
'ประชา'จวก'สุเทพ'สร้างราคาให้ตัวเองหลังปูดข่าวสไนเปอร์
"ประชา" โต้ "สุเทพ" หลังปูดข่าวสไนเปอร์ บอกแค่สร้างราคาให้ตัวเอง ยันรบ.นี้ไม่ใช้ความรุนแรง "หมวดเจี้ยบ" อัด "สุเทพ" แต่งเรื่องสไนเปอร์ เพื่อปลุกระดมม๊อบ
วันที่10 พ.ย.56 เมื่อเวลา 12.50น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประกาศยกระดับการชุมนุมของกลุ่มชุมนุมทางการเมืองว่า ตนได้ติดตามการชุมนุมของประชาชน ทั้งที่ถนนราชดำเนิน สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และสี่แยกจปร. อย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นที่จะต้องชี้แจงคือการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราาฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยสร้างความหวดกลัวให้กับประชาชนว่า มีบุคคลจะใช้สไนเปอร์ไปยิงนายสุเทพ ตนขอเรียนว่า ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เรื่องของการดูแลผู้ชุมนุมนั้นไม่มีใครใช้ความรุนแรง ไม่ใช้อาวุธจริงเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาที่ใช้อาวุธจริงทำให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพ รวมถึงมีผู้บาดเจ็บร่วม 2,000 คน แต่รัฐบาลนี้ยึดหลักในความเป็นประชาธิปไตย และยอมรับในการชุมนุมของประชาชน ทั้งนี้ต้องเป็นไปด้วยความสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งการที่นายสุเทพ ออกมาพูดอย่างนั้น เพราะติดอยู่กับภาพเดิมๆ และจะเป็นการสร้างราคาให้กับตัวเองหรือไม่ ตนยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการกับผู้ชุมนุมตามหลักสากล ไม่ใช้อาวุธ และความรุนแรง โดยเด็ดขาด
พล.ต.อ.ประชา กล่าวถึงกรณีนายอุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ปราศรัยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะแฝงกายเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเป็นมือที่สามสร้างสถานการณ์ว่า การที่เจ้าหน้าที่แฝงตัวอยู่ในม็อบอาจเป็นเพียงการหาข่าวเท่านั้น การที่จะนำอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีการ์ดที่เข้มงวด หากเจ้าหน้าที่เข้าไปมีโอกาสที่เกิดอันตรายได้ ซึ่งตนได้ขอให้มีการระมัดระวัง ถ้าเข้าไปก็ขอให้เข้าไปเพื่อดูความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น และระมัดระวังมือที่สามที่จะทำในสิ่งไม่ถูกต้อง เช่นการก่อเหตุยั่วยุ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปดู สังเกตการณ์ และระงับยับยั้งในส่วนนี้
ส่วนกรณีล่าสุดที่มีเหตุยิงหัวน๊อตใส่กระจกป้อมตำรวจ ประจำประตูทำเนียบรัฐบาลด้านเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ตนขอให้คำว่าเป็นมือที่สาม หรือผู้ไม่หวังดีปรารถนาให้เกิดความรุนแรง ขอฝากว่าไม่ควรทำ ส่วนเรื่องของปัญหาการหักเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ตนได้ฝากพล.ต.อ.อดุลย์ เเสงสิงเเก้ว ผบ.ตร.ให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชน และดูแลสถานการณ์ในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งศาลโลกจะอ่านคำตัดสินคดีเขาพระวิหารไม่ให้บานปลายอย่างไร พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า เราได้ใช้กำลังตำรวจส่วนหนึ่งในการดูแลความเรียบร้อยอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม และเคลื่อนย้าย ทั้งในด้านการจราจรและความปลอดภัย ทั้งนี้จะใช้แค่กำลังตำรวจเท่านั้นไม่มีการใช้กำลังทหารเข้ามาแต่อย่างใด และขอฝากให้ผู้ชุมนุมให้ชุมนุมอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็น ส่วนถ้าจะเคลื่อนย้ายก็ขอให้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนในการสัญจร และขอให้เปิดช่องทางจราจรไว้บ้าง
เมื่อถามถึงการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นป้าย เขตพื้นที่ใช้แก๊สน้ำตา บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า เขตที่เจ้าหน้าที่ดูแลอยู่เป็นเขตประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ถ้ามีการรุกล้ำเข้ามา ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายก็สามารถที่จะใช้หลักการในการดูแลรักษาพื้นที่ตามหลักสากล ซึ่งการใช้แก๊สน้ำตา ก็เป็นการปฏิบัติตามหลักสากล ต่างจากการใช้สไนเปอร์ และกระสุนจริง อย่างไรก็ตามการขึ้นป้ายดังกล่าวไม่ได้เป็นการยั่วยุผู้ชุมนุม แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าขอความกรุณาอย่าเข้ามามากกว่านั้น ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
เมื่อถามกังวลตรงจุดใดเป็นพิเศษหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ก็มีความกังวลทั้งนั้น เพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองรูปแบบประชาธิปไตย ส่วนการประเมินตัวเลขผู้ชุมนุมในวันที่ 11พ.ย.นั้น เนื่องจากมีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และคำตัดสินของศาลโลกในคดีปราสาทเขาพระวิหารออกมาจึงเป็นสองเหตุการณ์ที่มาประจบกัน ก็อาจทำให้มีผู้ชุมนุมากขึ้น ซึ่งฝ่ายความมั่นคงจะมีการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ยืนยันว่าพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ยังสามารถดูแลการชุมนุมได้ ยังไม่ถึงต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างไรก็ตามการลงสัตยาบันของพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมานั้นหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะลดลง อยากให้เข้าใจว่าเจตนารมย์ของฝ่ายนิติบัญญัติที่อยากให้หยุดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เหมือนให้ตายไปอย่างถาวรไม่ต้องกังวลใน 180 วัน ซึ่งหลังจากนั้นจะไม่มีการยื่นกลับมาให้ส.ส.พิจารณาอีกครั้ง โดยการลงสัตยาบันครั้งนี้น่าจะเป็นการเชื่อถือได้
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผบ.ทบ. ถึงความมั่นใจในการไม่เกิดเหตุรัฐประหาร หรือไม่ พล.ต.อ. กล่าวว่า "มีการพูดคุยกับผบ.ทบ. ส่วนความมั่นใจในการไม่ก่อให้เกิดเหตุปฏิวัตินั้นต้องไปถามผบ.ทบ.เอง ซึ่งท่านได้พูดเสมอว่าจะไม่มีการรัฐประหาร"
"หมวดเจี้ยบ" อัด "สุเทพ" แต่งเรื่องสไนเปอร์ เพื่อปลุกระดมม๊อบ
ร.ท. หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอปฏิเสธว่า ไม่เคยมีความคิดที่จะส่งสไนเปอร์ไปปลิดชีพ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เเกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อย่างที่ทั้งสองคนนำมาอ้างบนเวทีปราศรัยที่ถนนราชดำเนินแต่อย่างใด รัฐบาลจะเอาชีวิตนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ ไปเพื่ออะไร ในเมื่อขณะนี้ทุกฝ่ายต้องการเห็นนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ เดินขึ้นศาลเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ใช้หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าฯ จากการสั่งการให้ใช้อาวุธเกินความจำเป็นในการสลายการชุมนุมปี 2553 จนมีคนตายนับร้อยศพ และบาดเจ็บนับพันราย ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่รัฐบาลจะต้องไปทำร้ายแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเรื่องความเห็นต่างทางการเมือง ถือเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยที่ย่อมคิดไม่เหมือนกันได้ แต่ไม่ถึงกับต้องฆ่าแกงหรือเอาชีวิตกัน หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติจนถึงที่สุดก็แค่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินเท่านั้นเอง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แต่เหตุที่นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ แต่งเรื่องตัวเองจะถูกฆ่าขึ้นมาหลอกผู้ชุมนุมนั้น คงเป็นเพราะต้องการปลุกระดมผู้ชุมนุม ให้มาชุมนุมกันมากๆ เพื่อแสดงให้ อัยการ ดีเอสไอ และศาล เห็นว่าตัวเองมีพวกเยอะ เพื่อหวังกดดันการพิจารณาคดีของตัวเองใช่หรือไม่ เพราะสิ้นเดือน พ.ย. นี้ ก็จะปิดสมัยประชุมสภาฯ แล้ว ซึ่งจะทำให้นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองในเรื่องคดี แสดงว่า เหตุที่ต้องเร่งปลุกระดมคนให้มากๆ ให้ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ทั้งๆ ที่สองคนนี้ก็รู้อยู่เต็มอกว่า ตอนนี้กฎหมายนิรโทษกรรมมันคว่ำไปหมดแล้ว จึงเป็นการระดมมวลชนเพื่อส่งสัญญาณข่มขู่ อัยการ ดีเอสไอ และศาล ที่กำลังจะดำเนินคดีตัวเองใช่หรือไม่ หากใช่ ก็แสดงว่านายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ กำลังแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และกำลังทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ของประเทศ โดยหลอกใช้ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ทั้งนี้ ขอให้สังคมใช้วิจารณญาณให้ดีในการฟังคำพูดของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มิฉะนั้น อาจตกเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ส่วนตัวของนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ก็เป็นได้



