
ปชช.ร้อยละ46.2ไม่เชื่อรบ.คว่ำนิรโทษ
10 พ.ย. 2556
"กรุงเทพโพลล์"เผยผลสำรวจความนิยม "มาร์ค" แซง"ปู" พุ่งพรวดขึ้นกว่า 41 % รบ.ควรประกาศยุบสภา แถมยังไม่เชื่อนำคำรบ.จะไม่ปลุกผีนิรโทษขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ประกาศคว่ำ
�
�
�
�
� � � � � วันที่ 10 พ.ย.56 คะแนนนิยมนายอภิสิทธิ์นำนางสาวยิ่งลักษณ์ �เช่นเดียวกับคะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ที่นำพรรคเพื่อไทย หลังรัฐบาลแถลงถอน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม �ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ 46% ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะถอน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมจริง และ 41% เสนอให้ยุบสภาฯ
�
� � � � � ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,122 �คน ในหัวข้อ คะแนนนิยมเป็นอย่างไร หลังรัฐบาลแถลงถอน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม พบว่า
�
� � � � � คะแนนนิยมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านอยู่ที่ร้อยละ 34.8 เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาร้อยละ 3.1 �(จากเดิมร้อยละ 31.7) ขณะที่คะแนนนิยม น.ส.ยิ่งลักษณ์ �ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยู่ที่ร้อยละ 26.7 ลดลงถึงร้อยละ 13.7 (จากเดิมร้อยละ 40.4)
�
� � � � � ด้านคะแนนนิยมพรรคการเมือง พบว่า พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยมร้อยละ 37.2 เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาร้อยละ 4.8 (จากเดิมร้อยละ 32.4) ส่วนพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมร้อยละ 28.2 ลดลงถึง ร้อยละ 12.8 (จากเดิมร้อยละ 41.0)�
�
� � � � � เมื่อถามความเห็นประชาชนด้วยข้อคำถามที่ว่า สถานการณ์ ณ วันนี้ รัฐบาลของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ �ชินวัตร ควรยุบสภาฯ หรือไม่ ประชาชนร้อยละ 41.1 เห็นว่า ควรยุบสภาฯ ขณะที่ร้อยละ 38.7 เห็นว่าไม่ควร ที่เหลือร้อยละ 20.2 ไม่แน่ใจ
�
� � � � � สุดท้ายเมื่อถามว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ �ชินวัตร จะถอนและไม่เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมอีกตลอดอายุของรัฐบาลชุดนี้ ร้อยละ 46.2 บอกว่าไม่เชื่อ ขณะที่ร้อยละ 27.0 บอกว่าเชื่อ ที่เหลือร้อยละ 26.8 บอกว่า ไม่แน่ใจ
� � � � � สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และความหวังต่อความสงบสุขของประเทศ : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่
"เอแบคโพลล์"ปชช.กว่าร้อยละ 72 ชี้ความเชื่อมั่นต่อรบ.ลดลง
�
� � � � � สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และความหวังต่อความสงบสุขของประเทศ : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่
�
� � � � � นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และความหวังต่อความสงบสุขของประเทศ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 1,053 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 4 - 9 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกเขต/อำเภอ แขวง/ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า
�
� � � � � เมื่อนึกถึงพลังมวลชนของประชาชนชาวไทยที่รวมตัวกันอยู่ในขณะนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.3 รู้สึกดีใจที่เห็นถึงความรัก ความสามัคคีกันของประชาชนชาวไทยทุกคน ในขณะที่ร้อยละ 22.7 รู้สึกเฉยๆ เพราะเป็นไปตามกระแส
�
� � � � � สำหรับความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ว่าควรดำเนินต่อไปอย่างไร พบว่า จำนวนมากหรือร้อยละ 89.0 อยากให้ประเทศสงบสุข และอยากเห็นทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กัน และร้อยละ 11.0 อยากให้รวมตัวกันต่อสู้ต่อไป
�
� � � � � อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.2 ยังเชื่อมั่นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ถึงแม้จะมีนักการเมืองที่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี ในขณะที่ร้อยละ 15.8 ไม่เชื่อมั่น
�
� � � � � ที่น่าสนใจคือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.9 อยากให้นักการเมืองทุกฝ่ายยึดถือแนวทางภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 13.1 ระบุต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนเดิมต่อไป
�
� � � � � นอกจากนี้ ตัวอย่างร้อยละ 88.5 คิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณในทุกเม็ดเงิน เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชน มีเพียงร้อยละ 11.5 เท่านั้นที่คิดว่าไม่จำเป็น
�
� � � � � ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.1 ระบุความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันลดลง ในขณะที่ร้อยละ 10.4 ระบุเพิ่มขึ้น และ ร้อยละ 17.5 ระบุเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม กว่าสองในสามหรือร้อยละ 69.8 ไม่คิดว่ารัฐประหารจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ในขณะที่ร้อยละ 30.2 คิดว่าช่วยได้
�
� � � � � จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 43.0 เป็นชาย ร้อยละ 57.0 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.5 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.1 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 23.2 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 25.3 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 26.9 �อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 61.9 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ในขณะที่ ร้อยละ 38.1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 30.5 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 26.1 รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป/เกษตรกร ร้อยละ 11.4 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 14.0 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 7.7 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.4 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ และร้อยละ 3.9 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ
�



