
สภาเริ่มแล้ว!ส.ส.-ส.ว.ถกปมพระวิหาร
'รัฐสภา'เปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เพื่อหารือถึงการพิพากษาคดี'ปราสาทพระวิหาร' ด้าน '40 ส.ว.'ค้านรัฐบาลใช้สภาลักไก่เปิดประชุม
เมื่อเวลาเวลา 09.30 น. มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีวาระพิจารณากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตาม Foreign Account Tax Compliance Act ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ จากนั้น คาดว่า ที่ประชุมจะพิจารณาตามที่รัฐบาลทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ที่ประชุมรัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 กรณีการพากษาคดีตีความคำพิพากษาปราสาทพระวิหาร เพื่อชี้แจงให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยคณะอนุกรรมการซึ่งทำหน้าที่ศึกษาและวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโลกจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก่อนนำไปหารือร่วมกับกัมพูชาต่อไป
ส่วนช่วงบ่าย จะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวาระพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... , ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว , พิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ..... ซึ่งเป็นการปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นภาษีประจำปีและนิรโทษกรรม ภาษีประจำปีที่ค้างชำระของหน่วยงานราชการ และร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.....
"40 ส.ว."ค้านรัฐบาลใช้สภาลักไก่เปิดประชุมร่วมตาม ม.179 ยอมรับคำพิพากษาศาลโลก
กลุ่ม 40 ส.ว.นำโดยน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ร่วมกันแถลงข่าวคัดค้านการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อหารือกรณีปราสาทพระวิหาร โดยน.ส.รสนา กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะขอให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในกรณีนี้ ก็ควรจะใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จะต้องให้รัฐสภาร่วมกันพิจารณา ไม่ใช่มาแค่ให้รัฐสภารับทราบ โดยใช้เวลาเพียงครึ่งวันของวันนี้ ซึ่งขณะนี้คำพิพากษาของศาลโลกกำลังมีเงื่อนงำอย่างมาก เพราะได้มีการขยายพื้นที่โดยรอบตัวปราสาทพระวิหารออกไป และจะนำไปสู่การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชาได้อย่างสมบูรณ์
น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า เมื่อปี 2551 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนาธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาแบบมีเงื่อนไข คือ กัมพูชาจะต้องตกลงกับไทยในเรื่องพื้นที่บริหารจัดการร่วมให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ปรากฏว่า พอมาถึงปี 53 ทั้ง 2 ประเทศไม่สามารถตกลงกันได้ ย่อมทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นโมฆะ แต่ปรากฏว่า คำพิพากษาของศาลโลกปี 56 กลับให้ทั้ง 2 ประเทศไปทำการตกลงกัน ซึ่งถือว่าเป็นการรองรับความเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์
“ถือว่าเป็นการล่าอาณานิคมยุคใหม่ผ่านทางวัฒนธรรมและมีการฮั้วกัน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว บังเอิญกับที่รัฐสภาไทยได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพื่อกำหนดให้ข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนที่ไม่มีความชัดเจนไม่ต้องนำเข้าสภาฯ” น.ส.รสนา กล่าว
ด้านนายตวง กล่าวว่า การใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ของรัฐบาล เป็นความต้องการที่จะทำให้เห็นว่า รัฐสภาไทยได้ยอมรับและรับทราบคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งในทางปฏิบัติรัฐบาลจะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการจะให้ยอมรับหรือไม่ยอมรับคำพิพากษาศาลโลก จะต้องใช้กลไกการทำประชาพิจารณ์เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนทั้งประเทศ จะมาใช้มาตรา 179 เพื่อเหมารวมว่า ประเทศยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกไม่ได้ เพราะเจตนารมณ์ของมาตรา 179 คือ การให้รัฐบาลสามารถใช้รัฐสภาปรึกษาปัญหาราชการแผ่นดิน แต่ในกรณีนี้ถือว่า ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องคำพิพากษาของศาลโลก
ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า การทำแบบนี้ถือเป็นการลักไก่ของรัฐบาล เพราะต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ยังแก้ไขไม่สมบูรณ์ เพราะเวลานี้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 190 ไว้แล้ว ถือว่าการแก้ไขมาตราดังกล่าวยังไม่มีความสมบูรณ์ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันทุกประการ



