
พิพากษาร้อนไทยส่อเสีย'ภูพระวิหาร'
แกะรอยคำพิพากษาร้อนไทยส่อเสีย'ภูพระวิหาร' : ทีมข่าวความมั่นคง
คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ที่ตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 เกี่ยวกับ อาณาบริเวณ (vicinity) ของปราสาทพระวิหารตามคำร้องของกัมพูชาที่ทอดเวลามาได้ 1 วันเต็มเริ่มคลี่คลาย เมื่อหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญได้ "ถอดรหัสลับศาลโลก" ออกมาเป็น "เรื่องจริงที่เข้าใจได้"
นักวิชาการหลายสำนักเริ่มออกมาชี้ว่า แม้ไทยไม่ต้องเสียดินแดนในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่น่าจะต้อง "คลายเส้น" (ตามคำพูดของอาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 (สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) ซึ่งเคยตีกรอบ "อาณาบริเวณ" ของปราสาทพระวิหารและล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ เพราะการตีความคำพิพากษาของศาลโลกเที่ยวนี้ ศาลได้กำหนดจุดอ้างอิงใหม่เกี่ยวกับ "อาณาบริเวณของปราสาท" โดยยึดโยงกับรายละเอียดในคำพิพากษาย่อหน้าที่ 98
นั่นคือหัวใจของคำพิพากษาใหม่เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2556 โดยศาลเน้นว่าให้ยึดตามลักษณะธรรมชาติของภูมิประเทศ แต่ไม่รวมไปถึง "พนมทรัพ" กับ "ภูมะเขือ" และให้ไทยถอนกำลังทหาร ตำรวจออกจากบริเวณนั้น
พื้นที่นี้ว่ากันว่ามีขนาดประมาณ 1-1.5 ตารางกิโลเมตร จึงไม่น่าจะใช่ "พื้นที่เล็กๆ" เหมือนที่บางคนพูด!
อัครพงษ์ ค่ำคูณ นักวิชาการจากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า บริเวณของปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษาของศาลโลก น่าจะใหญ่กว่าแนวทางที่ 1 ซึ่งกระทรวงมหาดไทยในสมัยปี 2505 เคยเสนอคณะรัฐมนตรีเอาไว้ โดยแนวทางที่ 1 ในเอกสารบอกว่ามีขนาด 0.5 ตารางกิโลเมตร (อ่านคำอธิบายจากอาจารย์วีรพัฒน์)
อย่างไรก็ดี ในคำพิพากษาล่าสุดที่อ้างอิงจากคำพิพากษาปี 2505 ย่อหน้า 98 ระบุชัดว่า ศาลจะใช้ลักษณะทางธรรมชาติ (natural features) เพื่อกำหนดขอบเขต/สังเขปเขต (limits) ของ "ภู" พระวิหาร
"ตรงนี้ถือว่ามันก็มีเหตุผล เพราะปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนภูพระวิหาร ติดกับภูมะเขือ เป็นคนละภูแยกกันชัด ซึ่งพอรับได้ ฝ่ายไทยก็เคยคิดแบบนี้มาก่อนในสมัยปี 2505 แต่ที่น่าสนใจคือ แม้ศาลจะบอกว่าไม่ใช่แผนที่ดองแร็ก (ระวางดงรัก) แต่กลับอ้างถึงเส้นในแอนเน็กซ์ 1 (Annex I map line) เพื่อกำหนดขอบเขตทางด้านเหนือของตัวปราสาท ซึ่งตอนนี้ไม่มีทหารไทยหรือฐานทหารไทยอยู่ภายในขอบเขตที่ศาลกำหนด บ้านภูมิซรอลก็อยู่นอกเขตนี้แน่นอนเพราะอยู่เหนือเส้นแอนเน็กซ์ 1"
"ทางออกสุดท้ายอยู่ที่ 2 ฝ่ายต้องตกลงกัน แต่ที่แน่ๆ ถ้าใช้แผนที่ L7017/L7018 เป็นมาตรฐาน เราน่าจะเสียดินแดนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ได้ล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ 2 เท่า โดยขอบเขต/สังเขปเขต (limits) ของ 'ภู' พระวิหาร (promontory of Preah Vihear) ที่ศาลโลกตัดสินนั้น ค่อนข้างใกล้เคียงกับแผนที่ชุด L708 ซึ่งจัดทำโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา กับกรมแผนที่ทหารของไทย สำรวจข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2508 (ค.ศ.1965) หมายความว่า แผนที่ L708 แสดงเส้นเขตแดนที่ไทยยอมรับ และแสดงว่า 'ภู' พระวิหารทั้งลูก อยู่นอกเส้นเขตแดนของไทย"
