
'ปชป.'ซัด'รบ.'โยนแพะให้พรรคร่วมฯ
'ปชป.' ซัด 'รบ.' โยนแพะให้พรรคร่วมฯ ลงสัตยาบันฟอกผิดตัวเอง เย้ย 'ปึ้ง' ฟุ้งเอกสารใหม่สู้ 'พระวิหาร' เป็นของเก่า หวั่นคำตัดสินเป็นลบเข้าทางขายดินแดนแลกผลประโยชน์
9 พ.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ 4 หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการแถลงสัตยาบัน เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า เป็นการผลักภาระไปให้พรรคร่วมรัฐบาลให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ เช่นเดียวกับการผลักภาระให้กับวุฒิสภา เพราะหากจะมีการโหวตร่างพ.ร.บ. เสียงของพรรคเพื่อไทยก็เพียงพอ ดังนั้นพรรคร่วมรัฐบาลไม่ควรตกเป็นเครื่องมือ เพื่อไปฟอกขาวให้กับรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลจงใจก่อขึ้นมาเอง โดยการร่วมมือของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เมื่อคนออกมาคัดค้านก็หาแพะรับปาบ หวังต่ออายุให้กับรัฐบาล และการที่พรรคเพื่อไทยถอนก็ไม่เชื่อว่าจะถอยตลอดกาล เพราะนายกฯ ยังชื่นชมว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะนำไปสู่ความปรองดอง แต่อ้างว่าขณะนี้เวลาไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ประชาชนไม่สบายใจ
ดังนั้นทางออกของรัฐบาล คือควรให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอร่างกลับมาจากวุฒิสภา แล้วมาพิจารณาว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ ถ้าเป็นกฎหมายการเงินต้องให้นายกฯลงนามรับรอง หากนายกฯไม่ลงนามรับรอง กฎหมายนี้ก็จะตายอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้ายังปล่อยให้วุฒิสภาคว่ำร่างก็ยังยื้อไปอีก 180 วัน เรื่องก็ไม่จบ อาจทำให้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังหวังที่จะนิรโทษกรรมให้กับพี่ชายได้ตลอด ดังนั้นขอให้เลิกสับขาหลอกได้แล้ว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า รู้สึกเป็นห่วงภาพที่ นายจตุพร พรหรมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ที่นั่งขนาบข้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะทั้งคู่เป็นแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งมีการสั่งระดมมวลชนเข้ากรุงเทพฯ 5 หมื่นคน ซึ่งเกรงว่าจะมีเหตุการณ์ปะทะกันและบาดเจ็บล้มตาย ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะมีชะตากรรมเหมือนพี่ชายต้องหนีไปต่างประเทศ จึงอยากเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้พิทักษ์ประชาราษฎร์ ไม่ใช่ทรราช เพราะผู้ชุมนุม มาชุมนุมเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ปราศจากอาวุธ ถ้ามีเหตการณ์อะไรจะต้องรับผิดชอบ ส่วนที่มีการแจ้งความจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นปาหี่ เพราะหากการชุมนุมผิดกฎหมาย แกนนำเสื้อแดง ซึ่งเคยชุมนุมเช่นกันก็คงถูกตัดหัวไปแล้ว และศาลก็ไม่ได้พิพากษาว่าทำผิดกฎหมาย
นายชวนนท์ ยังกล่าวตอบโต้นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ออกมากล่าวว่าคนที่คิดล้มรัฐบาลว่าเป็นซากเดนประชาธิปไตย ว่า ตนคิดว่าซากเดนประชาธิปไตยคือพวกนักการเมืองที่ทิ้งพรรคเวลาทุกข์ยาก สละเรือหนี แต่เวลาเขาสบายได้เป็นรัฐบาลกลับหน้าทนซมซานมาขอตำแหน่ง ตนก็เห็นใจสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนที่ต้องต่อสู้กันเองโดยที่นายสุรนันท์ไม่เคยรู้สึก อย่างนี้ใครกันแน่ที่เป็นซากเดนประชาธิปไตย
'ชวนนท์' เย้ย 'ปึ้ง' ฟุ้งเอกสารใหม่สู้ 'พระวิหาร' เป็นของเก่า
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาระบุว่ามีเอกสารใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนเกี่ยวกับการต่อสู้คดีที่ศาลโลกเรื่องปราสาทพระวิหาร ว่า ยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวตนเห็นมานาน 30 รอบแล้ว เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือที่รัฐมนตรีต่างประเทศขณะนั้น ทำถึงพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่ง นายสุรพงษ์ มีเจตนาที่จะระบุว่าความผิดเกี่ยวกับเรื่องของปราสาทพระวิหารไม่ใช่ความผิดของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ซึ่งข้อเท็จจริง ในปี 2550 มีการไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก มีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่จะขึ้นร่วมกันทั้ง 2 ประเทศ แต่มาในสมัย นายนพดล ได้เปลี่ยนแปลงสาระไปร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนายสุรพงษ์บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาว่าผิด จนนำไปสู่การถอดถอนนายนพดล
