่วปลาย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ผมเปรียบเทียบสุภาษิตไทยต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของหลายฝ่ายว่าเสมือน “ฝนไล่ช้าง” ท่านทั้งหลายคงเข้าใจ คล้ายๆ เวลาฝนลงมาอย่างขนานใหญ่แต่พรึบพรั่บแว้บเดียวฟ้าก็ใสกลับคืนมาดังเดิม ความจริงกระแสการต่อต้านรัฐบาลโดยแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้เริ่มต้นมานั้นมีเหตุมีผลและยุทธวิธีที่น่าเชื่อได้ว่าจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนลงได้ เพราะประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ใช่สิบห้าล้านเสียงของฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่สิบเอ็ดล้านเสียงของฝ่ายค้าน
แต่กลุ่มคนที่ออกมาบนถนนสีลม ในสถาบันการศึกษาหลายต่อหลายแห่งเป็น “ปัญญาชน” อาจเรียกได้ว่าเป็น “พลังเงียบ” ที่อาจไม่ค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นต่อพื้นที่สาธารณะบ่อยครั้ง แต่เวลาออกมาแต่ละครั้งทำให้ผู้อยู่ในอำนาจเกิดความหวาดกลัวและต้องยอมรับว่า ถึงขนาดพลิกเกม (game changer) ในทางการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทันทีที่กลุ่มนักธุรกิจ คณาจารย์บุคลากรในสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ สิ่งที่เคยมองว่าง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ อย่างที่มีคน “คอยกระซิบบอกรัฐบาลให้เดินหน้า” ทั้งที่รู้ว่าเดินไปก็ลงเหวลึก แต่คนเหล่านี้ก็พยายามให้ความคิดเห็นเสนอแนะในสิ่งที่ตนเองหวังจะได้ “อาณิสงส์” จากความ “ฟลุก” เผื่อว่าสามารถผลักดันกฎหมายสำคัญในการนิรโทษกรรมได้สำเร็จตัวเองจะกลายเป็น “ฮีโร่” และอาจเป็น “ตั๋ว หรือ ใบเบิกทาง” สำหรับรองรับการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
ความขัดแย้งทางการเมืองกลับมาสู่ “ท้องถนน” อีกครั้ง เพราะรัฐบาลตั้งตนอยู่บนความประมาท และ “ปรามาส” ความคิดอ่านของคนที่คอยทัดทานตักเตือนรัฐบาลด้วยความหวังดี ขณะเดียวกันแม้จะมีแรงผสมผสานของปัญหารอบด้านที่บีบรัดรัฐบาลในทุกทิศทาง แต่การที่รัฐบาลยังไม่ล้มพังพาบลงมาไม่ใช่เพราะมี “ตัวช่วย” แต่เป็นเพราะพรรคฝ่ายค้านและแกนนำกลุ่มภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวยังไม่สามารถเกาะเกี่ยวเอาประเด็นทางการเมืองที่สามารถสร้าง “ความชอบธรรม” ในการนำการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
เหตุผลสำคัญที่ประชาชนส่วนหนึ่งตั้งคำถามคงคล้ายๆ วันก่อนๆ ที่ผ่านมาในอดีตว่า ถ้าไม่ใช่ “เพื่อไทย” ก็ต้องเป็น “ประชาธิปัตย์” พูดง่ายๆ ว่า “ตัวเลือก” ในทางการเมืองไทยยังมีข้อจำกัดหรือทางเลือกเพียงสองพรรคการเมือง และผลงานที่ผ่านมาต่างเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ขึ้นชื่อว่า “การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์เกือบล้วนๆ” ประชาชน สังคม และ “คำหวาน” ต่างๆ เป็นสิ่งที่นักการเมืองนำมา “ล่อซื้อ” เพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกันแทบทุกครั้ง เมื่อถึงการเข้ามากุมอำนาจรัฐได้ก็มักมี “ข้ออ้าง” สม่ำเสมอว่า มีข้อจำกัดต่างๆ นานา หรือทำให้พอเป็นพิธีไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาหรือมุ่งมั่นทำตามสิ่งที่พวกเขาได้สัญญากับประชาชนไว้
ประเด็นการเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านที่เน้นเรื่องการ “ทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล” เป็นสิ่งที่มีกระบวนการพิสูจน์ โดยในหลายๆ เรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาขององค์กรอิสระอย่าง ปปช.หรือ ดีเอสไอ กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ไม่แน่ชัดว่าจะมีผลแห่งคดีการชี้มูลความผิดต่างๆ มาเมื่อใด แต่หากมีมูลความผิด เครดิตตรงนี้ก็ต้องมอบให้การทำหน้าที่ของผู้มีความกล้าหาญสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ แต่ในส่วนของกรณีความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลทำการ “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” นั้น ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังมองว่า ผลสุดท้ายจะได้กับ “พรรคฝ่ายค้านมากกว่า” เพราะการเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้พรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลสามารถช่วงชิงความได้เปรียบและสามารถมองยาวไปถึงอนาคตทางการเมืองในวันข้างหน้าได้อีกยาวนาน ทำให้ “เสียงนกหวีด” ที่หากต้องการให้ดังและดังด้วยเสียงยาว ทางพรรคฝ่ายค้านและผู้เกี่ยวข้องต้องค้นหาประเด็นแห่งความเสียหายต่างๆ ให้ปรากฏได้อย่างชัดเจน มีพยานหลักฐานแจ้งชัดไม่คลุมเครือ ถึงจะ “เรียกแขก” ได้จริง



