
'ปู'ลั่น!ปมพระวิหารถือ'ไทย-เขมร'ชนะทั้งคู่
'นายกฯ'ขอโอกาสรัฐบาลทำงานต่อ วอนปชช.เห็นแก่ปท. อย่าหยุดงาน-ไม่เสียภาษี พร้อมเตรียมหารือเจซี กับ'กัมพูชา'ปมเขาพระวิหารอย่างเร็วที่สุด
เมื่อวันที่ 12 พ.ย. เวลา 12.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการชุมนุมทางการเมืองเริ่มยกระดับในการขับไล่รัฐบาลจะสำเร็จหรือไม่ว่า คงไม่พูดแบบนั้น เพราะจริงๆ แล้วเราก็ต้องมองว่า ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องดำเนินการไป และถ้าไม่มีรัฐบาลเราก็ทำงานกันไม่ได้ ตอนนี้ยังมีกลไกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา มีขั้นตอนต่างๆ ที่เราต้องทำงานอีกเยอะ เราก็ไม่อยากให้เกิดการสะดุด ซึ่งเราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำตามข้อเสนอต่างๆ ของมวลชน จึงขอให้เวลาเราในการทำงาน ขอให้เราได้พิสูจน์ และเราก็ได้รับฟังข้อคิดเห็นมาแล้ว จึงอยากให้พี่น้องประชาชนกลับและยุติการชุมนุม เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน เพราะเราไม่อยากได้ยินต่างประเทศหลายๆ ประเทศเปลี่ยนกำหนดไม่เดินทางมาประเทศไทย เนื่องจากหลายมาตรการต่างๆ นั้น เราก็อยากที่จะสร้างความเชื่อมั่น
เมื่อถามต่อว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศยกระดับการชุมนุม และเรียกร้องให้มีการหยุดงานและไม่ให้จ่ายภาษีเป็นการสร้างความเสียให้กับประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราเองรณรงค์อยู่ตลอดเวลา เพราะเราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ต้องรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนเสียภาษีอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ ทั้งนี้ ขอร้องว่าการทำงานต่างๆ อย่าหยุดงานเลย เพราะยังมีเวลาอื่นๆ ที่นอกเวลาทำงานที่ยังสามารถแสดงออกด้านความเห็นได้ การไม่เสียภาษีต่างๆ สุดท้ายจะทำให้ประเทศเราเจ็บปวด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปัญหาก็กลับมาหาพวกเรากันเอง
เมื่อถามอีกว่า การยุยง ปลุกปั่นดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องให้ฝ่ายกฎหมายได้พิจารณา ตนก็ขอร้อง เราเองก็พยายามหลีกเสี่ยง และเราก็อยากให้มีความอดทนซึ่งกันและกัน เราไม่อยากเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น การใช้กฎหมายเราก็จะใช้เท่าที่จำเป็น โดยเบื้องต้นเราพยายามขอร้องก่อน เพราะคิดว่า ถ้าเราขอร้องก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนถ้ามองด้วยเหตุด้วยผลแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็น่าจะช่วยกันสนับสนุนในการเสียภาษีภาครัฐมากกว่า และถ้าหยุดงานกันเยอะๆ แล้วใครจะทำงาน ก็ต้องขอฝากเรื่องนี้ด้วย
ระบุเตรียมหารือเจซี กับ"กัมพูชา"ปมเขาพระวิหารอย่างเร็วที่สุด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกระแสคัดค้านต่อคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) กรณีพิพาทประสาทพระวิหารว่า ต้องเรียนว่าจากการตีความของศาลโลก เป็นการตีความให้เกิดความชัดเจนหลังจากมติ ครม.เมื่อปี 2505 ว่า เมื่อปราสาทเป็นของกัมพูชาแล้วดินแดนตรงนี้จะดูแลกันอย่างไร อย่างไรก็ตาม เราจะนำกลไกนี้ไปหารือร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชา เพราะมีกลไกกรรมาธิการร่วมอยู่แล้ว ซึ่งกลไกนี้จะเป็นกลไกหารือร่วมกัน เพราะศาลโลกได้บอกว่า ในส่วนของปราสาทพระวิหารนั้น เป็นมรดกโลกทั้งสองประเทศต้องร่วมกันพัฒนา ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะนำไปหารือในรายละเอียดต่อไป
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในพื้นที่ เราได้ให้เจ้าหน้าที่ทหารตรึงพื้นที่อยู่ตามเดิมและการทำงานทั้งหมดนั้น ต้องไปหารือก่อนว่าในเนื้อหาขอบเขตของตัวปราสาทนั้นเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องของเขตแดน โดยในวันที่ 13 พ.ย.