
'ถอดรหัสคำพิพากษาศาลโลก'
'ถอดรหัสคำพิพากษาศาลโลก' : รายงาน
ฉับพลันที่ศาลระหว่างประเทศมีคำพิพากษาตัดสินในคดีปราสาทพระวิหารที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ทำให้เกิดการตีความไปต่างๆ นานาในเรื่องของพื้นที่และอาณาเขตบริเวณรอบปราสาทพระวิหารว่าจะเป็นไปตามเดิม หรือใครต้องเสียดินแดนเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อความกระจ่างในการทำความเข้าใจในคำพิพากษาดังกล่าว "คม ชัด ลึก" ได้คัดถ้อยคำที่องค์คณะผู้พิพากษาได้ตัดสินและวินิจฉัยในคดีดังกล่าวไว้อย่างละเอียด
ศาลโลกแจงคำพิพากษา
นายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลก เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้อง และร้องขอให้ศาลตีความปราสาทพระวิหาร โดยหลังจากยื่นคำร้องแล้ว กัมพูชาได้อ้างถึงคำร้องธรรมนูญศาล และร้องขอให้มีมาตรการชั่วคราว เพราะการล่วงล้ำของประเทศไทยเข้าสู่ดินแดนกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ศาลมีมาตรการชั่วคราวให้ทั้งสองฝ่ายในปี 2011 ขอเริ่มต้นอ่านคำพิพาษาในวรรคที่ 14 ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเทือกเขาดงรัก ซึ่งโดยทั่วไปเป็นพรมแดนสองประเทศ คือ กัมพูชาตอนใต้ และไทยตอนเหนือ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1904 กัมพูชาอยู่ใต้อารักขาของรัฐฝรั่งเศสที่เทือกเขาดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ซึ่งเป็นไปตามการประกาศของคณะกรรมการเรื่องงานที่เสร็จสิ้นคือเตรียมการและตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่ที่ได้รับ โดยภารกิจนั้นได้มอบให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส 4 นาย
ต่อมาในปี 1907 ทีมได้เตรียมแผนที่ 17 ระหว่าง อินโดจีนกับไทย และมีแผนที่ขึ้นมา มีคณะกรรมการปักปันระหว่างอินโดจีนกับสยาม ทำให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ปี 1953 ประเทศไทยได้ยึดครองปราสาทในปี 1954 แต่การเจรจาไม่เป็นผล ปี 1959 กัมพูชาร้องต่อศาล แต่ไทยคัดค้านตามมา และศาลปฏิเสธการรับฟังของไทย ทำให้มีคำพิพาทเกิดขึ้นจริง ซึ่งเทือกเขาดงรักที่เรียกว่า แผนที่ภาคผนวก 1 นั้นอยู่ในกัมพูชา โดยมีผลบังคับระหว่างรัฐประเทศตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง แต่ในแง่การมีผลผูกพันเหตุการณ์ระหว่างสองประเทศต้องยืนยันตามสันปันน้ำ
ทั้งนี้ ศาลพูดถึงข้อปฏิบัติการในคำพิพากษา ตัดสินว่า พระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา และไทยมีผลผูกพัน หรือในบริเวณข้างเคียง และมีพันธกรณีที่ต้องนำวัตถุทั้งหลายที่ได้นำออกไปให้นำส่งคืน หลังจากมีคำพิพากษา 1962 (2505) ไทยได้ถอนกำลังออกจากพระวิหาร และทำรั้วลวดหนาม หลังจากที่เป็นไปตามมติครม.ของไทยในวันที่ 11 กรกฎาคม 1962 แต่ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่
ชี้ไทย-กัมพูชามีข้อพิพาทในขอบเขต
