
เมื่อ'วุฒิสภา'ถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือ
เมื่อ'วุฒิสภา'ถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือ : กาะติดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยขนิษฐา เทพจร @joize_nna
ถึงกับเบรกกันจนหัวทิ่มเลยทีเดียว สำหรับไม้เด็ดของ “กลุ่ม 40 ส.ว.” ที่ไม่ยอมเข้าร่วมการประชุมวุฒิสภา นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
แม้จะถูก ส.ว.สายเลือกตั้ง และสายหนุนร่างกฎหมายล้างผิดสุดซอย ที่ว่ากันว่าใกล้ชิดกับรัฐบาลแบบสุดๆ ใช้เวทีประชุมวุฒิสภา ซึ่งภายหลังพบว่ามีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ทั้งขู่ ทั้งปลอบ ตำหนิ เหน็บแนม ขอร้อง อ้อนวอนให้มาร่วมประชุม เพื่อร่วมทำภารกิจหยุดวิกฤติเพื่อชาติ
แต่กลุ่มคัดค้านกระต่ายขาเดียวไม่ยอมเข้าร่วมประชุม จนเป็นเหตุให้มี ส.ว.ลงชื่อแค่ 69 คน ไม่ครบองค์ประชุม ที่ต้องใช้จำนวน ส.ว.กึ่งหนึ่งของ 149 คน ทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมได้ โดย ส.ว.ในกลุ่ม 40 ให้เหตุผลเป็นเสียงเดียวกันว่า “รับไม่ได้กับพฤติกรรมของท่านประธานวุฒิสภา ที่สนองงานรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า”
รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ขยายเหตุผลความไม่เชื่อใจ แม้กลุ่ม 40 ส.ว.จะเห็นร่วมกับการคว่ำร่างกฎหมายว่า “ก่อนหน้าที่สภาจะลงมติเห็นชอบวาระสาม ช่วงเวลา 04.25 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ชัด ต้องเดินหน้ากฎหมายล้างผิด เพื่อให้ประเทศเดินหน้า แต่หลังจากที่มหาชนออกมาคัดค้าน พร้อมกับรัฐบาลประกาศถอย นิคมจึงกลับหลังหันออกคำสั่งนัดประชุม 8 พฤศจิกายน หักมติวิปวุฒิสภาที่เห็นชอบนัดถกวันที่ 11 พฤศจิกายน”
เช่นเดียวกับ ประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา ให้เหตุผลเชิงลึกว่า หากวุฒิสภาลงมติคว่ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมวันที่ 8 พฤศจิกายนแล้ว จะทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่คัดค้านการผ่านร่างกฎหมายนี้
40 ส.ว.มั่นอกมั่นใจว่าพวกเขารู้แผนลับแผนร้ายของรัฐบาล ที่ต้องการยับยั้งคลื่นมหาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และต้องการร่วมประคับประคองรัฐบาล เหมือนที่ “พรรคเพื่อไทย” ทำ
แต่จะว่าไป การตัดสินใจของ “ประธานนิคม” เพียงลำพัง คงไม่สามารถทำงานได้ลุล่วง เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากในวุฒิสภา ส่วนสำคัญที่สุดคือ ส.ว.สายรัฐบาลที่ต้องเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ส.ว.ขั้วตรงข้ามเดินเกมเหนือกว่า “นิคม” ที่เป็นตัวแทนการนำ จึงต้องลดความแข็งกร้าว เดินเข้าสู่วงเจรจาด้วยตัวเองเพียงลำพัง หวังโน้มน้าวให้ “ส.ว.อีกฝั่ง” ร่วมการประชุม และให้การคว่ำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ได้เดินหน้า ถึงขั้นหลั่งน้ำตาลูกผู้ชาย อ้อนวอน
แต่ท้ายสุดภารกิจก็ไม่สำเร็จ “ส.ว.อีก 30 ชีวิต” ยังยืนกรานไม่ยอมร่วมประชุม แถมยังเสนอเงื่อนไขให้ปิดการประชุม แล้วนัดใหม่ตามกรอบเวลาเดิม ซึ่ง “นิคม” ได้ปฏิบัติตามทุกประการ หวังลบรอยร้าวของสถาบันสภาสูงและสามารถเดินหน้าทำงานร่วมกันในอนาคตได้อย่างราบรื่น
ผลพวงที่ตามมาคือ ถูก ส.ว.เลือกตั้งที่ไม่พอใจกับผลการเจรจา ซึ่งค้านสายตาและความรู้สึก ตำหนิ "นิคม" อย่างรุนแรง บางคนถึงกับบอกว่า ประธานวุฒิสภาเห็นแก่เรื่องส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ที่ต้องการร่วมยับยั้งสถานการณ์ชุมนุมที่ส่อว่าจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติ เชื่อว่าต่อจากนี้ไปท่านประธานวุฒิสภาคงต้องรับศึกหนัก ทั้งจากฝ่ายที่ไม่เคยเชื่อใจ และพรรคพวกที่ให้ความไว้ใจกันที่สุด
ส่วนจะส่งผลกระเทือนถึงเก้าอี้ประธานสภาสูงหรือไม่ บทพิสูจน์คงจะมีให้เห็นชัดขึ้นในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระแรก วันที่ 11 พฤศจิกายนนี้
อีกด้านหนึ่ง ส.ว.สายสรรหากำลังถูกตำหนิอย่างหนัก เนื่องจากมองว่าเล่นเกมการเมืองมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการไม่ยอมเข้าประชุม การล็อกห้องไม่ยอมเจรจา ซึ่งทั้งหมดอาจนำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่ช้าเกินกว่าเส้นเวลาที่มีการกำหนดไว้
อีกทั้งยังถูกมองด้วยว่า "40 ส.ว." กำลังเดินเกมหนึ่งเพื่อลากไปสู่อีกเกมหนึ่งของฟากฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน
บทสรุปจากงานนี้ทำให้เห็นภาพหนึ่งที่ชัดเจนว่า สภาสูงถูกลากเข้าสู่เครื่องมือการเมืองแบบฝั่งฝ่าย ที่ส่อเค้าความรุนแรง โดยกลุ่มแกนนำ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยรับผิดชอบต่อความเสียหายของประชาชนและประเทศชาติเลย
..................................
(หมายเหตุ : เมื่อ'วุฒิสภา'ถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือ : กาะติดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยขนิษฐา เทพจร @joize_nna)



