
ป้ายสุดท้าย...ยุบสภา
ป้ายสุดท้าย...ยุบสภา : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
ฟันธงได้เลยว่า หลัง 6 โมงเย็น วันจันทร์นี้ รัฐบาลไม่สามารถทำให้ร่างกฎหมาย "นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง" "ตาย" ไปจากสภาได้ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคัดค้านที่เวทีราชดำเนิน ที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ และทางกลุ่มคัดค้านจะประกาศยกระดับการชุมนุม และข้อเรียกร้องอย่างแน่นอน
อารมณ์ของกลุ่มคัดค้านตอนนี้ไปไกลกว่าเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ไม่ต้องการให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่บริหารประเทศแล้ว ซึ่งไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะยอม "ถอยสุดซอย" ในทุกขั้นตอนที่สามารถจะทำได้ ก็ไม่สามารถทำให้มวลชนหยุดเคลื่อนไหวได้
"สภาพตอนนี้มันเหมือนกับลูกในท้อง คือร่างกฎหมายนิรโทษกรรม แท้งตายไปแล้ว ยังไงก็ไม่ได้กลับมาแล้ว แต่เขา(กลุ่มคัดค้าน)ต้องการให้แม่ คือรัฐบาลตายไปด้วย" แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลรายหนึ่ง มองอารมณ์กลุ่มคัดค้านในขณะนี้
ข้อเรียกร้องที่น่าจะเกิดขึ้น คือ "รัฐบาลต้องยุบสภา" เพื่อให้ร่างกฎหมายนี้ "ตาย" ไปจากสภา และจากพฤติกรรมที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป
ความจริงแล้ว "ยุบสภา" ก็ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม "ตาย" ไปจากสภา เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า "ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภาสามารถพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ หากคณะรัฐมนตรีร้องขอภายใน 60 วันนับแต่วันแรกประชุมรัฐสภาครั้งแรก"
สภาพของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง หลังการยุบสภา จึงจะเป็นเพียงแค่ "สลบ" ไปชั่วคราว ซึ่งแน่นอนประเด็นนี้จะตามไปหลอกหลอนพรรคเพื่อไทยหลังยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์จะต้องนำประเด็นนี้มาตอกย้ำแน่นอนว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปอีก จะสามารถมา "ชุบชีวิต" ร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาอีกได้
เมื่อถึงวันนั้น คงได้ยินบางเวทีหาเสียงของพรรคเพื่อไทยสู้กลับ ด้วยการประกาศชัดๆว่า "หากต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปแก้กฎหมายต่อเพื่อพาอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน ก็ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยมาให้ถล่มทลาย" เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่เคยประกาศให้ "เลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อพาทักษิณกลับบ้าน"
ผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ที่ออกมาล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยถูกกระทบอย่างหนักจากกรณีร่างกฎหมายนิรโทษกรรม สอดคล้องกับความกังวลของคนในพรรคเพื่อไทยตอนนี้
จากผลสำรวจ คะแนนนิยมทั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นนำ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นครั้งแรก จากเดิมที่ตามมาตลอด โดยคะแนนของอภิสิทธิ์เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย คือจากร้อยละ 31.7 เมื่อเดือนมิถุนายน มาเป็น 34.8 มาเล็กน้อย แต่ปัญหาคือคะแนนนิยมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์หล่นฮวบลงไป จากร้อยละ 40.4 เหลือแค่ 26.7 เช่นเดียวกับคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขึ้นมานำพรรคเพื่อไทยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะคะแนนพรรคเพื่อไทยตกฮวบลงไป คือ ร้อยละ 37.2 ต่อ 28.2
วันนี้พรรคเพื่อไทยจึงยังไม่พร้อมยุบสภา...
หากพิจารณาเกมของพรรคเพื่อไทย ที่ยึดกลไก "ระบอบประชาธิปไตย" เป็นหลังพิงมาตลอด การยุบสภาเพื่อให้มี "เลือกตั้ง" เป็นแนวทางที่พรรคเชื่อมั่นที่สุดว่าจะสามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ แต่เมื่อยังไม่พร้อม จึงต้องพยายาม "ยื้อ" ไว้ให้นานที่สุด
การยอม "ถอยสุดซอย" ของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมา คือสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลยังไม่พร้อมยุบสภาในตอนนี้ ตั้งแต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเคยพูดมาตลอดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร ยอมออกมาแถลงยืนยันว่าสภาจะไม่หยิบร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกตลอดอายุรัฐบาล, การยอมถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้ง 6 ฉบับที่อยู่ในสภาผู้แทนฯ ออกมาทั้งหมด (คนละส่วนกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งที่อยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภาแล้ว), การให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมลงสัตยาบันว่าจะไม่นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาพิจารณาอีก พร้อมนั่งแถลงข่าวด้วยกัน ไปจนถึงล่าสุดที่ "พิชิต ชื่นบาน" มือกฎหมายของพรรค เสนอให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนร่วมลงชื่อ ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะไม่เสนอหรือนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาพิจารณาอีก
ทั้งหมดคือ กระบวนการ "ยื้อ" เพื่อ "ขอเวลาตั้งตัว"
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของรัฐบาลเวลานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง "นิรโทษกรรมสุดซอย" ที่ย้อนกลับมาทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาพ "ถูกปิดซอย" แต่ยังมีระเบิดอีกหลายรูปวางเรียงรายรออยู่
ช่วงบ่ายวันนี้ ก่อนถึงเส้นตายที่สุเทพประกาศไว้ เวลา 6 โมงเย็น ศาลโลกจะตัดสินคดี "ปราสาทพระวิหาร" หากผลออกมาในทางที่ทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ จะเป็นประเด็นถามโถมเข้าใส่รัฐบาลอีกแน่
ภายในสัปดาห์นี้ ฝ่ายค้านจะยื่น "ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ" แน่นอน และ "พฤติกรรม" ของรัฐบาลในการพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย จะเป็นอีกเรื่องหลักของการอภิปรายครั้งนี้ นอกเหนือจากเรื่องเดิมคือ "โครงการรับจำนำข้าว" ซึ่งการอภิปรายน่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสภาในวันที่ 28 พฤศจิกายน และฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นนายกฯ ก็จะไม่สามารถยุบสภาได้จนกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเสร็จสิ้นลง ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158
ก่อนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ "ศาลรัฐธรรมนูญ" นัดอ่านคำตัดสินเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องที่มา ส.ว.ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามคำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม ส.ว.ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล จะเป็นอีกวันที่พรรคเพื่อไทยจะต้องลุ้นระทึก เพราะมีประเด็น "เสี่ยง" หลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องผลประโยชน์ขัดกัน เพราะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เพราะจะทำให้ ส.ว.ชุดปัจจุบันสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งหน้าได้ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 1 วาระ ไปจนถึงเรื่องที่จะทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลมีปัญหา
"โครงการรับจำนำข้าว" ที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่ ใกล้จะมีผลออกมาแล้ว...
นี่เป็นแค่ตัวอย่าง ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องเผชิญ ทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ที่ยังสะดุดอยู่, ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ที่ตอนนี้อยู่ที่วุฒิสภา ฝ่ายค้านจ่อคิวจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเชือดทันทีที่ผ่านรัฐสภา
กว่าจะ "ยุบสภา"...รัฐบาลจะสะบักสะบอมแค่ไหน รอดู!!!
......................
(หมายเหตุ : ป้ายสุดท้าย...ยุบสภา : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