ประธานศาลโลก ระบุต่อว่า ต่อมากัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาหลังจากที่คำพิพากษา เป็นต้นมา ในมุมมองของไทยคือได้ออกจากบริเวณปราสาท และไทยได้กำหนดฝ่ายเดียวว่า เขตพระวิหารอยู่ที่ใด ซึ่งตามคำพิพากษาในปี 1962 ได้กำหนดตำแหน่งเขตปราสาทที่ไทยต้องถอนและได้จัดทำรั้ว ลวดหนาม ปราสาทไม่ได้เกินไปกว่าเส้นกำหนดตาม แต่กัมพูชาประท้วงว่า การที่ไทยถอนกำลังออกไปนั้นได้ยอมรับว่า ปราสาทเป็นของกัมพูชาจริง แต่กัมพูชาได้ร้องว่าไทยสร้างรั้วรุกไปในดินแดนกัมพูชา ซึ่งไม่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและในมุมมองของกัมพูชาต้องการเสนอยูเนสโก แสดงให้เห็นว่าทั้งสองมีข้อพิพาทในความหมายและขอบเขตในคำพิพากษาปี 1962 จริง
ทั้งนี้ ศาลได้ดูสาระข้อพิพาทเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามขอบเขตอำนาจศาลมาตรา 60 ตามธรรมนูญศาลหรือไม่ และเห็นว่าสองฝ่ายขัดแย้งกันซึ่งในข้อพิพาท 1962 ที่บอกว่า คำพิพากษามีผลบังคับใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนสองประเทศ โดยการพิจารณาครั้งนี้ศาลพิจารณาในจุดยืนของฝ่ายที่แสดงออกมาคือตามคำขอของกัมพูชา คือมีสถานที่และได้ต่อสู้เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็มีมุมมองต่างกันของขอบเขตและบริเวณดินแดน
ประธานศาลโลกกล่าวต่อว่า ข้อที่ 1 ปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชา ท้ายที่สุดศาลได้ดูเรื่องปัญหาที่สองฝ่ายเห็นต่างคือพันธกรณีการถอนกำลังออกจากปราสาท ในดินแดนของกัมพูชา และให้ข้อพิพากษาเรื่องการสื่อสารการเข้าใจของสองประเทศในการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก และการปะทะแสดงว่ามีความเข้าใจที่แตกต่างกันจริง ดังนั้นคำพิพากษามีความสำคัญ 3 แง่ คือ 1.คำพิพากษาไม่ได้ตัดสินว่ามีข้อผูกพันเป็นเขตแดนระหว่างสองประเทศหรือไม่ 2.มีความสัมพันธ์กรณีความหมายและขอบเขตของวลีที่ว่า บริเวณใดเป็นของกัมพูชา และ 3.มีข้อพิพาทในกรณีให้ไทยถอนกำลัง คือเป็นไปตามข้อปฏิบัติข้อที่สอง
ย้ำชัดไม่ตีความในเรื่องที่ยุติไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อกัมพูชาได้ร้องขอ ศาลจึงรับคำร้องขอของกัมพูชา ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาล ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีอำนาจรับไว้พิจารณา ศาลจึงคำนึงถึงข้อ 60 ทำให้ขอบเขตมีความชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ศาลจึงต้องดูอยู่ภายใต้ขอบเขตเคร่งครัด ไม่สามารถหยิบเรื่องที่ได้ข้อยุติไปแล้ว ดังนั้นการพิจารณาขอบเขตและความหมายจึงยึดถือข้อปฏิบัติที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ต่อสู้ว่าหลักการกฎหมายห้ามศาลตีความเกินการตีความในปี 1962 และได้ถูกกล่าวย้ำในข้อต่อสู้ของคู่ความ ซึ่งศาลไม่สามารถตีความที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาในปี 1962 ได้ และกัมพูชาเห็นว่าข้อสรุปในปี 1962 ทำให้เห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยประเด็นต่างๆ ตามข้อวินิจฉัยในปี 1962 และขณะนั้นได้ใช้ข้อ 74 เป็นข้อบังคับในขณะนั้น ซึ่งไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และบทสรุปเป็นเพียงบทสรุปของคำวินิจฉัย ไม่ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อหลักปฏิบัติ
