
11.11.13
11.11.13 : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
ผมเขียนต้นฉบับคอลัมน์นี้ในเช้าวันจันทร์ ดังนั้น จึงยังไม่ทราบผลการพิจารณาคดีเขาพระวิหารของศาลโลก และก็ยังไม่ทราบผลการพิจารณาคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของศาลประชาชน
ถ้าจะถามว่ามันเป็นเรื่องโศกซ้ำกรรมซัดหรือเปล่าที่เกิดเรื่องเกิดราวล่อแหลมในบ้านเมืองทั้งภายนอกและภายในพร้อมกันในเวลานี้ ผมก็คิดว่าคงไม่ใช่หรอกครับ เพราะคดีเขาพระวิหารก็เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นเมื่อ 51 ปีก่อน อาจารย์ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เขียนไว้ในหนังสือ “เศรษฐกิจโลกจนตรอก การเมืองไทยจนแต้ม” (สนพ.มติชน/2554) ว่า ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี เพราะประเด็นสำคัญที่ต่อสู้กันคือแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา ฉบับปี ค.ศ.1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายซึ่งใช้มาตราส่วน 1:200,000 นั้น ขีดมาตามแนวสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แล้วจึงกลับออกมาบนแนวสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับสนธิสัญญา ค.ศ.1904 และไทยก็ไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียว
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กล่าวว่า ทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ ทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา เมื่อเราแพ้คดีก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับว่าแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่พอจะต่อสู้ได้ในขณะนั้นก็คือ ขอบเขตของปราสาทเขาพระวิหารยังขาดความชัดเจนว่ากินพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ใช้มาตราส่วนย่อมาก กัมพูชาตีความครอบคลุมถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบของพระวิหาร ขณะที่ฝ่ายไทยตีความว่าเฉพาะตัวพระวิหารและสิ้นสุดตรงบันไดทางขึ้น และพื้นที่รอบเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม.นั้นเป็นของไทย ซึ่งกัมพูชาก็ไม่เคยยอมรับในเรื่องนี้ ดังนั้น เมื่อกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ยูเนสโกจึงขอให้กัมพูชาเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารอย่างไร เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย
อาจารย์ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ให้ข้อสรุปว่า “หนังสือช่วยจำที่ลงนาม เมื่อปี พ.ศ. 2543 โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ก็ถูกต้องแล้ว อีกทั้งหนังสือช่วยจำปี พ.ศ.2551 ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีนพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือที่ท่านรัฐมนตรีสุขุมพันธุ์ลงนามปูทางไปสู่การปักปันเขตแดน ส่วนของรัฐมนตรีนพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึก มีประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ และของโลก ไม่ว่าจะเป็นในแง่สันติภาพ หรือในแง่วัฒนธรรมร่วมกัน”
"แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบ ใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง...”
ส่วนเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ก็เป็นเรื่องของกรรม ที่คุณทักษิณก่อขึ้นเอง โทษใครที่ไหนไม่ได้หรอกครับ ดังคำโคลงสุภาษิตที่ว่า
“หมอแพทย์ทายว่าไข้ ลมคุม
โหรว่าเคราะห์ร้ายรุม โทษให้
แม่มดว่าผีกุม ทำโทษ
ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้ ก่อสร้างมาเอง”