นายชวนนท์ กล่าวตต่อว่า นายสุรพงษ์ยังได้โยนความผิดให้พรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นผู้สร้างความขัดแย้งจนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์บานปลายมาถึงวันนี้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะเห็นว่าประเทศไทยจะเสียเปรียบ จึงนำไปสู่การประท้วงต่อเนื่อง จนมีการปะทะกันของ 2 ฝ่าย จนนำไปสู่ศาลระหว่างประเทศ เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมให้กัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่เขตแดนของประเทศไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนกังวลคือหากคำพิพากษาออกมาเป็นลบกับประเทศไทย นั่นหมายถึงว่าประเทศไทยจะต้องเสียดินแดนเพิ่ม หากวันนี้ยังมีรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ฉบับเดิมอยู่ก็จะไม่น่ากังวล แต่วันนี้รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวได้ถูกรัฐบาลแก้ไข และเมื่อมีการประกาศใช้เมื่อไหร่ ประชาชนจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่ารัฐบาลจะไปเจรจากับประเทศกัมพูชาอย่างไร เพราะรัฐบาลไม่ต้องสนอกรอบการเจรจาเขตแดนเข้าสู่รัฐสภาก่อน จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว ถือเป็นแผนชั่วของคนบางคนที่ต้องการขายแผ่นดินไทยให้กัมพูชา เพื่อหวังผลประโยชน์แลกเปลี่ยนให้กับตัวเองและพวกพ้อง
'องอาจ' อัด '2ปี รบ.' มีพฤติกรรมสะสมทางลบ 4 ประการ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการชุมนุมของกลุ่มที่คัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า สาเหตุที่มีผู้ออกมาชุมนุมนั้น เป็นเพราะประชาชนรับไม่ได้กับเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี เปิดโอกาสให้คนที่ทุจริตไม่มีความผิดอีกต่อไป รวมทั้งผู้ที่สั่งการก็ไม่ต้องมีความผิดทางอาญา นอกจากนี้พฤติกรรมของรัฐบาลใน 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการสะสมในทางลบอย่างต่อเนื่องใน 4 ประการคือ 1.การแสดงอำนาจบาทใหญ่ไม่ฟังเสียงของทุกภาคส่วน และฝ่ายค้าน ที่ทักท้วงถึงการบริหารราชการที่ผิดพลาด และทุกครั้งที่มีเรื่องสำคัญเข้าสภาฝ่ายค้านก็จะถูกปิดปากไม่ให้ทำหน้าที่ 2.รัฐบาลปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างที่ไม่มียุคใดเป็นมาก่อน เพราะมีการกินเปอร์เซ็นในโครงการต่างๆ 30-50% แม้ฝ่ายค้านจะมีการเปิดโปงแต่รัฐบาลก็เปลี่ยนตัวละครโดยเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ดูแล นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีท่าทีที่จะปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง แต่พยายามสร้างภาพและรณรงค์ แต่ละเว้นการจัดการคนของรัฐบาลเอง
นายองอาจ กล่าวว่า 3.รัฐบาลบริหารประเทศโดยวิธีสับขาหลอก และ 4.รัฐบาลไม่รักษาคำพูดตนเอง แต่โกหกพกลมไปวันๆ ตั้งแต่รมว.คลัง ที่โกหกในเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เมื่อจำนนต่อหลักฐานกลับอ้างว่าเป็นการโกหกสีขาว หรือ ไวท์ไลน์ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย และที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายคือการออกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มีผู้ออกมาคัดค้าน ซึ่งนายกฯบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวเกี่ยวข้องให้เป็นเรื่องของสภาฯ แต่เมื่อมีผู้ออกมาชุมนุมจำนวนมากกลับสั่งให้ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยถอนร่างออกจากสภา และเมื่อมีผู้ออกมาคัดค้านรัฐบาลก็พยายามสกัดกั้นทุกวิถีทางในรูปแบบต่างๆโดยไม่มีจิตสำนึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาด หรือตระหนักว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ถูกต้องชอบธรรม แต่ที่ถอนร่างออกก็เพื่อลดกระแสการต่อต้านของประชาชนเท่านั้น ถือเป็นพฤติกรรมแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปชั่วคราว โดยที่ยังไม่มีหลักประกันใดว่านายกฯและรัฐบาลจะไม่หยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาอีก เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมานายกฯและรัฐบาลไม่รักษาคำพูด ดังนั้นความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและนายกฯ ล้มละลายไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ตนขอท้าทายไปยังรัฐบาลว่า หากเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์นำไปสู่ความปรองดองก็ขอให้นำมาพิจารณาในสภาต่อไป
นายองอาจ ยังได้ตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่าขณะนี้ฝ่ายค้านมีการแพร่กระจายข่าวสารเกี่ยวกับการอกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ทำให้เกิดความสับสน เพื่อต้องการกลับมามีอำนาจอีกครั้งว่า ถือว่าชัดเจนแล้วว่าพ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นผู้มีอำนาจตัวจริง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ลับลวงพลาง และพร้อมที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ตลอดเวลา ส่วนที่ระบุว่าฝ่ายค้านต้องการกลับมามีอำนาจนั้น ตนยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และไม่ประสงค์ที่จะกลับมามีอำนาจโดยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ดังนั้นอย่ามาโยนบาปให้ประชาธิปัตย์ เพราะคนที่แพร่กระจายข่าวจนทำให้มีผู้ออกมาชุมนุมคัดค้านคือพรรคเพื่อไทยเอง แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังไม่สำนึกว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา และยังไม่มีท่าทีที่จะยุติปัญหา การแสดงความคิดเห็นเช่นนี้เป็นการซุกปัญหาใต้พรม และพร้อมที่จะออกกฎหมายในอนาคต