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังได้กล่าวอ้างถึงพฤติกรรมของปี 1962 และเดือนธันวาคม 2008 ที่มีเหตุการณ์ปะทุขึ้นมา คำพิพากษาไม่ถือว่าเป็นสนธิสัญญา หรือตราสารที่ผูกพันคู่ความ การตีความที่อาจจะมีผลกระทบกับพฤติกรรมต่อๆ ไป ดูได้จากสนธิสัญญา ณ กรุงเวียนนา การตีความ จะดูว่า ศาลได้พิพากษาอะไร ขอบเขตและความหมายไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมของคู่ความ และการตีความศาลจะไม่พิจารณาในประเด็นนั้น มีลักษณะ 3 ประการในคำพิพากษา 1962
ยกการเสด็จเยือนเท่ากับยอมรับ
ศาลขอวิเคราะห์ ว่า 1.พิจารณาว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปราสาทพระวิหาร และศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน ศาลจึงกลับไปดูคำพิพากษา 1962 โดยดูในคำคัดค้าน ว่า เป็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าเขตแดน ดังนั้น ข้อเรียกร้อง 1-2 ของกัมพูชาในภาคผนวก 1 ศาลจะรับเท่าที่เป็นเหตุ โดยไม่มีการกล่าวถึงภาคผนวก 1 หรือสถานที่ของเขตแดน ไม่มีการแนบแผนที่ในคำพิพากษา ประเด็นต่างๆ ที่คู่ความได้กล่าวอ้างก็มีความสำคัญในการกำหนดเขตแดน
2.แผนที่ภาคผนวก 1 ประเด็นที่แท้จริงคือ คู่ความได้รับรองแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นแบ่งเขตแดน ที่เป็นผลจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน และมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลได้ดูพฤติกรรมของคู่ความในการเสด็จของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร ก็เหมือนการยอมรับโดยอ้อมของสยามในอธิปไตย ถือเป็นการยืนยันของประเทศไทยในเส้นแบ่งแดนภาคผนวก 1 ในปี 1908 และ 1909 ยอมรับในแผนที่ และยอมรับว่าเส้นแบ่งเขตแดนเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่นำไปสู่การยอมรับว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา ทำให้แผนที่ภาคผนวกอยู่ในสนธิสัญญา จึงเห็นว่าการตีความสนธิสัญญาจึงต้องชี้ขาดว่า เขตแบ่งตามแผนที่ 1
ชี้อาณาเขตเขมรคลุมถึงชะง่อนผา
3.ศาลมีความชัดเจนว่า ศาลดูเฉพาะบริเวณปราสาทฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่เล็กมาก และในปี 1962 กัมพูชากล่าวว่าขอบเขตพิพาทนั้นเล็กมาก และถ้อยแถลงอื่นๆ ไม่มีอะไรขัดแย้งกันในปี 1962 และทันทีหลังจากมีคำพิพากษา ศาลได้อธิบายว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาดงรัก ในทางทั่วไปถือว่าเป็นเขตแดนของทั้งสองประเทศ ศาลเห็นว่าปราสาทอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา แต่ต้องกลับมาในบทปฏิบัติการ 2 และ 3 ที่เห็นว่าผลของคำพิพากษาที่ 1 ตำรวจที่ปฏิบัติการในปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงไม่พูดถึงการถอนกำลัง และไม่มีการกล่าวถึงว่า หากถอนกำลังต้องถอนไปที่ใด พูดเพียงปราสาทและบริเวณใกล้เคียง แต่ไม่กำหนดว่า เจ้าหน้าที่ใดของไทยต้องถอน พูดเพียงว่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้ารักษาการณ์หรือดูแล ศาลจึงเห็นว่าจะต้องเริ่มจากดูหลักฐานที่อยู่ต่อหน้าศาล และพยานหลักฐานเดียวคือ พยานหลักฐานที่ฝ่ายไทยได้นำเสนอ ซึ่งได้มีการไปเยือนปราสาทในปี 1961 แต่ในการซักค้านของฝ่ายกัมพูชา พยานเชี่ยวชาญของไทยบอกว่า มีแค่ผู้เฝ้ายาม 1 คน และตำรวจตั้งแคมป์ และไม่ไกลมีบ้านพักอยู่ และทนายฝ่ายไทยกล่าวว่า สถานีตำรวจอยู่ทางใต้ของแผนที่ภาคผนวก 1
ต่อมาปี 1962 กัมพูชาได้เสนอข้อต่อสู้ว่า จะต้องใช้เส้นสันปันน้ำในการปักปันเขตแดน แต่ศาลเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่าสำคัญ เพราะการแบ่งเส้นต่างๆ มีความใกล้เคียงกับสันปันน้ำ การที่สถานีตำรวจตั้งใกล้สันปันน้ำ เป็นไปตามมติครม. เมื่อศาลสั่งให้ไทยถอนกำลัง น่าจะมีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ตามคำเบิกความของไทย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่อื่นใด จึงเห็นว่า ควรยาวไปถึงสถานที่ตั้งมั่นของสถานีตำรวจ เส้นแบ่งเขตแดนตามมติครม. จึงไม่ถือว่าเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ศาลจึงเห็นว่า ชัดเจนมากตามภูมิศาสตร์ ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้มีหน้าผาที่ชัน และตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นที่ที่อยู่ในเทือกเขาดงรัก หุบเขาทั้งสองนี้เป็นช่องทางที่กัมพูชาสามารถเข้าถึงปราสาท ดังนั้นการทำความเข้าใจใกล้เคียงพระวิหาร ศาลจึงเห็นว่าเขตแดนกัมพูชาทางเหนือไม่เกินเส้นแบ่งเขตแดนตามภาคผนวก 1 และไม่ได้ระบุระยะที่ชัดเจน
กัมพูชาไม่ได้พื้นที่ภูมะเขือ
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าเขตแดนกัมพูชาทางเหนือไม่เกินเส้นแบ่งภาคผนวก 1 ไม่ได้ระบุว่าเส้นทางชัดเจน แต่ชัดว่าด่านตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงกับแผนที่ภาคผนวก 1 ศาลพิจารณาพื้นที่จำกัดด้านตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าถือเป็นพื้นที่กัมพูชา ศาลไม่สามารถรับคำจำกัดความเรื่องบริเวณใกล้เคียงที่ครอบคลุมชะง่อนผา และกัมพูชาไม่ถือว่าภูมะเขืออยู่ในพระวิหาร อดีตผู้ว่าของเขมร ถือว่าพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนี้ แต่ก็ถือว่าภูมะเขือเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องของกัมพูชา ขณะเดียวกันเล็กกว่าจะครอบคลุมทั้งพระวิหารและภูมะเขือ และภูมะเขือไม่ได้เป็นบริเวณสำคัญที่ศาลจะพิจารณา ไม่มีหลักฐานที่จะเสนอว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารหรือกำลังไทยในบริเวณนั้นและไม่มีการพูดว่าภูมะเขือมีส่วนสำคัญที่ไทยต้องถอนกำลัง