ขณะที่ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธประเด็นของฝ่ายกัมพูชาได้ว่า เส้นเขตปราสาทพระวิหารที่ฝ่ายไทยไปสร้างรั้วล้อมกรอบเอาไว้เป็นการคิดเองเออเองของฝ่ายไทย หาได้มีหลักการใดๆ รองรับ ซึ่งก็จริง โดยศาลโลกแถลงข้อความสุดท้ายที่ศาลได้พิพากษาไปแล้วในย่อหน้าที่ 98 ของคำพิพากษา ศาลโลกบอกว่าได้พิพากษาชัดเจนว่า อาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร หรือ vicinity ตามบทปฏิบัติการข้อ 2 คือแค่ไหน แต่ทั้งไทยและกัมพูชา ต่างไม่พิจารณาให้ละเอียด อุตส่าห์จ้างทนายราคาแพง แต่กลับอ่านไม่แตก
"มรดกแห่งปัญหานี้ คือ อ่านคำพิพากษาไม่แตกกันทั้งสองฝ่าย รวมทั้งทนายทั้งสองฝ่ายชุดปัจจุบันด้วย เพราะมีอคติจากความต้องการพื้นฐานของแต่ละประเทศชี้นำ สรุปไม่มีใครได้หรือเสีย ศาลโลกชี้ใหัเห็นว่าทั้งสองประเทศเสียค่าโง่ หลงมาทะเลาะกัน ที่จริงศาลกำหนด อาณาบริเวณ ปราสาทพระวิหาร หรือ vicinity เอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว"
"ศาลชี้ให้เห็นว่าแนวเขตที่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ไปทำไว้เมื่อปี 2505 นั่นไม่ใช่ที่ศาลตัดสิน และศาลในครั้งนี้ (11 พ.ย.) ยังได้ยกมาเล่าด้วยว่า ผู้แทนศาลได้ลงไปดูพื้นที่ในปีหลังคำพิพากษา ก็ได้บอกให้ย้ายอาคารและคนของฝ่ายไทยที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาใน vicinity ของปราสาทออกจากเขตนี้ไปอีก ฝ่ายไทยก็ยังไม่เข้าใจ vicinity ของคำพิพากษา แต่ยืนยันความเชื่อว่าตนได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว คือเขตรั้วที่ไปล้อมให้นั่นเอง สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ศาลในปี 2556 ตัดสินเรื่อง อาณาบริเวณ ของปราสาทพระวิหารในอธิปไตยของกัมพูชา ส่วนเรื่องเส้นเขตแดนกัมพูชา-ไทยยังต้องพูดคุยปักปันกันต่อไป" ธำรงศักดิ์ กล่าว
ไม่เสีย4.6 ตร.กม.แต่ไม่เหนือความคาดหมาย?
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีบนศาลโลก กล่าวว่า คำถามสำคัญตอนนี้ก็คือ บริเวณ "แหลม" หรือ "ชะง่อนผา" พระวิหาร (promontory of Preah Vihear) ที่ล่าสุดศาลตีความว่าเป็น "บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท" หรือ vicinity อันเป็นแผ่นดินใต้อธิปไตยของกัมพูชานั้น มีพื้นที่กว้างขวางเพียงใด เนื่องจากศาลให้เพียงคำอธิบาย แต่ไม่ได้กำหนดจำนวนพื้นที่ไว้
วิธีการหนึ่งในการทำความเข้าใจจึงอาจต้องอาศัยการศึกษา "เอกสารลับ" ของฝ่ายไทย ซึ่งไทยได้นำไปเปิดเผยต่อศาล และได้กล่าวถึงแนวการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาทที่กระทรวงมหาดไทยได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีไว้สองแนวทาง
แนวทางแรก คือ อาศัยลักษณะ "ภูมิประเทศ" ตีกรอบรอบตัวปราสาท มีเส้นสีเหลืองลากต่อออกมาจากแนวเส้นสีแดงอมชมพูที่ตีกรอบรอบตัวปราสาท (ดูแผนที่ประกอบ) มีพื้นที่ประมาณ 0.5 ตารางกิโลเมตร
แนวทางที่สอง คือ แนวเส้นสีแดงอมชมพูที่ตีกรอบรอบตัวปราสาทแบบแคบๆ (ดูแผนที่ประกอบ) มีพื้นที่ประมาณ 0.25 ตารางกิโลเมตร
"คณะรัฐมนตรีของไทยในเวลานั้นได้เลือกการวางรั้วแบบแคบ (แนวทางที่ 2) กล่าวคือ บีบพื้นที่ปราสาทให้เหลือน้อยมากตามความเข้าใจของฝ่ายไทย แต่มาวันนี้ ศาลอธิบายถึง promontory ในย่อหน้าที่ 98 ของคำพิพากษาที่ศาลตีความ และใช้คำว่า 'natural features' ซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับคำว่า 'ลักษณะภูมิประเทศ' ที่ไทยใช้อธิบายแนวทางแรก แต่ศาลก็ยังกล่าวให้รวมถึง slope และ valley ซึ่งอาจกินบริเวณกว้างกว่าแนวที่ฝ่ายไทยเคยเสนอ (แนวทางที่ 1 แต่คณะรัฐมนตรีในยุคนั้นไม่ได้เลือก)"
