
สภาป่วน'ปชป.'เป่านกหวีดกลางที่ประชุม
รัฐสภาป่วนเหตุ'ปชป.'เป่านกหวีดกลางที่ประชุม พร้อมถามหา'นายกฯ-คำแปลคำพิพากษาศาลโลก'จี้ให้เลื่อนพิจารณาหากไม่พร้อม ด้าน'สุรพงษ์'พร้อมประชุมเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้
13 พ.ย.56 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ได้มีการพิจารณา เรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้เปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภาต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องดังกล่าวสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยก่อนเข้าสู่วาระพิจารณา นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมลับ เพื่อประโยชน์ต่อการเสนอแนะแนวทาง เพื่อไปดำเนินการเจรจากับประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทักท้วงว่า ไม่ควรเป็นการประชุมลับ เพราะไม่ใช่เป็นการกำหนดท่าทีหรือกรอบเจรจา ขอเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาร่วมประชุม
ขณะที่ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ระบุว่า สำหรับการเสนอให้เป็นการประชุมลับนั้น ขอให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงและกรณีที่เรียกร้องให้นายกฯ ร่วมประชุมนั้น ตนมองว่า แม้นายกฯ ไม่ได้มาร่วมแต่ได้ส่งรองนายกฯ, รัฐมนตรี รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการต่างประเทศที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวมารับฟังและให้ข้อมูล ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น อย่าตีกิน ทำให้นายอภิสิทธิ์ลุกประท้วงและให้ถอนคำพูดว่า ตีกิน จนเกิดการตอบโต้ไปมา และระหว่างนั้นมี ส.ส.ปชป.ในห้องประชุมได้เป่านกหวีดขึ้นมากลางห้องประชุม จนทำให้เกิดการประท้วงและขอให้นายนิคมใช้อำนาจสั่ง ส.ส.ที่เป่านกหวีดหยุดการกระทำดังกล่าว
''สุรพงษ์''นำคำตัดสินพระวิหารเข้าที่ประชุมร่วม "ฝ่ายค้านติง"แปลเอกสารเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อย
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ได้มีการพิจารณา เรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี เสนอให้เปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภาต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยได้เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลโลกมีความสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน จึงขอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อทำความเข้าใจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเกี่ยวกับผลคำตัดสินของศาลโลกดังกล่าว ในเบื้องต้นขอชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ศาลโลกมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ศาลโลกมีอำนาจตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก ในการตีความคำพิพากษาศาลโลก ปี 2505 ต่อกรณีที่กัมพูชาได้ยื่นร้องขอตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร โดยนายวีรชัยจะเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดคำตัดสินของศาลโลก ขณะเดียวกัน จะขอรับฟังคำอภิปรายของ ส.ส.และส.ว. เพื่อใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการหารือกับกัมพูชา ภายใต้กรอบกลไกคณะกรรมาธิการร่วม (เจซี) ไทย - กัมพูชา และผลจากการเจรจาจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายของไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายสุรพงษ์ขอเสนอนำเรื่องคำตัดสินศาลโลกเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ได้มีสมาชิกพรรคฝ่ายค้านลุกขึ้นทักท้วงให้มีการแปลคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาไทยเสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ
นัดนักวิชาการทำแนวทางเจรจาดำเนินการตามคำตัดสินศาลโลก
นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ในวันนี้กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับฟังความคิดเห็นสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการ ก่อนที่จะไปประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (เจซี) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้นัดหมายกับกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือตามกลไกเจซี แต่ได้มีการพูดคุยในเบื้องต้นกับนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศกัมพูชา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ว่าจะประชุมเมื่อไหร่ อาจจะเป็นชายแดน เมืองปอยเปตก็ได้ เพราะเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่าง 2 ประเทศ
"ขอยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อประชุมเสร็จก็จะนำผลหารือเจซีนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ จะเปิดให้นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาแสดงความคิดเห็น เพื่อนำมาเป็นแนวทางการดำเนินการ" นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมที่จะลงนามการจัดตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ขึ้นมาดำเนินการต่อภายหลังที่ศาลโลกมีคำตัดสินคดีพระวิหาร ได้แก่ คณะกรรมการเพื่อวิเคราะห์คำพิพากษาและแนวทางการดำเนินการ โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน และคณะกรรมการดำเนินการแปลเอกสารในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ให้เป็นภาษาไทย เพื่อเผยแพร่ทำความเข้าใจกับประชาชน
เมื่อถามว่า กลุ่ม 40 ส.ว. ระบุว่า ไทยเสียชะง่อนผายอดเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่กลุ่ม 40 ส.ว. จะ ใช้อภิปรายในที่ประชุม แต่มั่นใจว่า ข้าราชการจะเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ศาลโลกตัดสินถือว่าเป็นชัยชนะของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดน มีความสุข สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ
ขณะที่ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร กล่าวว่า การที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (รุ่น 2) ระบุว่า กระทรวงบอกไม่หมดว่าการตัดสินของศาลโลกใช้แผนที่ 1:200,000 ทั้งระวางหรือเฉพาะบริเวณรอบพื้นที่ตัวปราสาท โดยตนขอยืนยันว่า ศาลใช้แผนที่1:200,000 ตัดสินเฉพาะประเด็นพิพาท และในส่วนอื่นศาลโลกพูดชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้อง
จากนั้น นายสุรพงษ์ ชี้แจงว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้มาชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ นายกฯ ได้เดินทางมาที่รัฐสภาเมื่อช่วงเช้า และขณะนี้ได้ปฏิบัติภารกิจ เบื้องต้นหลังจากแล้วเสร็จจะเดินทางกลับมาที่รัฐสภา สำหรับการถ่ายทอดสดการประชุมนั้น ตนไม่ขัดข้อง เพราะต้องการให้ประชาชนรับข้อมูลไปด้วย ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ตนยืนยันว่า หากจะไปหารือกรอบการเจรจา ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 190 จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งแน่นอน
ขณะที่ นายนิคม กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่ให้มีการประชุมลับนั้น ตนจะขออนุญาตใช้ หากการอภิปรายในประเด็นใดจะมีผลกระทบและมีความละเอียดอ่อน แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้ เนื่องจากนายประสงค์ นุรักษ์ ส.ว.สรรหา เสนอให้เลื่อนการพิจารณาเนื่องจากไม่มีความพร้อมเรื่องเอกสารที่จะให้สมาชิกพิจารณา เนื่องจากไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย ขณะที่ นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติให้เลื่อนการพิจารณาตาม มาตรา 179 เนื่องจากความไม่พร้อมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำให้ ส.ส.เพื่อไทยต้องเสนอญัตติให้ประชุมต่อเข้าสู้ โดยผลการลงมติปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ประชุมต่อ ด้วยเสียง 304 เสียง ต่อ 90 เสียง จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่วาระพิจารณาหลังจากใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง



