ข่าว

'การเมือง'ขย่มศก.ไทยซ้ำทำลายเชื่อมั่น

'การเมือง'ขย่มศก.ไทยซ้ำทำลายเชื่อมั่น

12 พ.ย. 2556

'การเมือง' ขย่มศก.ไทยซ้ำ ชี้ทำลายเชื่อมั่น-ธปท.เข้มดูแลเงินบาท : รายงานพิเศษ

 

                              แม้พรรคร่วมรัฐบาลยอมถอยในการเดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วยการร่วมลงสัตยาบันถอนกฎหมายดังกล่าวออกจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ดูเหมือนความเชื่อมั่นของประชาชนจะยังไม่กลับคืนมา เห็นได้จากยังมีประชาชนออกมาร่วมชุมนุมกันจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

                              นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "เศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวน" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่าการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน รวมทั้งผลกระทบที่เกิดกับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งหลายหน่วยงานก็ออกมายอมรับในเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ระดับ 3-4% ยังถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก

                              ทั้งนี้ ยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือว่ามีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้น ธปท. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเตรียมมาตรการ เตรียมเครื่องมือความพร้อมไว้รองรับในเรื่องเหล่านี้ด้วย โดยเครื่องไม้เครื่องมือ ของธปท. คือ การดูแลสภาพคล่องในตลาดเงิน รวมถึงดูแลความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินให้มีความแข็งแกร่งไม่ให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด

                              "วิธีแก้ปัญหาที่ถูกคือ การไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือ เรื่องความไว้วางใจจากประชาชน วันนี้แม้จะมีการถอนกฎหมาย แต่ผมมองว่ามันไม่จบ เพราะมันแค่ปลายเหตุ ยังมีตัวอื่นๆ อยู่อีก ที่คล้อยไปในทางที่ทำลายความไว้วางใจจากประชาชน เช่น นโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งเรื่องนี้เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ก็มองว่า มันเป็นตัวทำลายประเทศ แต่ผู้มีอำนาจยังคงใช้อำนาจจากเสียงข้างมากมายืนยันคำตอบในการทำ ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาก็ต้องไปจัดการตัวที่ทำลายความเชื่อมั่นของคน" นายประสารกล่าว

                              ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในอดีตปัจจัยภายนอกจะเป็นตัวชี้นำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดการเงิน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันมีปัจจัยภายในเข้ามาเพิ่มความเสี่ยงด้วย ซึ่ง ธปท. ต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยจะเข้าไปดูแลการซื้อขายในตลาดเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ จึงอยากเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ

                              ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ก็จับตามองประเด็นการชุมนุมที่เกิดขึ้น และจะมีการนำปัจจัยดังกล่าวมาร่วมในการประเมินถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ด้วยเช่นกัน โดย น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้นหากสถานการณ์ไม่มีความรุนแรง เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 น่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง และทำให้เศรษฐกิจทั้งปีโดยรวมน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4% แต่หากสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นเหมือนกับปี 2553 คงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการท่องเที่ยวและการค้าขายในบริเวณพื้นที่ที่มีการชุมนุม

                              “ถ้าเหตุการณ์รุนแรง อยากให้นึกถึงปี 2553 เพราะหากจำกันได้ การท่องเที่ยวไทยตอนนั้นตกลงไปมาก แต่ก็ฟื้นตัวเร็วเช่นกัน ซึ่งภายใน 2-3 เดือนทุกอย่างก็กลับมา ขณะที่การค้าขายในย่านนั้นคงลดลงไปด้วย ดังนั้น ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีปัจจัยเหล่านี้เข้ามากระทบในระยะสั้น ส่วนระยะยาวมองว่า ยังไปได้อยู่” น.ส.กิริฎากล่าว

                              สอดคล้องกับความเห็นของนายกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ที่มองว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยได้ปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออกที่น่าจะกลับมาดีขึ้น เพียงแต่ตัวเลขการเติบโตอาจต่ำกว่าที่คาดได้ จากสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นกับสถานการณ์การชุมนุมว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ และต่างชาติมีความกังวลกับเรื่องความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรง ก็อาจส่งผลกระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะการท่องเที่ยวถือเป้นเครื่องจักรหลักช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้

                              ขณะที่นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดเงิน สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการบริโภค และการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 อยู่บ้าง แต่มองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากช่วงไตรมาส 3

                              นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ปัจจัยการชุมนุมเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อการบริโภคและการลงทุนอาจได้รับผลกระทบได้ หากสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าที่ภาครัฐจะควบคุมได้

 

-------------------------

เอกชนกังวลยืดเยื้อ ฉุดไทยเสียโอกาสลงทุน

 

                              การเมืองที่ร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ ได้สร้างความกังวลใจให้ภาคธุรกิจอย่างมาก ทั้งในเรื่องการชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและประเด็นการตัดสินคดีเขาพระวิหาร ซึ่งอาจลุกลามบานปลาย จนทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ รวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ โดยนายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย กล่าวว่า ค่อนข้างกังวลกับปัญหาทางการเมืองปัจจุบัน เพราะเริ่มเห็นถึงสัญญาณความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงไปแนวโน้มการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้สนับสนุนพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และกลุ่มผู้คัดค้าน

                              "มองว่าหากเกิดการเผชิญหน้าขึ้น ภาพรวมประเทศจะแย่ลง ด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ของประเทศ และความน่าเชื่อถือในเวทีโลก โดยส่วนตัวยอมรับว่ายังมองไม่เห็นทางออกทางการเมืองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เชื่อจะมีทางออกได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศแย่ลง กำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล" นายบุญยงกล่าว

                              นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชาเขียวพร้อมดื่มสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ อิชิตัน เปิดเผยว่า หากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อออกไป เชื่อว่าจะเกิดการสูญเสียหลายๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงการสูญเสียโอกาสของการลงทุนในประเทศ เพราะนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน และจะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนในประเทศต่างๆ อาทิ พม่า ลาว และอินโดนีเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในไทยต้องจองล่วงหน้าถึง 4-6 เดือน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ลากยาวออกไป เพราะที่ผ่านมาภาครัฐก็ถอนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปหมดแล้ว

                              ขณะที่น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รู้สึกกังวลว่าเหตุการณ์ชุมนุมจะยืดเยื้อ โดยส่งผลกระทบในระยะสั้นจะทำให้ธุรกิจชะงัก เพราะผู้คนไม่มีอารมณ์จับจ่าย มุ่งไปที่การติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ผู้ประกอบการก็ขายสินค้ายาก โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ตลาดหุ้น และกองทุนต่างประเทศจะค่อนข้างอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมืองทำให้อาจเกิดภาวะเงินทุนไหลออกในช่วงสั้น ส่วนผลกระทบในระยะยาว มองไปได้ในสองประเด็น หากรัฐบาลยังบริหารงานต่อ ก็จะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไปได้ แม้จะชะงักไปช่วงหนึ่ง แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คาดว่าจะทำให้นโยบายต่างๆ เปลี่ยนแปลงตาม โครงการลงทุนขนาดใหญ่ มูลค่า 2 ล้านล้านบาท อาจเกิดขึ้นไม่ได้

 

-------------------------

('การเมือง' ขย่มศก.ไทยซ้ำ ชี้ทำลายเชื่อมั่น-ธปท.เข้มดูแลเงินบาท : รายงานพิเศษ)