จะมีการนำเอาคำพิพากษาไปชี้แจงกับรัฐสภา ขณะเดียวกันตนได้มีการตั้งอนุกรรมการที่จะศึกษาและวิเคราะห์ในเรื่องของคำพิพากษา และจะเป็นแนวทางที่ต้องไปหารือร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เราจะทำตามบทบัญญัติข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญของไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ แถลงว่า คำพิพากษามีคุณกับไทยนั้น ในเชิงบริหารไทยจะได้ประโยชน์อะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากประเด็นที่เรายื่นไปว่า เป็นการให้ตีความให้ชัดเจนในประเด็น ครั้งที่ศาลโลกมีคำวินิจฉัยในปี 2505 ซึ่งศาลก็ให้ความชัดเจนขึ้นมา ประเด็นที่สองที่กัมพูชา ขอในเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ก็จบแล้วถือว่าไม่รับตรงจุดนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นคุณ เพราะในบริเวณนี้ที่ประชาชนเป็นกังวล ซึ่งตรงนี้ทำให้บรรยากาศแนวชายแดนนั้นคลายความกังวลไปมาก
เมื่อถามว่า การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชา(เจซี) จะเริ่มได้เมื่อไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องรอให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เดินทางกลับมาจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ก่อน และจะไปประสานงานกับกัมพูชาว่า จะมีความพร้อมแค่ไหนอย่างไร โดยเราจะเร่งการพูดคุยอย่างเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า จะใช้เวลาอีกนานหรือไม่ จึงจะรู้ว่าเราเสียพื้นที่ไปเท่าไร นายกฯ กล่าวว่า เราต้องทำอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าหลายๆ ประเทศ เมื่อศาลโลกพิพากษามาแล้วก็หารือแนวทาง โดยเจตนาของศาลโลกนั้น คงอยากให้ทั้งสองประเทศไปหารือกัน ไม่อยากให้เห็นความขัดแย้งอยู่แล้ว ก็อยู่ที่ทั้งสองประเทศถ้าเราสามารถที่จะหารือในการบริหารพื้นที่ร่วมกันได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หลังศาลโลกมีคำตัดสินทางกัมพูชา รวมถึงสื่อต่างประเทศ ออกมาพูดในทางตรงกันข้ามกับไทย นายกฯ กล่าวว่า ต้องบอกว่า ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง แต่ประเด็นนั้นเราอย่ามองว่า เป็นชัยชนะหรืออะไรเลย ถ้าถามก็เหมือนกับว่า เป็นชัยชนะของทั้งสองประเทศ และความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่เราไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่เกิดความรุนแรงในพื้นที่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะปรารถนา แต่การหารือในส่วนของพื้นที่ที่เรียกว่า เป็นส่วนน้อยนั้น ก็ต้องไปคุยกันในรายละเอียดของแผนที่จริง และตัวพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งศาลโลกยังไม่ให้ความชัดเจนตรงนี้ก็คงต้องให้ฝ่ายที่ตีความนั้น มาพูดคุยกันต่อในคณะอนุกรรมการ ก็ขออนุญาตให้สื่อมวลชนรอก่อน เพราะต้องศึกษาทีละขั้น เพราะเราต้องศึกษาในคำพิพากษา ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ โดยการตัดสินใจหลายๆ อย่างเมื่อรัฐบาลหารือได้ข้อยุติ ก็ต้องเข้าไปที่รัฐสภาตามขั้นตอนอยู่แล้ว ให้ประชาชนรับทราบ
เมื่อถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมในกรณีนี้ควรยุติได้หรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ต้องขอความกรุณา เราเชื่อว่าวันนี้ประชาชน ได้รับทราบการเคลื่อนไหวและคำตอบหลายๆ อย่างที่เป็นข้อเรียกร้อง ซึ่งรัฐบาลได้ประสานงาน และหน่วยงานอื่นๆ ได้ดำเนินการไปแล้ว ก็ขอความกรุณาให้ประชาชน มีบรรยากาศที่ดีต่อกันและหากลไกอื่นที่จะพูดจากัน
มอบ"กต."ประสานช่วยเหลือฟิลิปปินส์
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากที่พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดถล่มทางภาคกลางของประเทศ ว่า ในส่วนของประเทศฟิลิปปินส์ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ เราก็ได้แสดงความเสียใจกับประเทศฟิลิปปินส์และได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพในการบูรณาการสอบถาม ความช่วยเหลือ ซึ่งวันนี้เราก็ได้ประสานงานแล้ว โดยได้ประสานงานด้านความช่วยเหลือทั้งรูปแบบของตัวเงินและความช่วยเหลือทางด้านของบุคลากรต่างๆ อาทิ แพทย์ พยาบาล เท่าที่ขาดแคลน นอกจากนี้ เราจะให้กรมประชาสัมพันธ์ช่วยจัดการรับบริจาคของพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อที่จะส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวฟิลิปปินส์ด้วยกัน เพราะเราเป็นประเทศอาเซียนด้วยกันและเราก็มีผูกพันกับชาวฟิลิปปินส์ จึงต้องแสดงน้ำใจร่วมกัน