"ดังนั้น หากเดาอย่างคร่าวๆ ตัวเลข 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ไทยท่องจำ อาจปรับลดไปอยู่ใกล้ๆ เลข 4 กลมๆ หรือน้อยกว่านั้น โดยที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายหรือความเป็นไปได้แห่งความเข้าใจของฝ่ายไทยในปี 2505"
ในมุมมองของทหารคาดไทยเสียพื้นที่156ไร่
คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในคดีตีความคำพิพากษาปราสาทพระวิหารปี 2505 ยังคงคลุมเครือต่อไปว่า ที่ศาลชี้ว่า ขอบเขตของตัวปราสาทครอบคลุม "ชะง่อนผา" ทั้งหมด แทนที่จะจำกัดเพียงพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยในปี 2505 แต่ไม่รวมถึงภูมะเขือ และพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น
สรุปแล้ว ไทยจะต้องเฉือนพื้นที่ให้กัมพูชาเพิ่มเติมจากแนวรั้วลวดหนามเดิม ตามมติครม.ปี 2505 เป็นพื้นที่เท่าไหร่กันแน่ !?
ฝ่ายความมั่นคงที่ทำงานด้านเขตแดนตามแนวพิพาทชายแดนเขาพระวิหารให้ความรู้ พลางเตือนสติเป็นอันดับแรกว่า ที่ศาลพิพากษานั้นยังไม่ได้ระบุชี้ชัดว่า พื้นที่ตรงไหนเป็นขอบเขตอาณาบริเวณของตัวปราสาท แต่ระบุเพียงว่า อาณาบริเวณตามมติ ครม.ปี 2505 ของไทยใช้ไม่ได้ และไม่ถูกต้อง เพราะเรากำหนดขอบเขตของเราฝ่ายเดียว ไม่ได้ทำร่วมกับฝ่ายกัมพูชา
"การกำหนดขอบเขตที่ตั้งของตัวปราสาทต้องมีการกำหนดร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ โดยศาลชี้ว่า การกำหนดขอบเขตให้คำนึงถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีหน้าผาอยู่ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งถือเป็นการกำหนดขอบเขตตามธรรมชาติไปในตัว จึงน่าจะหมายถึงชะง่อนผาทั้งหมด พอกำหนดขอบได้แล้ว ถึงจะถอนทหาร ซึ่งไทยไม่ได้วางกำลังตรงนั้นมาตั้งแต่ปี 2505 แล้ว"
ฝ่ายความมั่นคงคนเดิมชี้ว่า ปัญหาคือ ขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายต่างกำหนดกันเอาเองว่า พื้นที่รอบตัวปราสาทควรจะไปถึงตรงไหน ซึ่งบางคนก็ชี้ว่า น่าจะถึงแค่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ส่วนทางฝ่ายกัมพูชาก็มองว่า ควรจะไปถึงผามออีแดง โดยส่วนตัวจึงไม่อยากคาดเดาเรื่องเขตแดนกันให้มากในขณะที่ยังไม่มีความชัดเจน เพราะถ้าพูดกันมากไปอาจทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นมาได้
ส่วนพื้นที่ที่น่าจะเป็นพื้นที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากมติครม.ปี 2505 คือ พื้นที่ขอบหน้าผาด้านตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ของตัวปราสาท คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 156 ไร่ ที่มีการประมาณการว่า เป็นพื้นที่ราว 1 ใน 4 ของพื้นที่ชะง่อนผาทั้งหมดประมาณ 625 ไร่
ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่เขาพระวิหารคนเดิมย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นขอบหน้าผา ลาดลงไปทางฝั่งกัมพูชา และไม่มีการวางกำลังของฝ่ายไทยมาตั้งแต่คำตัดสินศาลโลกปี 2505 แล้ว ดังนั้น จึงไม่อยากให้ตีความว่า เป็นการ "เสียดินแดน" อีกครั้งของไทย เพราะ 1.ศาลชี้ว่า ปราสาทเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505 และ 2.ศาลแค่ชี้เพิ่มเติมว่า ขอบเขตของปราสาทควรจะไปถึงตรงไหน
อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินครั้งนี้ศาลก็ไม่ได้ยอมรับ "แผนที่ 1 ต่อ แสน" ของกัมพูชา ที่อ้างสิทธิเหนือ "พื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร" โดยย้ำว่า พื้นที่พิพาทนั้นเล็กมาก ไม่ครอบคลุมพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และภูมะเขือ ที่กัมพูชาพยายามเอามาผนวกรวมกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน จึงไม่สามารถอ้างว่า ไทยเสียดินแดน เพราะกัมพูชาก็เสียพื้นที่ที่เขาอ้างสิทธิ์เช่นกัน
เมื่อถามว่า ขอบเขตของตัวปราสาทจะรวมถึงวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และพลาญอินทรี ด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า ในส่วนของวัดแก้วฯ อาจเป็นไปได้ แต่ก็ต้องมีการพูดคุยร่วมกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายเสียก่อนว่า ยอมรับตรงจุดนี้ร่วมกันหรือไม่ ส่วนพลาญอินทรีอยู่นอกพื้นที่พิพาท เพราะอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ตรงช่องเขาระหว่างตัวปราสาทกับภูมะเขือ ซึ่งอยู่นอกแผนที่ระวางดงรัก
ฝ่ายความมั่นคงคนเดิมอธิบายเพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่ศาลโลกตัดสินครั้งนี้ใกล้เคียงกับแนวทางที่ 1 ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอไปเมื่อปี 2505 ซึ่งก็คือ "พื้นที่สามเหลี่ยม" ที่เป็นขอบหน้าผาขนาดประมาณ 156 ไร่ ที่ตรงกับที่ฝ่ายความมั่นคงประเมินเอาไว้
ส่วนแนวทางที่ 2 ที่มติครม.วันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ลงมติตามแนวทางของกระทรวงมหาดไทย คือ การกำหนดเขตบริเวณปราสาทพระวิหารโดยให้จัดทำ "ป้ายแสดงเขต" ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ กับให้เพิ่มทำ "รั้วลวดหนาม" ด้วย
สำหรับแนวทางที่ 2 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ 11467/2505 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2505 คือ “กำหนดเป็นรูปพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบปราสาทพระวิหาร มีแนวเขตจากปีกขวาของตัวปราสาทพระวิหารตั้งแต่ช่องบันไดหัก (ช่องบันไดหักอยู่ภายในบริเวณปราสาทพระวิหาร) ลากเส้นตรงผ่านชิดบันไดนาค ตรงไปจนถึงตัวปราสาทพระวิหาร แล้วลากเส้นตรงขนานกับตัวปราสาทพระวิหาร ไปสุดที่หน้าผาชันด้านหลังปราสาทพระวิหาร จะเป็นเนื้อที่บริเวณปราสาทพระวิหารประมาณ 1/4 ตารางกิโลเมตร”
เขาสรุปว่า นั่นคือการขีดเส้นรอบปราสาทตามมติครม.ปี 2505 ตามความเข้าใจของฝ่ายไทย แต่ศาลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ว่า เป็นการขีดเส้นขอบเขตตัวปราสาทฝ่ายเดียว และกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปเจรจาร่วมกันเพื่อขีดเส้นขอบเขตรอบปราสาทขึ้นมาเสียใหม่
ดังนั้น แนวทางการดำเนินการหลังจากนี้ คือ การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจร่วม (เอ็มโอยู) ปี 2543 ตามแนวทางความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น คณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา (เจซี) หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เพื่อเจรจาหาเส้นขอบเขตรอบตัวปราสาท และร่วมดูแลปราสาทพระวิหารร่วมกันในฐานะ "มรดกโลก" ที่มีองค์การยูเนสโก เข้ามาเป็นตัวกลาง
ขณะที่บทบาทของกองทัพนั้น ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่คนเดิมระบุว่า ทางรัฐบาล และผู้บังคับบัญชากำชับให้ทหารอยู่ในที่ตั้ง และดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ส่วนโอกาสในการปะทะกันตามแนวชายแดนของกองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายนั้นเขาเชื่อว่า คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะคำตัดสินที่ออกมานั้นน่าจะพอยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย และไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสียมากจนเกินไป
...........................
(หมายเหตุ : แกะรอยคำพิพากษาร้อนไทยส่อเสีย'ภูพระวิหาร' : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