การตีความที่จะกำหนดจุดต่างๆ ศาลได้พิจารณาว่าศาลไม่ได้กำหนดสันปันน้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลจะพิจารณา เนื่องจากศาลได้กำหนดว่าอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารเท่านั้น
ประธานศาลโลก ย้ำว่า หลังการพิจารณาสรุปว่าคำพิพากษาปี 1962 ศาลไม่ได้พิจารณาที่กว้าง ดังนั้นไม่ได้มีความตั้งใจพิจารณาว่าพื้นที่ใกล้เคียงหรือภูมะเขืออยู่ในไทย การพิจารณาในปี 1962 ตามที่มีการร้องขอในกระบวนการพิจารณาได้มีการพิจารณาในส่วนของเขาพระวิหารด้านใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีชะง่อนหน้าผา สองฝ่ายตกลงว่าพื้นที่อันนั้นอยู่ในกัมพูชา และตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มลาดชันน้อยกว่าที่เป็นสิ่งแยกเขาพระวิหารออกจากภูมะเขือ ก่อนลาดลงสู่พื้นที่ราบกัมพูชา ศาลพิจารณาว่า ภูมะเขืออยู่นอกพื้นที่ข้อพิพาท และปี 1962 ไม่ได้บอกว่าอยู่ในไทยหรือกัมพูชา ชะง่อนหน้าผาพระวิหารและภูมะเขือ มีพื้นที่ที่เริ่มสูงขึ้น เป็นเส้นของแผนที่
ชี้เขมรมีอธิบไตยในปราสาทพระวิหาร
อย่างไรก็ตาม สองฝ่ายไม่สามารถหาทางออกแต่ฝ่ายเดียวได้ คำพิพากษา 1962 ศาลพิจารณาเรื่องวัดที่เกี่ยวข้องในข้อบทปฏิบัติการข้อสามและจะทำให้เข้าใจข้อบทปฏิบัติการ ข้อพิจารณาในขณะนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย ศาลจึงได้ตัดสินใจในข้อปฏิบัติการที่ 1 ว่าพระวิหารอยู่ในกัมพูชา ไทยมีหน้าที่ถอนกำลังทหาร และอื่นๆ ออกไปจากพื้นที่ของกัมพูชาในแถบพระวิหาร และเรื่องข้อปฏิบัติที่สามที่ครอบคลุมพื้นที่ขยาย เกินขอบเขตพระวิหาร
สำหรับอธิปไตยเหนือพื้นที่ก็จะเป็นบริเวณที่อยู่ใต้อธิปไตยของกัมพูชาอยู่ในพื้นที่เล็กๆ และพื้นที่ดังกล่าว เป็นคุณลักษณะของข้อพิพาทปี 1962 เรื่องอธิปไตยที่ศาลพิจารณาคือคาบเกี่ยวทั้งที่พูดถึงในวรรคแรกและสาม ศาลสรุปว่า พื้นที่ที่พูดถึงในวรรคหนึ่ง และสาม ปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชาและถือว่า เป็นการอ้างถึงวรรคสองและสามและพูดถึงบริเวณพระวิหาร ที่มีการร้องขอให้พิจารณา
"ไทยได้รับว่าไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเคารพ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ที่ไทยบอกว่า เป็นพื้นที่อธิปไตยกัมพูชา สองฝ่ายต้องทำตามพันธกรณี ทั้งสองมีหน้าที่แก้ไขปัญหาข้อพิพาทด้วยวิธีการอื่น ภายใต้การทำงานสองฝ่ายไทย-กัมพูชาต้องคุยกันเอง ยูเนสโกต้องดูแลในฐานะดูแลมรดกโลก ก็สรุปว่า วรรคหนึ่งข้อบทปฏิบัติการทั้งหลาย กัมพูชามีอธิปไตยเหนือชะง่อนผาที่ต้องมีไว้ตาม 1962 ไทยต้องถอนทหารทั้งหมดออกไป ตามย่อหน้า 108 เป็นส่วนบทปฏิบัติการซึ่งศาลมีมติเอกฉันท์ว่าศาลมีอำนาจรับฟังการตีความตามวันที่ 15 มิถุนายน 1962 คือกัมพูชามีอำนาจตามอธิปไตยในพระวิหาร ไทยต้องมีพันธกรณีถอนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ผู้เฝ้า" ประธานศาลโลก กล่าวสรุปคำพิพากษา
....................................
(หมายเหตุ : 'ถอดรหัสคำพิพากษาศาลโลก' : รายงาน)



