ข่าว

'20พ.ย.'จุดเสี่ยงอีกรอบ!

'20พ.ย.'จุดเสี่ยงอีกรอบ!

13 พ.ย. 2556

'20พ.ย.'จุดเสี่ยงอีกรอบ! : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

             สถานการณ์การเมืองจากนี้จะเป็นอย่างไร? จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือไม่? เป็นคำถามที่ถามกันมากในตอนนี้

             การเมืองนับจากนี้จะเป็นอย่างไร ต้องดูปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ได้แก่ 1.การชุมนุมกดดันนอกสภา 2.การเผชิญหน้าของมวลชนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 3.ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะมีคำตัดสินในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ที่ศาลนัดในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้

             ในส่วนของการชุมนุมเรียกร้องนั้น ชัดเจนว่า หลังจากรัฐบาล "ทำให้เห็น" ว่า "ถอย" แล้ว และล่าสุดร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถูกคว่ำ ไม่รับหลักการในวาระที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อคืนวันจันทร์ (11 พ.ย.) ตอนนี้กลุ่มคนที่เคยออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมหลายกลุ่ม แสดงท่าที "ถอยกลับที่ตั้ง" เพื่อ "จับตา" พฤติกรรมของรัฐบาลต่อไป เช่น กลุ่มนักธุรกิจที่แถลงผ่าน "หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย" กลุ่มอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่แถลงผ่าน "ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย" (ทปอ.) หรือแม้กระทั่ง นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่ออกมาส่งสัญญาณว่า "พอได้แล้ว"

             คีย์เวิร์ดที่สำคัญในการ "หยุดเคลื่อนไหว" ที่กลุ่มองค์กรเหล่านั้นย้ำตรงกัน คือ เป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอาจจะไปสู่การเผชิญหน้ากัน ขอให้ทุกฝ่ายใช้ "สติ" ในการเคลื่อนไหว เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ หากทำอะไรเกินเลยไปก็จะเหมือนกับฝ่ายรัฐบาล จะนำไปสู่ความผิดพลาดได้

             ต้องยอมรับว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีพลังจนทำให้รัฐบาลต้องยอม "ถอยสุดซอย" นั้น มาจากกลุ่มพลังอิสระต่างๆ "ไม่ใช่" เพราะการเคลื่อนไหวของมวลชนที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น เมื่อกลุ่มพลังอิสระเหล่านั้นถอยตัวออกไป "พลัง" ในการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลในภาพรวมย่อมลดลงไป และพลังของมวลชนที่เวทีราชดำเนินก็ย่อมลดลงไปด้วย

             ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่า การที่รัฐบาลทำให้เห็นว่า "ถอย" นั้น จะสามารถ "แยกผู้ชุมนุม" ที่มาเพราะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย "นิรโทษกรรมเหมาเข่ง" จริงๆ ออกจากคนที่ต้องการ "ล้มรัฐบาล" ได้ ซึ่งลำพังมวลชนที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลไม่ค่อยกังวล

             สำหรับความกังวลเรื่อง "การเผชิญหน้า" กันของมวลชนทั้งสองฝ่าย หลังจากมวลชน "เสื้อแดง" ออกมาแสดงพลังบ้างนั้น หากเป็นไปแบบที่ต่างคนต่างแสดงพลังอย่างที่เป็นอยู่ การเผชิญหน้าไม่น่าจะเกิดขึ้น

             แหล่งข่าวที่เป็นแกนนำเสื้อแดงยืนยันว่า "เจตนาของฝ่ายรัฐบาลที่ให้คนเสื้อแดงออกมานั้น เพื่อต้องการปรามทหาร และองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ เท่านั้น เป็นแค่การเอามาขู่ มาคุมเชิง ไม่มีเรื่องที่จะให้มวลชนปะทะกัน เพราะเรารู้ดีว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเราเสียเปรียบ ทหารอาจจะออกมา หรืออย่างน้อยรัฐบาลก็จะเสียหาย เพลี่ยงพล้ำในเกมทางการเมือง เราไม่ต้องการแบบนั้น"

             เกมของพรรคเพื่อไทย คือ "ลากยาว" หากยื้อไม่ไหว สถานการณ์สุกงอมจริงๆ ก็จะ "ยุบสภา" เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เพื่อไทยได้ "อำนาจ" มาครอง

             แต่ปัญหา คือ มองไปข้างหน้ายังมีจุดเสี่ยงที่อาจจะทำให้มีความรุนแรงขึ้น

             นักวิเคราะห์การเมืองมองตรงกันว่าจะเป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์การเผชิญหน้าทางการเมืองตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง คือ วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.

             ประเด็นที่เสี่ยงจะขัดรัฐธรรมนูญ คือ เรื่องผลประโยชน์ขัดกัน คือ ส.ว.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัวเองลงสมัคร ส.ว.ครั้งหน้าได้ จากเดิมที่เป็น ส.ว.ติดต่อกันเกิน 1 วาระไม่ได้, การแก้ไขให้ "ลูก เมีย สามี" ลงสมัคร ส.ว.ได้ ซึ่งจะโยงไปถึงเรื่องใหญ่คือทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจมีปัญหา และกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ เช่นการฝากกันกดบัตร

             แนวทางคำวินิจฉัยของศาลจะเป็น 3 แนว คือ เบาสุด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ, กลางๆ คือ ขัดรัฐธรรมนูญ แต่มีโทษไม่ถึงขั้นยุบพรรค โดยโทษอาจจะไปตกอยู่ที่ 312 ส.ส.และ ส.ว.ที่เป็นผู้ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้ หรือ อาจจะรวมถึงผู้ที่ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ แต่ก็จะไม่ทำให้ ส.ส. และ ส.ว.เหล่านั้นต้องพ้นตำแหน่งในทันที ต้องมีขั้นตอนไปยื่นถอดถอนต่อไป

             และทางที่ 3 แบบสุดโต่ง คือ วินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 คือ การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยให้มีการ "ยุบพรรค" ซึ่งหมายถึง พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ร่วมลงชื่อด้วย

             หากเป็นแนวทางที่ 1 หรือ แนวทางที่ 2 ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรง แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ 3 คนเสื้อแดงคงยอมไม่ได้ ที่พรรคของพวกเขา "ถูกยุบ" เป็นครั้งที่ 3

             มีการมองกันว่า ก่อนถึงวันที่ 20 เวทีราชดำเนินที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องสร้างกระแส ยกระดับการชุมนุม เพื่อระดมคนออกมาให้ได้มากที่สุด เลียนแบบ "โมเดล" ปี 2551 ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แสดงพลังยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน "ยุบพรรคพลังประชาชน"

             อย่างไรก็ตาม 3 วันก่อนถึงวันที่ศาลจะตัดสินคดี คือวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน กลุ่มเสื้อแดงนัดรวมตัวแสดงพลังที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน สถานที่ซึ่งพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงยึดเป็นจุดโชว์ภาพความยิ่งใหญ่มาตลอด

             สถานการณ์เสี่ยงกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง!!


....................................

(หมายเหตุ : '20พ.ย.'จุดเสี่ยงอีกรอบ! : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)