
หวนสู่ดินแดน'สุดหนาวในแดนสยาม'
หวนสู่ดินแดน'สุดหนาวในแดนสยาม'สัมผัสดอกไม้งามแห่งวสันตฤดูที่ภูเรือ : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ดลมนัส กาเจ
ป้ายตระหง่านเหนือหัวมีข้อความว่า "เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู" เป็นการบรรยายที่บอกถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเหล่าขุนเขาใหญ่น้อยที่ขึ้นสลับซับซ้อนตลอดแนวทางที่เราผ่านมา และอีกนัยหนึ่งบอกถึงสภาพภูมิอากาศแห่งวสันตฤดูที่จะเต็มไปด้วยความงดงามของหมู่แมกไม้เมืองหนาวของภูเรือ จ.เลย ดินที่ค้นพบและจุดกำเนิดของปรากฏการณ์น้ำค้างเป็นเกล็ดน้ำแข็งบนยอดหญ้าหรือ "แม่คะนิ้ง" ซึ่งไม่ผิดนักที่มีบางคนเปรียบภูเรือเสมือนหนึ่งคือสวิตเซอร์แลนด์แห่งสยามประเทศ
ดั่งคำขวัญของ จ.เลย นั่นแหละ เพราะไม่ว่าจะไปทางตัวเมือง จ.เลย หรือจะมาทางเพชรบูรณ์ ผ่าน อ.ด่านซ้าย พอเข้าเขตภูเรือตลอดแนวทางที่คดโค้งกว่า 20 กิโลเมตร เราจะแลเห็นดอกไม้ที่แปลงของเกษตรกรชูช่อบานสะพรั่งต้อนรับผู้มาเยือน ขณะที่เส้นทางที่เข้าซอยไปอีกหากเราไปตามเส้นทางนั้นจะพบแปลงของเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอก ไม้ผลเมืองของเอกเป็นจุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสวนเกษตรทีเอสเอ ฟลาวเวอร์ ซีส อันเป็นอุทยานไม้ดอกไม้ประดับสวนของบริษัท บางกอกฟลาวเวอร์ เซ็นเตอร์ จำกัด หรือที่รู้จักในนาม "สวนลุงวุฒิ" แหล่งผลิตกล้วยไม้และสับปะรดรายใหญ่อีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย รวมถึงแปลงเกษตรของสวนเกษตรภูเรือวโนทยาน แหล่งผลิตไวน์มาตรฐานสากลแห่งแรกของไทยภายใต้แบรนด์ "ชาโต้ เดอ เลย" ของคุณหมอชัยยุทธ "นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต" แห่งอิตาเลียนไทย ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นต้น
ภูเรือมีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 แสนไร่ แต่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา โดยมียอดภูเรือที่สูงสุดเป็นจุดเด่น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1,365 เมตร ทำให้สภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี
โดยเฉพาะในยามที่ทิวทัศน์สวยงามที่สุดจะเต็มไปด้วยหมอกขาวโพลน ขยับตัวเอื่อยๆ จากส่วนลึกสู่ยอดภู เห็นแล้วสวยงามจนเป็นที่ใครๆ ต่างปรารถนาไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และสูดโอโซนให้เต็มปอด ว่ากันว่าหากใครได้สูดโอโซนยอดภูเรือจะทำให้อายุยืนยาวไปอีก 1 ปี
ที่จริงทีมงาน "ท่องโลกเกษตร" ไปสัมผัสความสวยของภูเรือมาหลายครั้งแล้ว แต่การเดินทางไปแต่ละครั้งดูเหมือนว่าการจัดสวนของแปลงเกษตรของเอกชนนั้น มีการปรับปรุงที่สวยงามขึ้นทุกปี อย่างปีนี้ที่สวนลุงวุฒิ แหล่งเพาะชำสวนสับปะรดสีและกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงไม้ดอกเมืองหนาวแปลกใหม่ในโรงเรือนถึง 17 โรงเรือน ประกอบไปด้วยโรงเรือนสับปะรดสี โรงเรือนกล้วยไม้ โรงเรือนเพาะกล้าของไม้แต่ละตัว โรงเรือนโบตั๋น โรงเรือนกุหลาบหิน ฯลฯ
ครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว คุณหยุ่น "รำไพ เชยกลิ่นเทศ" ผู้จัดการสวนลุงวุฒิ บอกว่า ไม่เปิดให้คณะเข้าไปชมเพราะควบคุมไม่ได้ แม้แต่บรรดาผู้ที่ติดตามนักการเมือง เมื่อครั้งที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกพื้นที่ หรือ ครม.สัญจรไปยังภูเรือ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อกว่า 10 ปีก่อน สวนลุงวุฒิไม่ต้อนรับเช่นกัน ยกเว้นคณะของ "คม ชัด ลึก" เท่านั้นที่เป็นคณะใหญ่และคณะที่สวนลุงวุฒิเปิด แม้แต่วันนี้สวนลุงวุฒิเปิดกว้างสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่บ้างตามความเหมาะบนพื้นฐานที่มีความพอดี
นับจากนั้นเป็นต้นมาสวนลุงวุฒิกลายเป็นแหล่งปลูกไม้เมืองหนาวแหล่งใหญ่ในประเทศไทย มีทั้ง นอบิเล่ กุหลาบหิน และอาซาเลีย หรือ "กุหลาบพันปี" หม้อข้าวหม้อแกงพันธุ์ต่างๆ และพันธุ์ไม้อีกมากมาย ล่าสุดสวนลุงวุฒิยังเป็นที่ทดลองปลูกดอกไพรีทรัม ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาแอดเรียติก คอสตัล (ADRIATIC COASTAL MOUNTAINS) ของประเทศโครเอเชีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ถูกขนานนามโดยเหล่านักพฤกษศาสตร์ว่าเป็น "ดอกไม้ของพระเจ้า" (Flower of God) เพราะสรรพคุณของเจ้าดอกไม้น่ารักชนิดนี้คือการไล่แมลงแต่ไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์
"เมื่อ 10 ปีก่อน คุณพ่อ (ลุงวุฒิ) นำเข้าสายพันธุ์สับปะรดสีจากฮอลแลนด์ และอีกหลายๆ ประเทศเข้ามาจำนวนหนึ่งเพื่อเอามาทดลองปลูกเล่นในกรุงเทพฯ ซึ่งในขณะนั้นราคาสับปะรดสีถือว่าแพงมาก ราคาต้นละ 800-1,000 บาท เมื่อนำสับปะรดสีขึ้นมาทดลองเลี้ยงที่ อ.ภูเรือ พบว่ามีการเจริญเติบโตดี ที่สำคัญคือสามารถออกดอกได้สีสันสวยงาม ทั้งใบและดอกสีสวยเข้ม สีสันตรงสายพันธุ์ที่นำเข้ามา จึงมีความคิดว่าสับปะรดสีน่าจะปลูกในเชิงธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าและทำให้ราคาถูกลงในระดับที่คนทั่วไปซื้อไปปลูกได้ สวนจึงเริ่มสั่งซื้อสายพันธุ์สับปะรดสีจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ สกุลกุซแมเนีย สกุลเอคเมีย สกุลนีโอเรเจลยา สกุลรีซี และสกุลทิลแลนด์เซีย เป็นต้น" คุณหยุ่น กล่าว
ในจำนวนสับปะรดสีที่สวนลุงวุฒิผลิตและและหน่ายมากที่สุดเป็นสกุล "กุซแมเนีย" ซึ่งเป็นสับปะรดสีมีดอก ตลาดโดยรวมมีความต้องการสูงมาก กระนั้นหากจะรวบรวมสับปะรดสีในสวนทุกๆ สายพันธุ์ก็น่าจะมีเกือบ 40 ชนิด สับปะรดสีสกุล "กุซแมเนีย" ที่นับว่าเป็นจุดเด่นของสวน จะเป็นพันธุ์ที่มีดอกมากกว่าตัวอื่น เนื่องจากดอกมีสีสันสวยสด มีความทนทานกว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องของการประดับตกแต่งได้ดี ที่สำคัญขายง่ายกว่าสับปะรดสีตัวอื่น เป็นที่ดึงดูดให้ผู้ซื้อสนใจ สำหรับสกุล "นีโอเรเจลยา" ก็นับเป็นสับปะรดสีที่จะเด่นเรื่องของฟอร์มใบ การเรียงตัวของใบที่เวียนเป็นวงกลม สีสันสวยงาม มีสีสันให้เลือกเป็นจำนวนมาก
สำหรับการเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสีที่สวนลุงวุฒิ คุณหยุ่น บอกว่า เลือก 3 วิธี คือ แยกหน่อ เพาะเนื้อเยื้อ และเพาะเมล็ด นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มเติม เช่น เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น สกุลที่สั่งซื้อหลักๆ เป็นกุซแมเนีย ซึ่งทั้ง 3 วิธีมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละสายพันธุ์ เช่น การเพาะเมล็ดแม้จะใช้เวลายาวนานกว่าวิธีอื่น แต่ลูกที่ได้จะมีความใกล้เคียงมากที่สุด ในขณะที่การแยกหน่อถือเป็นวิธีที่ทำได้เร็วและง่าย แต่จะได้จำนวนน้อย และต้องใช้แม่พันธุ์จำนวนมาก ส่วนการเพาะเมล็ด แม้จะได้จำนวนมาก แต่ในบางครั้งก็หาความแน่นอนไม่ได้ สวนจึงนิยมใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อกับสกุลกุซแมเนียและสกุลเอคเมีย แม้จะกลายออกไปบ้างแต่เพราะสวนต้องการทำจำนวน ซึ่งไม่เน้นเรื่องฟอร์ม แต่สีสันของดอกก็ยังได้ตามที่ต้องการ
ทั้งหมดเป็นส่วนของทีมท่องโลกเกษตรสัมผัสสวนเกษตรที่ภูเรือครั้งสุดท้ายก่อนอำลาปีงูเล็ก หากสนใจดื่มด่ำอากาศหนาวเหน็บ สูดโอโซนบริสุทธิ์ในยามเช้า สัมความสวยงามดอกไม้เมืองหนาวที่ภูเรือ และซื้อไม้ดอกไม้ประดับราคากันเองที่สวนลุงวุฒิ สอบถามได้ที่สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โทร.0-2940-5425-6 และ 08-6340-1713
..........................
(หวนสู่ดินแดน'สุดหนาวในแดนสยาม'สัมผัสดอกไม้งามแห่งวสันตฤดูที่ภูเรือ : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ดลมนัส กาเจ)



