
'อดุลย์'ซัด'คปท.'ยิงหัวน็อตใส่ป้อมตร.
'โฆษก บช.น.' เผยกลุ่มผู้ชุมนุม 'คปท.' ใช้หนังสติ๊กยิงหัวน็อตเข้าใส่ตู้ยามสันติบาลเสียหาย เตือนอย่าสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง
10 พ.ย. 56 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) โฆษก บช.น. เปิดเผยสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า ทาง บช.น.ได้ประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ดังนี้
1. กลุ่มผู้ชุมนุมของพรรคประชาธิปปัตย์ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มียอดสูงสุด เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 17,500 คน และช่วงเช้าวันนี้ เหลือผู้ชุมนุม ประมาณ 300 คน
2. กลุ่มกองทัพประชาชนต่อต้านระบอบทักษิณ (กปท.) บริเวณสะพานผ่านฟ้า มียอดสูงสุด เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 1,400 คน และช่วงเช้าวันนี้ เหลือผู้ชุมนุม ประมาณ 300 คน
3. กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก สะพานมัฆวาน มียอดสูงสุด เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 1,300 คน และช่วงเช้าวันนี้ เหลือผู้ชุมนุม ประมาณ 100 คน
พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงเวลา 08.45 น.ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมใช้หนังสติ๊กยิงหัวน็อตเข้าใส่ตู้ยามสันติบาล ที่บริเวณสะพานมัฆวาน ทำให้ได้รับความเสียหายกระจกหน้าตู้ร้าว และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวาน ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้วิ่งออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุม และมายืนอยู่หน้าแนวกั้นแบริเออร์ ใช้หนังสติ๊กยิงหัวน็อตเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณดังกล่าว ซึ่งจากกรณีดังกล่าวแสดงว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ทั้งยังได้ใช้สิ่งเทียมอาวุธทำลายสถานที่ และทรัพย์สินของทางราชการอีกด้วย ดังนั้น ทาง บช.น.จึงขอวิงวอนให้กลุ่มผู้ชุมนุมกรุณาอยู่ในความสงบ และอย่าสร้างสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความรุนแรงได้
"ได้รับรายงานข่าวว่า สถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้ อาจจะมีการสร้างสถานการณ์ และกลุ่มมือที่ 3 ที่ไม่หวังดี สร้างสถานการณ์กับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งทางตำรวจได้พยายามดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม โดยได้ตั้งจุดตรวจเข้มแข็ง และมีการควบคุมพื้นที่บริเวณโดยรอบพื้นที่ชุมนุมมากกว่า 500 เมตร และมีวงรอบการระมัดระวัง แบ่งออกเป็น 3 วงรอบ คือ วงรอบใน กลาง และนอก ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถควบคุมการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงได้"
โฆษก บช.น. กล่าวด้วยว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ได้เข้าตรวจค้นโรงแรมซึ่งเป็นที่พักของกลุ่มการ์ดรักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยอยู่ห่างจากเวทีปราศรัยประมาณ 500 เมตร เมื่อวานนี้นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถขอเข้าตรวจค้นได้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่อยู่ใน พ.ร.บ.ความมั่นคง จึงขอให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมทำความเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ จะมีการเข้าตรวจค้นทุกวัน โดยจะประเมินจากสถานการณ์ในแต่ละวัน ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย
เตือน 'ม็อบ' บุกเขตหวงห้าม-ใช้แก๊สน้ำตา!
ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีติดป้ายข้อความบริเวณสะพานมัฆวาน 'เขตพื้นที่ใช้แก๊สน้ำตา ห้ามฝ่าฝืนบุกรุกเข้ามาโดยเด็ดขาด' พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวว่า บริเวณดังกล่าวเป็นการเตรียมสถานการณ์ ในกรณีทั้งหมดทั้ง 11 จุด เป็นพื้นที่ปิดกั้นเพื่อความมั่นคง เป็นขั้นตอนการปฏิบัติตามรูปแบบสากล โดยเบื้องต้นใช้การเจรจาเป็นหลักก่อน แต่หากเจรจาแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ฟัง จะยังบุกเข้ามาในพื้นที่ ก็คงจะมีขั้นตอนการดำเนินการ ทั้งการใช้น้ำ หรือแก๊สน้ำตา แต่ทั้งนี้จะมีการประกาศแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า หากจะมีการใช้ขั้นตอนดังกล่าว
ออกหมายเรียก 2 แกนนำรับทราบข้อหาฝ่าฝืน 'มั่นคง'
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้ย หรือ ศอ.รส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันท์ รองโฆษกศอ.รส. แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า จากข้อมูลด้านการข่าวพบว่ามีกลุ่มบุคคลต่อต้านรัฐบาลที่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงในหลายพื้นที่ ระหว่างการชุมนุม เพื่อต้องการให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์และบริหารราชการได้ ซึ่ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้กำชับฝ่ายสืบสวนหาข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่หวังดีอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะต้องสงสัย ซึ่งอาจขนย้าย ลำเลียงอาวุธและวัตถุระเบิดโดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ในรัศมีการยิงจากอาวุธยิงระยะไกล 400 เมตร รอบการชุมนุม และให้จัดเตรียมชุดปฏิบัติการพิเศษ ชุดเคลื่อนที่เร็วหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD บันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ชุดอำนวยความสะดวกด้านจราจร พร้อมจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ เช่น รถยก รถส่องสว่าง รถเครื่องเสียง รถกระเช้า รถดับเพลิง และรถพยาบาล รวมทั้งเครื่องมือสื่อสาร
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ว่า อยากให้องค์กรสิทธิต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตุการณ์การทำงานของตำรวจทุกขั้นตอน เพราะการข่าวทราบว่าทุกกลุ่มมีความพยายามที่จะยกระดับและสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายให้เกิดขึ้น ซึ่งยืนยันว่าตำรวจจะไม่มีการสลายการชุมนุมหรือใช้ความรุนแรง นอกจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่ที่ประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำป้ายแจ้งเตือนและประกาศพื้นที่ใช้แก๊สน้ำตาติดให้ประชาชนทราบแล้ว เนื่องจากเขตประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯ จะมีขั้นตอนในการใช้กำลังตามยุทธวิธีอยู่แล้ว ซึ่งการใช้แก๊สน้ำตาถือว่าเป็นขั้นตอนตามปกติในการยับยั้งกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ ได้จัดชุดตำรวจจราจร และตำรวจควบคุมฝูงชน อำนวยความสะดวกกับผู้ชุมนุมกรณีมีการเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะสถานทูตกัมพูชา และบ้านพักบุคคลสำคัญ มีการสั่งการให้จัดชุดเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลป้องกันเหตุ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึง กรณีที่มีการโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ศอ.รส. จึงขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ และควรรับฟังข้อมูลประกอบ หรือตรวจสอบข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง รวมถึงใช้วิจารณาญาณให้ดีก่อนการลงข้อความหรือโพสต์ใดๆ ซึ่งการกระทำในการนำข้อมูลอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 อนุ (1) (2) และ (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โฆษก ศอ.รส. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ได้ออกหมายที่ 760/2556 เรียกนายนิติธร ล้ำเหลือ และนายอุทัย ยอดมณี แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฎิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ให้มารับทราบข้อกล่าวหา จากการนำผู้ชุมนุมฝ่าฝืนเข้าพื้นที่พ.ร.บ.ความมั่งคงฯ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และมีการทำลายสิ่งกีดขวาง เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนผู้ที่กระทำผิดรายอื่นๆ ทางเจ้าหน้าที่จะทยอยออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป



